xs
xsm
sm
md
lg

เรื่องของตั๋วช้าง และบ่างช่างยุที่มีเจตนาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์
สาขาวิชาวิทยาการประกันภัยและการบริหารความเสี่ยง
สาขาวิชา Business Analytics and Intelligence
คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

เรื่องการซื้อขายตำแหน่งในวงการตำรวจของไทยเป็นเรื่องที่ผมเคยได้ยินตั้งแต่ผมยังเป็นเด็ก ๆจนกระทั่งปัจจุบัน ซึ่งมีเสียงเล่าลือหนาหูมาโดยตลอด

ผมมีเพื่อนซึ่งมีชื่อเป็นส่วยที่พ่อของเขานำไปส่งให้เจ้านายในวงการตำรวจ แล้วทำให้ได้เลื่อนยศตำแหน่งซึ่งไม่ได้เป็นของมีมูลค่ามากนัก จึงทำให้พ่อเขาดีใจถึงกับตั้งชื่อลูกชายของตนเองเป็นสิ่งของที่ใช้ในการวิ่งตำแหน่งเพื่อให้ได้ตำแหน่งที่สูงขึ้นในวงการตำรวจ

ในขณะเดียวกันผมก็มีคุณลุงซึ่งรับราชการตำรวจด้วยความซื่อสัตย์สุจริตมาโดยตลอดและผมมั่นใจมากว่าคุณลุงของผมท่านนี้ไม่เคยต้องวิ่งหรือใช้เงินซื้อตำแหน่งแต่ประการใดก็ยังสามารถรับราชการจนกระทั่งเกษียณอายุราชการด้วยยศพลตำรวจเอกและยังคงมาเป็นคณะกรรมการตำรวจแห่งชาติหรือ ก.ตร. อีกหลายวาระ

นอกจากนี้ผมก็มีโอกาสได้รู้จักและสนทนากับพลตำรวจเอก วสิษฐ เดชกุญชร อดีตนายตำรวจประจำราชสำนัก เป็นนายตำรวจน้ำดีซึ่งผมเคารพนับถือมาก กราบได้สนิทใจ และผมมั่นใจในความซื่อสัตย์สุจริตของท่านเป็นอย่างยิ่ง ท่านเป็นผู้ใหญ่ผู้ล่วงลับที่ผมเคารพนับถือและมั่นใจว่าท่านไม่มีการซื้อขายตำแหน่งใด ๆ ของตนเองเป็นอันเด็ดขาด

ดังนั้นหากถามผมว่าผมเชื่อหรือไม่ ว่าในวงการตำรวจมีการซื้อขายตำแหน่ง ผมมั่นใจว่ามีเพราะจากประสบการณ์การรับรู้การได้ยินตลอดจนการสนทนากับตำรวจที่ผมรู้จัก ก็คงต้องยอมรับว่าเรื่องการซื้อขายตำแหน่งนั้นมีอยู่จริงในวงการตำรวจและมีการวิ่งเต้นอย่างหนักเพื่อให้ได้มาตำแหน่ง ซึ่งเท่าที่เคยได้ยินมาราคาก็หลายสิบล้านบาง สน. ในพื้นที่ซึ่งเป็นพื้นที่ทำเลดี มีสถานบันเทิงมากหน่อย หรือมีบ่อนการพนัน ตลอดจนสิ่งผิดกฎหมายอื่น ๆ ที่สามารถนำมาซึ่งรายได้ดีนั้นก็จะมีมูลค่าในการซื้อขายตำแหน่งสูงมาก

ล่าสุดผมพบว่ามีความพยายามของคณะก้าวหน้าหรือพรรคก้าวไกล ซึ่งใช้วิธีการที่ผมคิดว่าเป็นการเมืองเก่าและสกปรกทำกันเป็นขบวนการต่อเนื่องเพื่อด้อยค่าหรือใส่ร้ายป้ายสีสถาบันพระมหากษัตริย์ ทั้งหมดนี้ทำโดย 3 คนคือ นายรังสิมันต์ โรม นายปิยบุตร แสงกนกกุล และนางสาวพรรณิการ์ วานิช โดยใช้ชื่อว่า “ตั๋วช้าง” ในการอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรซึ่งพยายามใส่ร้ายป้ายสีว่า การจะได้ดำรงตำแหน่งในสำนักงานตำรวจแห่งชาติต้องมีการซื้อตำแหน่งที่เรียกว่า “ตั๋วช้าง”

โดยเฉพาะอย่างยิ่งความพยายามที่จะหมิ่นพระบรมเดชานุภาพด้วยการพยายามอภิปรายให้เชื่อมโยงในทำนองที่จะทำให้ประชาชนเกิดความสงสัยว่าสำนักพระราชวังเข้าแทรกแซงกิจการตำรวจหรือแม้กระทั่งฝ่ายในแทรกแซงกิจการของฝ่ายหน้าอันเป็นธรรมเนียมที่ไม่เคยมีมาก่อนเลย

