xs
xsm
sm
md
lg

ปีศาจแห่งกาลเวลา และทางออกที่จะอยู่ร่วมกัน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



หนึ่งความคิด
สุรวิชช์ วีรวรรณ


ทิศทางของคนหนุ่มสาวที่ออกมาชุมนุมบนท้องถนนและแสดงออกในโซเชียลมีเดีย แม้เราไม่อาจจะอนุมานได้ว่าเป็นคนส่วนใหญ่ของคนวัยเดียวกัน แต่เราก็คงต้องยอมรับว่า คนเหล่านั้นแสดงออกถึงการไม่ศรัทธาในสถาบันพระมหากษัตริย์อีกต่อไป แต่ถามว่า นี่เป็นการบ่งบอกถึงอนาคตที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงและสายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงจะไม่มีวันหวนกลับอีกต่อไปหรือไม่ ก็ต้องบอกว่า อาจจะไม่แน่เสมอไป

บางคนบอกว่า ปีศาจแห่งกาลเวลาจะเป็นตัวกำหนดอนาคตของประเทศไทย อนาคตเป็นของคนหนุ่มสาวที่เรียกร้องการเปลี่ยนแปลงอยู่ในเวลานี้ เหมือนที่ “ปิยบุตร แสงกนกกุล” หยิบยืมเอามาจากนิยายเรื่อง “ปีศาจ” ของ “เสนีย์ เสาวพงศ์” ภายหลังมีคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคอนาคตใหม่ที่ว่า

“นี่ไม่ใช่จุดจบ แต่นี่คือจุดเริ่มต้น เพราะพวกเราเป็นปีศาจที่กาลเวลาได้สร้างขึ้นมา เพื่อหลอกหลอนคนที่อยู่ในโลกเก่า ความคิดเก่า ทำให้เกิดละเมอ หวาดกลัว และไม่มีอะไรที่จะเป็นเครื่องปลอบใจท่านเหล่านี้ได้ เท่ากับไม่มีอะไรหยุดยั้งความรุดหน้าของกาลเวลาที่จะสร้างปีศาจเหล่านี้ให้มากขึ้นทุกที”

ตั้งแต่วันนั้นมาก็มีการจัดตั้งปลุกระดมคนหนุ่มสาวที่เชื่อว่าพรรคอนาคตใหม่ที่เป็นความหวังของพวกเขาถูกอำนาจเก่าที่กลัวการเปลี่ยนแปลงโค่นล้มลง จนเกิดเป็นกระแสขึ้นลุกลามไปในหมู่คนวัยเดียวกัน กลายเป็นม็อบที่ต่อเนื่องมาจนถึงวันนี้

ย้อนกลับไปตอนที่คนหนุ่มสาวฮึกเหิมกับชัยชนะในการโค่นล้มเผด็จการในวันที่ 14 ตุลาคม 2516 แม้ว่าประชาธิปไตยจะเบ่งบานในช่วงเวลานั้น แต่คนหนุ่มสาวในยุคนั้นก็ค่อยเปลี่ยนแปลงอุดมการณ์ไปเพราะถูกครอบงำและจัดตั้งโดยคอมมิวนิสต์ที่เข้ามาแฝงตัวอยู่ในเมือง ใครๆ ก็คงคิดว่าตอนนั้นไม่อาจต้านสายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงที่จะพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินได้ เมื่อมองเห็นการล้มระเนระนาดของระบอบกษัตริย์ในประเทศเพื่อนบ้านไปเป็นระบอบคอมมิวนิสต์

แต่สุดท้ายประเทศไทยก็สามารถตั้งรับในการรักษาระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขเอาไว้ได้ ดังนั้นไม่มีหลักประกันอะไรหรอกว่า คนหนุ่มสาวที่เกาะกุมเป็นเจ้าของปิศาจแห่งกาลเวลาจะประสบชัยชนะเสมอไป และในอนาคตเมื่อพวกเขามีวัยวุฒิที่มากขึ้นและพวกเขามองย้อนกลับมาก็จะรู้สึกผิดชอบชั่วดีมากกว่าที่แสดงออกด้วยความห้าวหาญเรียกร้องท้าทายต่อระบอบในปัจจุบันก็อาจจะมีความคิดที่เปลี่ยนไป

เช่นเดียวกับที่วันนี้คนหนุ่มสาวในอดีตมองย้อนกลับไป ส่วนใหญ่ก็บอกว่า โชคดีที่ประเทศไทยไม่เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางนั้น แม้ว่าจะมีอีกหลายคนที่ฝังใจเจ็บกับความพ่ายแพ้ด้วยหัวใจที่บอบช้ำและเคียดแค้นจากเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 จนเก็บเอาความรู้สึกนั้นมาฝากฝังไว้กับคนรุ่นใหม่ที่กำลังท้าทายสถาบันพระมหากษัตริย์ในเวลานี้

