xs
xsm
sm
md
lg

จักรวาลนฤมิตของปิยบุตร กับข้อหาที่มุ่งสู่การล้มล้าง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



หนึ่งความคิด
สุรวิชช์ วีรวรรณ


อ่านและฟังอาจารย์สอนกฎหมายปิยบุตร แสงกนกกุล โต้ศาลรัฐธรรมนูญก็ไม่แปลกใจหรอก ที่พรรคอนาคตใหม่โดนยุบทั้งที่มีกูรูนักกฎหมายอยู่ในพรรค จนกิ้งกือเดินตกท่อ แล้วก็ตลกดีที่บอกว่า คำว่า “ภราดรภาพ” เป็นคำของสาธารณรัฐไม่ควรมาใช้กับระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ความเข้าใจแบบนั้นมีด้วยเหรอครับในโลกใบนี้

ถ้าอย่างนั้นปิยบุตรก็อย่าเที่ยวเอาหลักการของประเทศที่ปกครองในระบอบสาธารณรัฐมาจับกับสังคมไทยสิครับ หรือว่า ไม่ควรเอาเรื่องของรัฐหนึ่งมาจับกับเรื่องของอีกรัฐหนึ่ง

ปิยบุตรบอกด้วยว่า ศาลรัฐธรรมนูญนำเอาคำว่า “ภราดรภาพ” มาใช้ไม่ถูกต้องด้วย เพราะคำว่า “ภราดรภาพ” ไม่ได้หมายความสามัคคี แต่หมายถึงการเห็นอกเห็นใจเพื่อนมนุษย์ การร่วมทุกข์ร่วมสุขของเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

แต่จริงๆ พจนานุกรมอธิบายว่า ภราดรภาพ หมายถึง ความเป็นฉันพี่ฉันน้อง ซึ่งในเนื้อคำก็มีความหมายถึงความรักความสามัคคีนั่นเอง ไม่เห็นว่า ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะนำมาใช้ผิดตรงไหนเลย

ปิยบุตรบอกว่า คดีนี้หากศาลเห็นว่าการกระทำในวันที่ 10 สิงหาคม 2563 ของผู้ร้องทั้ง 3 เป็นการล้มล้าง ก็สั่งเลิกการกระทำนั้น แต่กลายเป็นว่า ศาลรัฐธรรมนูญสั่งการให้ผู้ถูกร้องที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 รวมทั้งองค์กรเครือข่ายเลิกการกระทำดังกล่าวรวมถึงการกระทำในอนาคตด้วย กรณีนี้ศาลรัฐธรรมนูญออกคำสั่งเกินกว่าอำนาจ 2 ข้อ คือ 1 สั่งไปถึงกลุ่มองค์กรเครือข่าย เป็นบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ผู้ถูกร้องทั้งสามคน และ 2 สั่งการให้เลิกกระทำการดังกล่าวที่จะเกิดในอนาคต ซึ่งเกินขอบเขต ไม่เฉพาะการกระทำเมื่อ 10 สิงหาคม 2563 ซึ่งหากถือปฏิบัติตามคำบังคับนี้ จะสับสนอลหม่านมาก เพราะศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดชัดเจนว่ากลุ่มองค์กรเครือข่ายคือใครบ้าง สั่งเลิกการกระทำในอนาคตเป็นการกระทำแบบไหนบ้างก็ไม่ได้บอก และคำว่าต่อไปในอนาคตคือจนถึงเมื่อไหร่ นิจนิรันดร์เลยหรือไม่

ปิยบุตรแกล้งโง่เหมือนไม่รู้ว่า การกระทำของผู้ถูกกล่าวหากับการเคลื่อนไหวม็อบบนถนนต่อเนื่องเป็นขบวนการเดียวกัน มีความเชื่อมโยงกัน ดังนั้นที่ศาลสั่งนั้นถูกต้องแล้วไม่ได้ผิดหรือเกินขอบเขตตรงไหนเลย

ไม่เช่นนั้นตำรวจไปจับคนขายยาบ้าก็คงทำได้แค่คนที่จับได้ ณ เวลานั้นจะขยายผลไปถึงเครือข่ายไม่ได้หรืออย่างไร

แล้วที่บอกว่าศาลสั่งเลิกการกระทำในอนาคต ปิยบุตรก็แกล้งไม่เข้าใจ ศาลไม่ได้สั่งไปลอยๆ แต่หมายถึงห้ามกระทำการล้มล้างระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ซึ่งการกระทำเช่นนั้นแม้ศาลรัฐธรรมนูญจะไม่ยกมาก็มีกฎหมายห้ามไว้อยู่แล้วไม่ใช่เรื่องที่ศาลสั่งเกินเลย