จุดเริ่มต้นนั้นมาจากการที่ นายรังสิมันต์ โรม อภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรถึงเรื่องตั๋วช้างและความไม่เป็นธรรมในการโยกย้ายตำรวจ ซึ่งก็มีส่วนที่ถูกต้อง แต่ความพยายามเชื่อมโยงไปยังหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์หรือสำนักพระราชวัง และเชื่อมโยงไปยังผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ซึ่งก็คือพระบาทสมเด็จพระวชิระเกล้าเจ้าอยู่หัว และรองผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ซึ่งในปัจจุบันคือ สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ์ พระบรมราชินี เป็นการกระทำซึ่งข้าพเจ้าเห็นว่าจงใจและเจตนาจะบิดเบือนเพื่อให้ประชาชนเกิดความสับสนเข้าใจผิดคิดว่าการได้ตำแหน่งที่สูงขึ้นในราชการตำรวจนั้นเกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์หรือหากจะพูดให้ชัดมีความพยายามของทั้ง 3 คนในการที่จะใส่ร้ายว่าหากจะเติบโตในราชการตำรวจต้องวิ่งเต้นเส้นสายส่งส่วยซื้อตั๋วช้างผ่านทางสถาบันพระมหากษัตริย์

ทั้งนี้ผมเห็นว่ามีข้อมูลเท็จและบิดเบือน กล่าวก้าวล่วงถึงราชเลขานุการในพระองค์ หมิ่นพระบรมเดชานุภาพในบางคำพูดบางประเด็น ดูได้จาก รังสิมันต์ โรม' อภิปรายไม่ไว้วางใจ เปิดโปง 'ตั๋วช้าง' | workpointTODAY https://www.youtube.com/watch?v=jpgiZDFe0YI&t=4s

หลังจากนั้น นายปิยบุตรรับลูก อธิบาย ตั๋วตำรวจ ตั๋วช้าง และการธำรงวินัยตำรวจ 97 นาย! ความยาว 48 นาที ใน Facebook และ Youtube ของคณะก้าวหน้าและของตนเอง
https://www.youtube.com/watch?v=ZExS3Mvw30Q

และเช่นเดียวกันกับที่นางสาวพรรณิการ์ ได้จัดรายการเปิดเบื้องหลังอภิปรายตั๋วตำรวจ #ตั๋วช้าง : คุยให้ชัดกับพรรณิการ์ EP.7 ความยาว 46 นาที https://www.youtube.com/watch?v=oXJSFeHkxx0

ผมวิเคราะห์แล้วเห็นว่าเป็นการใส่ร้ายป้ายสีขยายความไปเสียใหญ่โตเกินเลยข้อเท็จจริงไปมากเหลือเกิน เรื่องตั๋วช้างของบ่างล้มเจ้าช่างยุช่างโยง และยังพยายามโยงไปเป็นเรื่องฝ่ายในก้าวก่ายราชการฝ่ายหน้า ซึ่งไปไกลเกินความเป็นจริงมาก ด้วยเหตุผลดังนี้

จดหมายลงวันที่ 23 มกราคม 2562 โดยที่ พลเอกหญิง สุทิดา วชิราลงกรณ์ ณ อยุธยา ลงนามในฐานะ รองผู้บัญชาการ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ ได้เกษียนหนังสือถึงผู้บังคับบัญชาคือผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อกราบบังคมทูลพระกรุณา ไปตามลำดับขั้นการบังคับบัญชา เป็นไปตามระเบียบสารบรรณสำนักนายกรัฐมนตรี และ line of command (สายการบังคับบัญชา) ทางการทหาร หาได้เป็นเรื่องที่ฝ่ายในไปก้าวก่ายราชการฝ่ายหน้า ตามที่มีคนบางกลุ่มบางพวกไปกล่าวหาไม่

ในขณะนั้น ยังไม่ได้ทรงรับการโปรดเกล้าสถาปนาเป็นพระราชินี ทั้งที่ในวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 ทรงประกอบพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสกับพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต จึงทรงได้รับการสถาปนาเป็น สมเด็จพระราชินีสุทิดา ทรงดำรงตำแหน่งพระอิสริยยศ ฐานันดรศักดิ์แห่งพระราชวงศ์

และในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ สถาปนาเฉลิมพระเกียรติยศสมเด็จพระราชินีขึ้นเป็น สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี

เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องเก่าที่เอามาโยงกันเพื่อด้อยค่าสถาบันพระมหากษัตริย์ และกระทบกระเทือนไปถึงพระเจ้าอยู่หัวด้วย

ในความเป็นจริง ประเทศไทยก็เคยมีเจ้านายฝ่ายในเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ทรงงานของฝ่ายหน้าอย่างสำเร็จงดงาม มาแล้วถึงสามพระองค์ในสองรัชกาล

พระองค์แรก คือสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ทรงเป็นสมเด็จรีเยนต์ในคราวที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสยุโรป


พระองค์ที่สอง คือสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินในคราวที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงพระผนวช


สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงให้สัตย์ปฏิญาณในฐานะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ต่อรัฐสภา ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม ในวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2499