ต้องยอมรับว่า นักคิด นักวิชาการ ปัญญาชนกลุ่มหนี่งที่ไม่ศรัทธาในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขประสบความสำเร็จในการถ่ายทอดความคิดให้คนรุ่นใหม่ที่ใช้ความห้าวหาญแสดงออกท้าทายระบอบกษัตริย์บนถนนและในโซเชียลมีเดียอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และพร้อมจะผลักดันคนหนุ่มสาวให้ตะลุยไปข้างหน้าโดยไม่ใส่ใจว่าคนหนุ่มสาวเหล่านั้นจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

พวกเขายื่นข้อเสนอที่ท้าทายอำนาจรัฐและระบอบปัจจุบันว่า ถ้าไม่ยอม“ปฏิรูป”ก็ต้องถูก“ปฏิวัติ” นั่นคือการเปลี่ยนแปลงอย่างพลิกฝ่ามือจากระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขไปสู่ระบอบสาธารณรัฐ พร้อมกับข้อเสนอที่สวยหรูว่า ข้อเรียกร้องของพวกเขาที่หนุนเนื่องด้วยคนรุ่นใหม่นั้นก็เพื่อรักษาระบอบกษัตริย์ให้สามารถดำรงอยู่ได้ หากไม่เช่นนั้นก็จะถูกโค่นล้ม

นอกจากนั้นพวกเขาใช้ประโยชน์จากความขัดแย้งแตกแยกที่เกิดขึ้นมาในสังคมไทยยาวนานเกือบ 2 ทศวรรษที่ประชาชนแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย 2 สีเหลืองแดง เป็นพวกเอาระบอบทักษิณไม่เอาระบอบทักษิณ โดยใช้มวลชนของระบอบทักษิณเป็นแนวร่วมของการเรียกร้องท้าทายอำนาจเก่าที่เชื่อว่าจะพ่ายแพ้ไปตามกาลเวลา

ในขณะที่คนรุ่นใหม่ซึ่งเป็นหัวหอกในการทะลุทลายเพดานของสังคมไทยไปท้าทายระบอบกษัตริย์กลับใช้แต่ความห้าวหาญรุนแรงและถ้อยคำที่หยาบคายในการโจมตีระบอบกษัตริย์จนถูกดำเนินคดีจำนวนมาก โดยที่พวกนักวิชาการอาจารย์มหาวิทยาลัยที่อยู่เบื้องหลังยั่วยุผลักดันให้เดินหน้ายังคงลอยนวลและทำได้แค่แสดงตัวไปยื่นประกันตัวเพื่อช่วยเหลือคนที่อยู่ในคุก แต่แม้ศาลจะอนุญาตให้ประกันตัวออกมาหลายครั้งคนหนุ่มสาวเหล่านั้นก็ยังเดินหน้าท้าทายอำนาจรัฐจนถูกดำเนินคดีเพิ่มขึ้นและสูญเสียอิสรภาพในที่สุด

ดูเหมือนว่า ทางเดียวที่คนหนุ่มสาวหลายคนจะรอดจากการถูกจองจำในคุกตารางก็คือจะต้องโค่นล้มอำนาจรัฐเพื่อให้ตัวเองเป็นรัฏฐาธิปัตย์ให้ได้ ไม่เช่นนั้นหลายคนคงต้องใช้ชีวิตในคุกคนละหลายปีหากนับจากคดีความที่ถูกดำเนินคดีคนละหลายคดี

แต่แม้ว่า วันนี้อำนาจรัฐที่ถูกมองว่า เป็นเครือข่ายของอำนาจเก่าจะยังมีขุมพลังที่เหนือกว่าก็ใช่ว่าจะชะล่าใจได้ว่า เสียงเรียกร้องแห่งการเปลี่ยนแปลงนั้นจะยังไม่มีพลังมากพอที่จะท้าทายระบอบได้ และฝ่ายกุมอำนาจรัฐต้องทบทวนตัวเองว่า จะสามารถหยัดยืนอยู่ในท่ามกลางพลวัตและคลื่นลมแห่งการเปลี่ยนแปลงในกระแสโลกในทุกมิติของสังคมที่ท้าทายได้อย่างไร หรือต้องตั้งคำถามว่า จะปรับเปลี่ยนตัวเองเพื่อให้สามารถหยัดอยู่อย่างยั่งยืนได้อย่างไร

