xs
xsm
sm
md
lg

คำแนะนำ 10 ข้อ การใช้ “ผงหยาบ”ฟ้าทะลายโจรอย่างไร ไม่ให้เชื้อลงปอด / ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ณ บ้านพระอาทิตย์
ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์


จากสถานการณ์ล่าสุดของการระบาดของโรคร้ายในระลอกนี้พบว่า การที่เชื้อมีการกลายพันธุ์ที่มีความหลากหลายมากขึ้น และแม้แต่ความเข้าใจผิดหลายประการเช่น

ในบางพื้นที่พบว่าประชาชนมีความเข้าใจผิดว่า เมื่อฉีดวัคซีนแล้วจะสามารถ “ป้องกัน” ได้ซึ่งไม่เป็นความจริง หลายคนจึงไม่ระวังตัวทางกายภาพ และทำให้โรคแพร่เชื้อระบาดไปทั่ว ดังนั้นผู้ที่ฉีดวัคซีนอาจติดเชื้อแล้วไม่แสดงอาการแต่ยังคงแพร่เชื้อระบาดต่อไปได้เช่นกัน

ในขณะเดียวกันประชาชนบางคนเข้าใจผิดว่าฟ้าทะลายโจรจะใช้เป็นสมุนไพรเดี่ยวได้ในทุกระยะของโรค ซึ่งขอยืนยันตรงนี้ว่าฟ้าทะลายโจรทำได้แค่ลดเชื้อให้น้อยลงได้ แต่ไม่สามารถป้องกันได้ และไม่อยู่ในสถานภาพ “สมุนไพรเดี่ยว”ที่จะสามารถรักษาโรคระบาดนี้ได้ในทุกระยะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกิดภาวะ “ปอดอักเสบ”แล้ว หรือที่ประชาชนทั่วไปเรียกว่าเชื้อลงปอดแล้ว ในระยะนี้เชื้อลงปอดแล้วลำพังเพียงฟ้าทะลายโจรเพียงอย่างเดียวจะไม่สามารถรักษาให้หายได้ ไม่ว่าจะการแพทย์แผนปัจจุบันหรือการแพทย์แผนไทยก็ตาม

คำถามสำคัญคือนับตั้งแต่ทั่วโลกได้มีการแพร่ระบาดเชื้อรวมทั้งมีการฉีดวัคซีนนั้น ได้เกิดการกลายพันธุ์หรือปรับตัวของไวรัสที่ทำให้เกิดการแสดงอาการน้อยลง ดังเช่น เกินกว่า 90% ไม่มีไข้ หรือมีระยะในการลงปอดเร็วขึ้น ดังนั้นเมื่อโรคนี้เป็นโรคอุบัติใหม่ จึงไม่มีใครจะสามารถรอคอยคู่มือเวชปฏิบัติที่ถูกต้องที่สุดได้ ยกเว้นการรวบรวมประสบการณ์ตรงของแพทย์หรือแพทย์แผนไทยในทางคลินิกให้ได้มากที่สุด

โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่เกินกำลังการตรวจเชื้อ เกินกำลังบุคลากรทางการแพทย์ เกินกำลังสถานที่ทั้งเตียงสนามและศูนย์พักคอย หนทางที่ดีที่สุดคือประชาชนจะต้องมีความรู้เพียงพอเพื่อให้สามารถรับมือด้วยตัวเองให้มากที่สุด พึ่งพาหมอทุกประเภทให้น้อยลง จึงจะเป็นหนทางที่ทำให้บุคลากรทางการแพทย์ เครื่องไม้เครื่องมือ และสถานพยาบาลสำหรับรองรับคนที่เกินความสามารถในการพึ่งพาตัวเองได้แล้ว หรืออาการหนักจริงๆ แล้ว

แม้ในวันนี้จะมีความชัดเจนว่า “ฟ้าทะลายโจร”แบบผงหยาบนั้น เป็นสิ่งที่ประชาชนจะพอมีโอกาสใช้เป็นอาวุธในการบำบัดตัวเองเป็นเบื้องต้นได้โดยง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเป็นที่ชัดเจนว่า ผงหยาบฟ้าทะลายโจรมีสารสำคัญหลายชนิดที่ทำงานร่วมกันเพื่อที่จะทำให้หยุดยั้งการทำงานของเอนไซม์หลายชนิดของเชื้อโรคร้ายนี้ได้ ด้วยกลไกดังกล่าวนี้จึงเป็นที่ชัดเจนว่าสมุนไพรชนิดเป็นผงหยาบ หรือแม้แต่ใบสดจะสามารถเป็นอาวุธที่เปลี่ยนคนธรรมดาให้กลายเป็นหมอสำหรับดูแลตัวเองได้ในภาวะวิกฤติแบบนี้

เพื่อความชัดเจน จึงขอยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่า ฟ้าทะลายโจรไม่สามารถป้องกันโรคร้ายไม่ให้เข้าสู่เซลล์ได้ แต่สามารถช่วยรักษาและลดเชื้อได้หากมีเชื้อนั้นอยู่

