xs
xsm
sm
md
lg

ชาติประชาชนในมือประยุทธ์

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: สุรวิชช์ วีรวรรณ



ท่ามกลางตัวเลขผู้ติดเชื้อสูงถึงวันละกว่าหมื่นคนและคนตายวันละหลายสิบจนถึงร้อยคน พร้อมกับการคาดการณ์ว่าอาจจะมีผู้ติดเชื้อสูงถึงวันละ 30,000 คน สิ่งที่ทุกคนพูดกันว่าทางออกของเรื่องนี้ก็คือการฉีดวัคซีน แต่จนถึงวันนี้รัฐบาลก็ไม่สามารถจัดหาวัคซีนที่มากพอมาฉีดเพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ได้

ตอนนี้มีคนติดเชื้อจำนวนมากที่ไม่สามารถเข้าถึงการรักษาในโรงพยาบาล เพราะระบบสาธารณสุขเราเกินกำลังจะรับมือแล้ว ต้องใช้เวลาหลายวันกว่าผู้ป่วยจะถึงมือหมอต้องนอนรอความหวังอย่างไม่รู้ชะตากรรม และนี่เป็นสาเหตุที่ทำให้มีคนเสียชีวิตจำนวนมากเพราะกว่าจะได้เข้าทำการรักษาก็สายเกินไปเสียแล้ว

นี่ยังไม่รู้เลยว่า ถ้าให้มีการตรวจแบบ antigen rapid test ซึ่งจะทำให้สามารถพบผู้ติดเชื้อได้มากและเร็วขึ้นแม้จะเป็นผลดีก็ตาม แต่จะสามารถทำให้ผู้ติดเชื้อเข้าถึงการรักษาได้อย่างไร เมื่อไม่มีเตียงเพียงพอแล้ว และแม้ว่าจะเตรียมการให้มีการรักษาตัวที่บ้านแบบ Home Isolation แต่ประชาชนก็ไม่ได้มีศักยภาพจะทำแบบนั้นได้ทุกคน

ไม่เพียงแต่ระบบสาธารณสุขในกรุงเทพฯ และปริมณฑลไม่สามารถรองรับผู้ป่วยที่เพิ่มมากขึ้นเท่านั้น การใช้นโยบายในการปิดภาคแรงงานก่อสร้างทำให้คนกลับบ้านจนเกิดการแพร่เชื้อในต่างจังหวัดมากขึ้นจนเกือบจะเป็นพื้นที่สีแดงทั้งประเทศ และทำให้ระบบสาธารณสุขในภูมิภาคกำลังจะเกินต่อการรองรับผู้ป่วยเช่นเดียวกัน

วันนี้ก็นับว่าหนักหนาสาหัสแล้ว ลองหลับตานึกถึงวันที่ผู้ป่วยเพิ่มขึ้นไปวันละ 30,000 คนหรือมากกว่านั้นจริง คนป่วยจะไม่นอนรอความตายออกมาจนล้นโรงพยาบาลหรือ

รัฐบาลปฏิเสธไม่ได้เลยถึงความล่าช้าในการจัดหาวัคซีน แม้ตอนแรกเราจะฝากความหวังไว้กับวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าที่ผลิตในประเทศไทย โดยทำให้ประชาชนเชื่อมาตลอดว่าเราจะได้วัคซีนจำนวนมาก และสามารถฉีดให้กับคนส่วนใหญ่ได้ภายในปีนี้ แต่ต่อมาเราก็พบความจริงจากบริษัทเจ้าของวัคซีนว่า ความผิดพลาดของฝ่ายเราเองที่คำนวณปริมาณความต้องการที่ผิดพลาด และสั่งจองล่าช้ากว่าประเทศอื่นในภูมิภาคด้วยซ้ำไป