ปิยบุตรบอกด้วยว่า การเขียนคำวินิจฉัยที่ไม่ตรงตามข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์รัฐธรรมนูญ เช่น ศาลอธิบายการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อปี 2475 แล้วสรุปว่าคณะราษฎรเรียกรูปแบบการปกครองระบอบนี้ว่า ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งไม่ตรงตามประวัติศาสตร์ คือ คณะราษฎรไม่เคยเรียกแบบนี้ จริงอยู่เราไม่ได้เรียกว่า ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมาตั้งแต่ต้น แต่แม้เราจะเรียกแบบนี้มาในรัฐธรรมนูญ 2492 มันก็มีความหมายเดียวกันระบอบที่เปลี่ยนแปลงมาตั้งแต่ 2475 นั่นแหละ

มันเหมือนคนๆ เดียวกันที่เปลี่ยนชื่อในภายหลังก็ยังเป็นคนๆ นั้นไม่ได้กลายเป็นคนอื่น

แน่นอนที่ปิยบุตรไม่เห็นด้วยก็เพราะปิยบุตรเป็นคนหนึ่งที่สนับสนุนการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนหนุ่มสาวเหล่านี้ที่ศาลวินิจฉัยแล้วว่า เป็นการล้มล้างระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพราะปิยบุตรแสดงออกถึงความมุ่งหมายที่ต้องการลดทอนบทบาทและสถานะของพระมหากษัตริย์มาเป็นเวลายาวนาน

ปิยบุตรพูดตลอดเวลาว่า พระมหากษัตริย์ยังไม่อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ ทั้งๆที่ พระมหากษัตริย์ทรงอยู่ใต้รัฐธรรมนูญมาแล้วตั้งแต่ปี 2475 แต่ไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วปิยบุตรกับพวกต้องการอะไรมากกว่านั้น พรรคอนาคตใหม่ของปิยบุตรประกาศว่า จะสืบทอด 2475 ที่คณะราษฎรยังทำไม่สำเร็จ แท้จริงแล้วปิยบุตรมีจุดมุ่งหมายอะไรที่ลึกเร้นกว่าที่เป็นอยู่

ปิยบุตรเคยบรรยายกับนักศึกษาที่ธรรมศาสตร์ตอนหนึ่งว่า รัฐสมัยใหม่รุ่นแรกๆ ผู้ปกครองคือพระมหากษัตริย์ สืบทอดทางสายโลหิต นี่เป็นรัฐแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เมื่อกษัตริย์สิ้นพระชนม์ก็มีกฎเกณฑ์การสืบทอดทางสายโลหิตต่อไป รัฐไม่ได้ล้มสลายหายไป ระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ผ่านไปเรื่อยๆ คนเริ่มตั้งคำถามว่า ทำไมต้องยอมให้คนตระกูลๆ หนึ่งเท่านั้น จำเป็นต้องเป็นอย่างนี้เหรอ นี่คือข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ ที่ทำให้เกิดการปราบดาภิเษกอยู่เรื่อยๆ อย่างไรก็ตาม พัฒนาการต่อมา ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไม่ชอบธรรมในโลกสมัยใหม่ จึงเกิดรัฐประชาธิปไตยขึ้น สิทธิธรรม ความชอบธรรมผู้ปกครองต้องมาจากการเลือกตั้ง เป็นการอธิบายใหม่ว่า อำนาจสูงสุดที่ใช้ปกครองในรัฐนั้นไม่ได้เป็นของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นของคนทุกๆ คน จึงสร้างสิ่งสมมติขึ้นมาแทนคนทุกๆ คน นั่นก็คือ people หรือประชาชน นี่คือการถ่ายโอนอำนาจสูงสุดที่อยู่ที่คนหนึ่งคนให้เป็นทุกคน และใช้วิธีการเลือกตั้งผู้ปกครอง เป็นรัฐแบบประชาธิปไตย

นี่เป็นตัวอย่างว่า ปิยบุตรไม่ได้ไม่ยอมรับระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเท่านั้น แต่ปิยบุตรไม่ยอมรับระบอบกษัตริย์นั่นเอง

ในงานเสวนาเรื่อง  “เสรีภาพนิสิตนักศึกษาในพระปรมาภิไธย”  ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ.2554 ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปิยบุตรได้เคยแสดงความคิดเห็นไว้ว่า สถานะของสถาบันที่เป็นอยู่ในปัจจุบันมีอำนาจมากเกินควรจะเป็นในระบอบประชาธิปไตย และไม่ได้เป็นมาแต่ไหนแต่ไรตามที่หลาย ๆ คนอาจได้รับรู้ เนื่องจากในความเป็นจริง สถาบันกษัตริย์ถูกยกระดับให้มีอำนาจเท่าที่เป็นในปัจจุบันตั้งแต่สมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นต้นมา ซึ่งนับเป็นเพียง 40-50 ปี ของการช่วงชิงทางความคิดและอุดมการณ์ระหว่างคู่ขัดแย้งฝ่ายต่าง ๆ ในประวัติศาสตร์เท่านั้น