นั่นก็คือ ต้องยอมรับว่าอำนาจรัฐปัจจุบันไม่อาจจะตั้งรับโดยไม่เปลี่ยนแปลงทบทวนตัวเองได้เช่นเดียวกัน

แม้เราจะเชื่อว่าข้อเรียกร้องให้ปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์จะเป็นเป้าหมายแฝงของการมุ่งหมายที่จะโค่นล้มเพราะถ้อยคำปฏิรูปถูกใช้เป็นช่องทางในการหลบหลีกความผิดตามกฎหมายอย่างที่ปิยบุตรใช้อย่างชาญฉลาดพร้อมหยิบยกประวัติศาสตร์ของการโค่นล้มระบอบกษัตริย์ในฝรั่งเศสและรัสเซียมาปลูกฝังใส่สมองของคนรุ่นใหม่ด้วยแง่มุมทางวิชาการ แต่ก็ต้องไม่ประมาทไปว่ายังมีมวลชนอีกจำนวนมากที่พร้อมจะออกมาปกป้องและต้านทานฝ่ายที่ต้องการจะเปลี่ยนแปลงโดยไม่ใส่ใจข้อเรียกร้องของพวกเขาเลย

ต้องยอมรับว่า ข้อเรียกร้องหลายอย่างของพวกเขาก็มีเหตุผล หรือบางเงื่อนไขก็สามารถปรับเปลี่ยนเพื่อเห็นด้วยร่วมกันได้ แม้อาจจะเป็นเรื่องยากมากที่จะพูดคุยเพื่อเปลี่ยนความคิดคนหนุ่มสาวที่ถูกใส่ความคิดให้เกลียดชังสถาบันพระมหากษัตริย์ไว้ในสมองจนคนหนุ่มสาวเหล่านั้นพร้อมจะเอาชีวิตและอิสรภาพเข้าแลกเพราะพวกเขาเชื่อในแรงผลักดันของพวกผู้ใหญ่บางคนว่าหนทางที่พวกเขาทำอยู่นี้คือความชอบธรรมที่แท้จริงของระบอบประชาธิปไตย

ทุกเครือข่ายองคาพยพของอำนาจรัฐจะต้องทบทวนตัวเองว่า อะไรที่เป็นเงื่อนไขให้เกิดข้อเรียกร้องที่ต้องการเปลี่ยนแปลงไปอย่างพลิกฝ่ามือ อะไรที่ทำให้อีกฝ่ายเขามองว่าไม่อาจจะยอมรับอำนาจและระบอบในปัจจุบันได้อีกต่อไป และอะไรที่ทำให้คนหนุ่มสาวตื่นตัวออกมาบนถนนและพร้อมเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงจำนวนมาก

แม้เราไม่รู้ว่าคนหนุ่มสาวที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงจะเป็นคนส่วนใหญ่ของช่วงวัยหรือไม่ แต่เราก็ต้องทำให้พวกเขาเห็นว่าระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขนั้นยังดีกว่าระบอบการเมืองที่ปกครองด้วยนักการเมืองเป็นใหญ่ เราต้องทำให้เห็นว่าสถาบันพระมหากษัตริย์นั้นยังมีความจำเป็นสำหรับประเทศของเราเพื่อหักล้างความเชื่อที่พวกเขาถูกปลูกฝังว่า สถาบันพระมหากษัตริย์นั้นเป็นส่วนเกินของระบอบประชาธิปไตย

แม้เราเชื่อว่าคนหนุ่มสาวจำนวนหนึ่งจะถูกฝังความคิดที่ผิดๆ แต่ต้องยอมรับว่า อำนาจรัฐที่ถูกมองว่า เป็นอำนาจเก่าที่ล้าหลังก็ต้องหาหนทางเปลี่ยนแปลงเพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อคนส่วนใหญ่ให้ได้ว่า สิ่งที่ดำรงอยู่นี้เหมาะสมกับสังคมไทยมากกว่าข้อเรียกร้องของอีกฝ่าย

เราต่างเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงเป็นสัจธรรมที่ไม่อาจต้านทาน แต่เราก็ต้องตั้งรับเพื่อหาโอกาสที่ดีที่สุด เพื่อให้เกิดการสูญเสียน้อยที่สุด และเกิดฉันทามติที่อยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ

แม้คนหนุ่มสาวจะคือปิศาจแห่งกาลเวลา แต่ก็ต้องทำให้พวกเขาสำนึกว่าอดีตและปัจจุบันนั้นไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาควรจะทำลาย

ติดตามผู้เขียนได้ที่https://www.facebook.com/surawich.verawan