เราได้แต่พึ่งพิงวัคซีนของจีน แต่ก็ถูกด้อยค่าจนหมดความน่าเชื่อถือ แม้ว่าวัคซีนเชื้อตายจะเป็นเทคโนโลยีที่ปลอดภัยที่สุด และแม้จะมีการวิจัยออกมาว่ายังมีประสิทธิภาพดีพอที่จะช่วยให้เราปลอดภัยได้ แต่ก็ดูเหมือนว่าไม่สามารถกู้ศรัทธากลับมาจากความเชื่อที่ติดลบของคนส่วนใหญ่ไปแล้ว

ไม่ต้องพูดถึงวัคซีนประเภท mRNA ที่คนเชื่อว่ามีประสิทธิภาพมากกว่าแม้จะเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่เรายังไม่รู้ว่าจะส่งผลข้างเคียงอย่างไรบ้างในอนาคต แต่รัฐบาลก็มีความพยายามน้อยมากในการจัดหามาให้เร็ว และเพิ่งจะมีความกระตือรือร้นที่จะเซ็นสัญญากับบริษัทเจ้าของผลิตภัณฑ์เมื่อไม่นานมานี้เอง และกว่าจะได้มาก็ต้องรอถึงไตรมาส 4 หรืออย่างช้าต้นปีหน้า

เมื่อรวมกับที่ประจักษ์แล้วว่า เราไม่มีวันจะได้วัคซีนของแอสตร้าฯ ตามเป้าหมายที่เราคาดหวัง เพราะความผิดพลาดทางนโยบายของเราเอง ความหวังที่จะพึ่งวัคซีนของเราจึงเป็นเรื่องที่มืดมนมาก จากที่เราหวังว่าจะใช้วัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าเป็นวัคซีนหลักในการฉีดให้กับประชาชน กลายเป็นว่าวันนี้เราต้องไปพึ่งพิงวัคซีนซิโนแวคของจีนจนกลายเป็นวัคซีนหลักไป

จนกระทั่งมีการโทษกันไปมาระหว่างพรรคที่คุมกระทรวงสาธารณสุขกับรัฐบาลภายใต้ single command ของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพื่อปัดว่าใครเป็นต้นเหตุของปัญหา

การที่คนติดเชื้อมากขึ้นคนตายมากขึ้นคนที่ต้องรับผิดชอบก็คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะที่เป็นผู้รับผิดชอบสูงสุดนั่นแหละ เพราะหลักฐานต่างๆ มันปรากฏชัดแล้วว่า รัฐบาลไม่ได้มีการเตรียมการที่ดีพอในการจัดหาวัคซีน

ความล่าช้าในการจัดหาวัคซีนและการไม่พยายามจัดหาวัคซีนที่มีคุณภาพของรัฐเปิดช่องให้ธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนรุกเร้าเข้ามาเป็นฝ่ายจัดหาอีกทางหนึ่ง ท่ามกลางการสนับสนุนของประชาชนที่มีกำลังซื้อ เพราะเขาไม่สามารถรอคอยความหวังจากรัฐได้ และสุดท้ายรัฐบาลก็เปิดทางให้โดยเป็นฝ่ายทำสัญญากับบริษัทเจ้าของวัคซีนเพราะในภาวะฉุกเฉินเขาจะขายให้กับภาครัฐเท่านั้น

กลายเป็นรัฐเปิดช่องให้เอกชนสั่งซื้อวัคซีน “โมเดอร์นา” โดยฝ่ายรัฐจะไม่จัดหาวัคซีนยี่ห้อนี้มาทับซ้อนกันเพื่อฉีดฟรีให้ประชาชน แต่จะไปจัดหาวัคซีน “ไฟเซอร์” ที่เป็น mRNA เหมือนกัน

ความไม่เชื่อมั่นในภาครัฐและความมั่นใจในวัคซีนที่มีคุณภาพมากกว่าที่เอกชนเป็นฝ่ายจัดหา ทำให้มีคนที่มีกำลังซื้อเข้าไปจองวัคซีนกับเอกชนจำนวนมาก และเอกชนสามารถแสวงหากำไรจากการณ์นี้อย่างมหาศาลโดยบวกส่วนต่างจากต้นทุนถึง 600 บาทต่อโดส ส่วนประชาชนที่ไม่มีกำลังซื้อได้แต่นั่งมองตาปริบๆ