จะเห็นได้ว่าปิยบุตรเคลื่อนไหวเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ก่อนรัชสมัยของรัชกาลที่ 10 แล้ว

ในครั้งนั้นปิยบุตร ยังแสดงทัศนะด้วยว่า สถาบันกษัตริย์จำเป็นต้องปรับตัวให้อยู่ได้กับประชาธิปไตย โดยแยกการใช้อำนาจจากรัฐให้เป็นเพียงหน่วยทางการเมืองหน่วยหนึ่ง ซึ่งทำให้กษัตริย์ไม่สามารถใช้อำนาจใด ๆ ผ่านรัฐได้อีกต่อไป โดยในทางรูปธรรมนั้นหมายถึงการไม่อนุญาตให้กษัตริย์สามารถทำอะไรเองได้ เนื่องจากผู้ที่รับผิดชอบคือผู้สนองพระบรมราชโองการ รวมถึงการไม่อนุญาตให้กษัตริย์แสดงพระราชดำรัสสดต่อสาธารณะ และต้องสาบานต่อรัฐสภาในฐานะประมุขว่าจะพิทักษ์รักษารัฐธรรมนูญ เป็นต้น

แนวคิด 10 ข้อที่รุ้ง ปนัสยาเรียกร้องให้มีการปฏิรูปสถาบันที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั้น ศาลรัฐธรรมนูญชี้ชัดแล้วว่ามีจุดมุ่งหมายที่จะล้มลางการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในขณะที่ฝ่ายสนับสนุนพยายนามตอบโต้ว่าการปฏิรูปคือการทำให้ดีขึ้นจะเป็นการล้มล้างได้อย่างไร แต่ถ้าเราดูการแสดงออกการพูดถึงพระมหากษัตริย์จะเห็นได้ว่าเจตนาของพวกเขานั้นไม่ได้มีจุดมุ่งหมายที่การปฏิรูปดังที่พูดกัน แต่การแสดงออกนั้นชัดเจนว่ามีจุดมุ่งหมายที่จะล้มล้าง

การแสดงออกของปิยบุตรผ่านการพูดบรรยายถึงสถาบันพระมหากษัตริย์หลายครั้งก็สอดคล้องกับข้อเรียกร้อง 10 ข้อที่รุ้งพูดบนเวที นั่นก็แสดงว่า ปิยบุตรมีจุดมุ่งหมายเดียวกับการเคลื่อนไหวของคนหนุ่มสาวเหล่านั้น หรือเรียกได้ว่าเป็นขบวนการเดียวกัน

นอกจากนั้นปิยบุตรยังพูดถึงการปฏิวัติฝรั่งเศสและปฏิวัติรัสเซียที่มีการโค่นล้มระบอบกษัตริย์เพื่อเป็นนัยสะท้อนถึงระบอบกษัตริย์ของไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อปลุกปั่นให้ผู้ฟังใช้การปฏิวัติฝรั่งเศสและรัสเซียเป็นหมุดหมายในการที่จะบรรลุเป้าหมายไปสู่ความมุ่งหวังที่ต้องการ

แต่ปิยบุตรฉลาดพอที่รู้ว่า เขาจะพูดจะแสดงออกอย่างไรเพื่อให้หลุดรอดความผิดต่อกฎหมาย แต่คนหนุ่มสาวที่เขายุยงสนับสนุนให้ออกมาต่อสู้ต่างใช้ความห้าวหาญและหยาบคายในการเคลื่อนไหว และไม่รู้จักหลบหลีกความผิดทางกฎหมายจนถูกดำเนินคดีจำนวนมาก จนดูเหมือนว่า ถ้าไม่ยึดอำนาจรัฐมาให้ได้ดังปรารถนาแล้วคนหนุ่มสาวที่เป็นเหยื่อแรงปรารถนาของปิยบุตรหล่านั้นจะต้องถูกจำคุกกันคนละหลายสิบปี

วันนี้ปิยบุตรเพิ่งจะออกมาบอกว่า คนหนุ่มสาวเหล่านั้นต้องปรับวิธีการรณรงค์เรียกร้องเสียใหม่ ซึ่งก็คงจะช้าไปเสียแล้ว เพราะสิ่งที่ทำไปแล้วนั้นไม่อาจหาข้อแก้ตัวหรือขอทบทวนใหม่ในภายหลังได้

จักรวาลนฤมิตและโลกเสมือนจริงที่ปิยบุตรทำให้คนรุ่นใหม่หลงเคลิ้มแล้วเดินหน้าไปสู่การล้มล้างระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอาจทำให้พวกเขาหลงลืมไปว่าในโลกของความเป็นจริงกฎหมายกติกาบ้านเมืองนั้นเป็นของจริงไม่ใช่สิ่งหลอกลวง

ติดตามผู้เขียนได้ที่ https://www.facebook.com/surawich.verawan