คำถามสำคัญในเวลานี้อยู่ที่ว่าแต่ละคนมีจำนวนเชื้อไม่เท่ากัน ระบบภูมิคุ้มกันไม่เท่ากัน และคุณภาพของฟ้าทะลายโจรในตลาดก็ไม่เท่ากัน แล้วจะทำอย่างไรดีในสถานการณ์เช่นนี้ คำตอบก็คือ “ปรับ”ตามแต่ละสภาพบุคคลให้สังเกตดังต่อไปนี้

ประการแรก ถ้ายังไม่มีโอกาสตรวจเชื้อ แต่ไม่แน่ใจเพราะไปเกี่ยวข้องกับผู้ที่ติดเชื้อก็ดี หรือ มีอาการไม่สบาย (เจ็บคอ, มีไข้, ครั่นเนื้อตัวแม้ไม่มีไข้, ปวดศีรษะ, ปวดเมื่อยเนื้อตัว) ถ้าใช้ผงฟ้าทะลายโจรทั่วๆไป ให้สังเกตว่าขนาดแคปซูลเท่าไหร่ ให้ใช้ดังนี้

ถ้าแคปซูลขนาด 400 มิลลิกรัม ให้ใช้ฟ้าทะลายโจร 4 เม็ดต่อครั้งและ 4 ครั้งต่อวันติดต่อกัน 5 วัน

ถ้าแคปซูลขนาด 500 มิลลิกรัม ให้ใช้ฟ้าทะลายโจร 3 เม็ดต่อครั้งและ 4 ครั้งต่อวันติดต่อกัน 5 วัน

ปริมาณดังกล่าวนี้เป็นปริมาณต่ำสุดของไข้หวัดธรรมดา ที่ใช้ผงฟ้าทะลายโจร 6 กรัมต่อวัน ตามบัญชียาหลักแห่งชาติที่ใช้สำหรับคนไทยมา 20 กว่าปี จึงมีความปลอดภัย ไม่เกิดพิษเฉียบพลัน และพิษเรื้อรัง

ประการที่สอง ถ้ายังมีอาการเจ็บคอ มีไข้ หรือ ครั่นเนื้อตัวแม้ไม่มีไข้, ปวดศีรษะ, ปวดเมื่อยเนื้อตัว หลังใช้ฟ้าทะลายโจรไปแล้วในวันที่ 2 ไม่ดีขึ้น กดไข้ลงไม่ได้ ให้ทำการเพิ่มปริมาณฟ้าทะลายโจรเป็น 2 เท่า และติดตามผลไปอีก 3 วันจนครบ 5 วัน หากไม่ดีขึ้นหรือมีอาการเริ่มหอบ เหนื่อย หายใจยากให้ส่งตัวไปที่โรงพยาบาลโดยเร็วที่สุดไม่เกินวันที่ 4 นับตั้งแต่เริ่มมีอาการ

ประการที่สาม ถ้าตรวจเชื้อแล้วพบว่า “ติดเชื้อ” ให้ใช้ฟ้าทะลายโจรให้เร็วที่สุด และปริมาณมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ กล่าวคือถ้าผงฟ้าทะลายโจรขนาด 400 มิลลิกรัม ให้ใช้ฟ้าทะลายโจร 5 เม็ดต่อครั้ง และ 4 ครั้งต่อวัน ยกเว้นถ้ามีไข้ หรือเจ็บคอมาก ให้กินทุก 4 ชั่วโมงจนกว่าไข้จะลดลงในวันที่ 2 จึงลดลงมาเหลือ 5 เม็ดต่อครั้งและ 4 ครั้งต่อวัน

และภายใน 2 วันไม่ดีขึ้นไม่ว่าจะด้วยติดเชื้อมาก ภูมิคุ้มกันไม่ดี หรือขนาดยาฟ้าะทะลายโจรไม่เพียงพอให้เพิ่มปริมาณเป็น 2 เท่าตัว หากภายใน 5 วันไม่ดีขึ้นให้รีบส่งตัวไปที่โรงพยาบาล

ประการที่สี่ ถ้าตรวจเชื้อแล้วพบว่า “ติดเชื้อ” และมีอาการหอบเหนื่อย หายใจไม่สะดวก หรือวัดออกซิเจนแล้วต่ำกว่า 95% ให้สงสัยว่าอาจเกิดภาวะปอดอักเสบแล้ว หรือเชื้อลงปอดแล้ว ลำพังฟ้าทะลายโจรอย่างเดียวจะไม่สามารถรักษาได้ จำเป็นต้องไปโรงพยาบาลเร็วที่สุดอย่างเดียว โดยในระหว่างที่หาโรงพยาบาลไม่ได้ ก็ต้องอาศัยแพทย์แผนไทยผู้มีประสบการณ์ในการใช้ตำรับยา “ปอดพิการ”ตามตำรายาหลวงแพทย์ศาสตร์สงเคราะห์ในสมัยรัชกาลที่ 5 หรือตำรับยาอื่นที่เหมาะสมกับอาการต่อไป