ทั้งที่จริงๆ แล้วเป็นภาระหน้าที่ของรัฐที่จะต้องจัดหามาให้บริการประชาชนแบบฟรีๆ

รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 47 บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับการบริการสาธารณสุขของรัฐ ผู้ยากไร้ย่อมมีสิทธิได้รับการบริการสาธารณสุขของรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายตามที่กฎหมายบัญญัติ บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับการป้องกันและขจัดโรคติดต่ออันตรายจากรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

คำถามว่าการกระทำของรัฐที่ปล่อยให้เอกชนเข้ามารับภาระโดยแสวงหากำไรจากประชาชน แม้จะเป็นความยินยอมของประชาชนที่มีกำลังซื้อหรือไม่ก็ตาม รัฐบาลกำลังกระทำที่ผิดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญหรือไม่

ถ้าจะบอกว่า รัฐบาลจัดหาวัคซีนไว้ให้ประชาชนแบบไม่เสียค่าใช้จ่ายตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแล้ว แต่ประชาชนไปเลือกวัคซีนที่ต้องจ่ายเงินเอง ก็ยิ่งสะท้อนว่า รัฐบาลมีความบกพร่องต่อการปฏิบัติหน้าที่ที่จะจัดหาวัคซีนที่ประชาชนเชื่อว่ามีคุณภาพมาฉีดเพื่อขจัดโรคอันตรายให้กับเขาได้

อย่างไรก็ตาม ผมจะข้ามความผิดพลาดของรัฐบาลในการจัดหาวัคซีนในปีนี้ไป เพราะมันไม่สามารถกลับไปแก้ไขได้แล้ว แต่มีคำถามนะครับว่า ในปีต่อๆ ไปนั้น นโยบายให้เอกชนจัดหาวัคซีนทางเลือกเพื่อแสวงหากำไรยังคงมีอีกหรือไม่ หรือรัฐบาลควรจะจัดหาวัคซีนที่ประชาชนเชื่อมั่นมาฉีดให้ฟรีๆ ในทุกยี่ห้อ

ต้องยอมรับนะครับว่า วันนี้เกิดวิกฤตศรัทธาต่อรัฐบาล แม้ส่วนหนึ่งมาจากความขัดแย้งจากการเลือกข้างทางการเมืองก็จริง แต่รัฐบาลเองต้องยอมรับว่า มีความผิดพลาดในการคาดการณ์สถานการณ์ของโรคระบาด และการเตรียมการในการรับมืออย่างมาก และเกิดคำถามถึงศักยภาพในการเป็นนายกรัฐมนตรีของพล.อ.ประยุทธ์ว่า มีความเหมาะสมในสถานการณ์แบบนี้หรือไม่

สิ่งที่คนส่วนหนึ่งยังเชื่อมั่นต่อพล.อ.ประยุทธ์ก็ไม่ใช่เพราะเหตุผลที่แสดงถึงความสามารถในการบริหาร เชื่อว่าคนที่เชียร์ก็มองเห็นว่า พล.อ.ประยุทธ์นั้นมีศักยภาพแค่ไหน แต่เขายังเชียร์อยู่เพราะกลัวอีกฝ่ายจะกลับมามีอำนาจทางการเมืองเท่านั้นเอง หรือไม่เขาก็ยังมองไม่เห็นว่า ถ้าไม่เอาพล.อ.ประยุทธ์แล้วจะเป็นใคร ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วเมืองไทยยังมีคนที่มีความรู้ความสามารถอีกมาก

ถ้าสิ่งที่ผมพูดมาไม่ถูกต้อง พล.อ.ประยุทธ์ก็ช่วยแสดงความสามารถออกมาให้เห็นหน่อยสิว่า ยังจะมีความหวังที่จะพาชาติให้รอดต่อไปได้

ติดตามผู้เขียนได้ที่ https://www.facebook.com/surawich.verawan


กำลังโหลดความคิดเห็น...