ประการที่ห้า สำหรับผู้ที่มีกินยาลดความดันโลหิต หรือยาละลายลิ่มเลือดแล้วไม่ป่วย จะต้องพิจารณาและตรวจสอบอย่างใกล้ชิดว่าจะต้องหยุดฟ้าทะลายโจร หรือหยุดยาลดความดันโลหิต หรือยาละลายลิ่มเลือด เพราะตัวยาเหล่านี้เสริมฤทธิ์ไปในทางเดียวกัน หากเป็นเบาหวานจะต้องระวังด้วยว่ายาฟ้าทะลายโจรทำให้น้ำตาลลดลง ดังนั้นผู้ที่ใช้ยาเบาหวานอยู่ จะต้องคอยวัดระดับน้ำตาลอย่างต่อเนื่องด้วย ดังนั้นจึงจำเป็นต้องตรวจค่าน้ำตาลและความดันโลหิตในกลุ่มผู้ป่วยเหล่านี้ด้วย

ประการที่หก สำหรับผู้ได้รับผลข้างเคียงจากฟ้าทะลายโจร หากเป็นกรณีที่ยังไม่ป่วย แต่ต้องการบำบัดรวมหมู่ หรือรับประทานเพียงเพื่อลดความเสี่ยง (ยังไม่ได้ป่วย) อาจต้องกินพร้อมกับอาหารฤทธิ์ร้อนประกบตลอดทั้งวัน รวมทั้งการดื่มน้ำขิง พริกไทย กระชาย และอาหารเผ็ดร้อนอื่นๆ หากปวดศีรษะให้สังเกตตควบคู่ดูว่าเกิดอาการท้องผูกมากขึ้นหรือไม่และถ้าท้องผูกมากขึ้นให้กินยาระบาย

ประการที่เจ็ด สำหรับบางคน(พบได้น้อย) ที่ใช้ฟ้าทะลายโจร อาจทำให้เกิดอาการเบื่ออาหาร มวนท้อง ท้องเดิน คลื่นไส้ วิงเวียนศีรษะ ใจสั่น อ่อนเพลีย กรณีมีอาการมาก เมื่อหยุดยาก็จะหายเป็นปกติ

ประการที่แปด ผู้ป่วยบางรายอาจเกิดอาการแพ้ให้หยุดยา ให้พบแพทย์หรือแพทย์แผนไทย และอาจเลี่ยงไปใช้กลุ่มสารสกัดกระชายแทน

ประการที่เก้า ถ้ามีอาการหน้ามืด ความดันต่ำให้นั่งหรือนอนพัก อาการจะดีขึ้นใน 30 นาที

ประการที่สิบ สำหรับโรคตับที่มีความกังวลนั้น พบว่าฟ้าทะลายโจรมีผลในการป้องกันและฟื้นฟูสภาพของตับ (Hepatoprotection) และใช้ในการรักษาโรคตับหลายชนิด ทั้งตับอักเสบจากไวรัส ไขมันพอกตับ ฯลฯ อย่างไรก็ตามในกรณีการใช้ฟ้าทะลายโจรขนาดสูงและเป็นเวลานานเกินกว่าที่แนะนำ อาจทำให้มีการเพิ่มของเอนไซม์ของตับแต่อยู่ในระดับต่ำ ยังไม่พบรายงานการทำลายตับแต่ประการใด ดังนั้นผู้ที่เป็นโรคตับจึงสามารถใช้ได้ ยกเว้นการใช้ “สารสกัดแอนโดรกราโฟไลด์”หรือยาอื่นร่วมด้วยหลายชนิดหรือโรคของผู้ป่วย อาจมีผลต่อตับ จำเป็นต้องวิเคราะห์ในโอกาสต่อไป

ดังนั้นความสำคัญของการบำบัดด้วยฟ้าทะลายโจรนั้น จึงมีตัวแปรทั้งในเรื่องสภาพการติดเชื้อ สภาพร่างกายและระบบภูมิคุ้มกัน และคุณภาพฟ้าทะลายโจร แต่ถึงแม้จะมีตัวแปรดังกล่าวก็ยังสามารถใช้วิธีปรับเพิ่มปริมาณตามความเหมาะสมโดยเน้นการใช้ให้เร็วที่สุด และปรับตัวให้ปริมาณตัวยาให้เหมาะที่สุด เพื่อลดความเสี่ยงในภาวะปอดอักเสบ หรือเชื้อลงปอดให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้

ด้วยความปรารถนาดี
ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์
คณบดีสถาบันแพทย์แผนบูรณาการและเวชศาสตร์ชะลอวัย มหาวิทยาลัยรังสิต




กำลังโหลดความคิดเห็น...