ตำแหน่งราชินีนาถคือสมเด็จพระราชินีผู้ผ่านการทำหน้าที่ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์มาแล้วเท่านั้น จึงมีอยู่สองพระองค์ คือสมเด็จพระศรีพัชรินทราพระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 5 ทรงเป็นพระบรมราชชนนีพันปีหลวงในรัชกาลที่ 6 & 7 และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9. ทรงเป็นพระบรมราชชนนีพันปีหลวงในรัชกาลที่ 10

พระองค์ที่สาม คือสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีหรือสมเด็จย่า ทรงเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินในคราวที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถเสด็จเยือนนานาไพรัชประเทศเพื่อเจริญพระราชไมตรี โดยทรงเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ถึงเจ็ดครั้ง


ดังนั้นคำกล่าวที่พูดกันไปว่าฝ่ายในมายุ่งกิจการฝ่ายหน้า จึงเป็นเท็จ เพราะเจ้านายฝ่ายในสามพระองค์ได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยให้ทรงเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินมาแล้วถึงสองรัชกาล

ข้าพเจ้ายังคงสงสัยอย่างยิ่งว่าเอกสารในหน่วยราชการในพระองค์หลุดออกมาได้อย่างไร แสดงว่ามีเกลือเป็นหนอน หรืออีกนัยอาจจะหลุดออกมาจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติเองก็ได้

ตั๋วช้างที่ว่าก็มาจากพวกบ่างช่างยุช่างโยง กุเรื่องเป็นตุเป็นตะ ด้วยเหตุผลดังนี้

ประการแรก การเลื่อนตำแหน่งเหล่านี้เป็นไปตามสำนักงานตำรวจแห่งชาติหารือมา ตำแหน่งก็แค่พันเอก พันโท ร้อยเอก ไม่ได้เป็นตำแหน่งใหญ่โตอะไร เป็นการกราบบังคมทูลพระกรุณาให้ทรงทราบ ตามแบบอย่างธรรมเนียมราชการปกติ

ประการสอง ตำแหน่งเหล่านี้ส่วนใหญ่ ทำงานใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาท เช่น ตำรวจตาม สน. ก็ทำหน้าที่ถวายเรื่องการจราจรและขบวนเสด็จ ก็เป็นเรื่องปกติที่จะกราบบังคมทูลรายงานให้ทรงพระมหากรุณาทราบไปตามลำดับ หลายตำแหน่งทำงานในวัง ในหน่วยราชการในพระองค์ โดยตรงเลยก็มี ดังนั้นก่อนจะเลื่อนตำแหน่งเปลี่ยนตำแหน่ง ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติก็ทำเรื่องกราบบังคมทูลพระกรุณาให้ทรงทราบก็เป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว

ประการสาม การเลื่อนตำแหน่งเหล่านี้ อาจจะมีพระมหากรุณาธิคุณเป็นการในพระองค์เฉพาะ เช่น อาจจะทรงติดดาวพระราชทานกำลังใจ ให้กับคนที่ทำงานถวายให้มาโดยตลอด ผมรู้จักจ่าคนหนึ่ง ทำงานถวายเจ้านายพระองค์หนึ่ง เมื่อจ่าได้รับพระราชทานยศเป็นชั้นสัญญาบัตรก่อนเกษียณ จ่าก็ไปกราบพระบาทขอกราบบังคมทูลพระกรุณาให้เจ้านายทรงติดดาว ติดเครื่องหมายประดับที่บ่าให้ด้วยพระเมตตา การทำเช่นนี้ก็เป็นการเลี้ยงดูคนแบบโบราณ คือให้กำลังใจข้าเก่าเต่าเลี้ยง

ผมอยากจะเปรียบเทียบง่าย ๆ ว่านักศึกษาในที่ปรึกษาระดับปริญญาโท จบได้เพราะอาจารย์ที่ปรึกษาก็อยากจะเจออาจารย์ที่ปรึกษา ถ่ายรูปกับอาจารย์ที่ปรึกษาในงานพิธีพระราชทานปริญญา หรือในงานซ้อม มันเป็นเรื่องปกติทั้งสิ้น

ประการที่สี่ บ่างช่างยุช่างโยงไปเป็นเรื่องตั๋วช้าง มีเจตนาที่ชัดเจนมากที่จะทำให้เสื่อมเสียพระเกียรติ ทำให้ประชาชนมองว่านี่คือการแทรกแซงการโยกย้ายแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ อาจจะมีส่วยมาด้วยซ้ำ โถตำแหน่งระดับแค่นี้ ไม่ต้องวิ่งถึงพระเจ้าแผ่นดินกันหรอก ออกจะเขียนนิยายให้มันโอเว่อร์มากเกินไป ตำแหน่งแค่นี้ถ้าเขาจะซื้อขายตำแหน่งกัน แค่ระดับรองผบ.ตร. หรือ หน้าห้อง ผบ.ตร. ก็จะดูสมเหตุสมผลกว่า ไม่ต้องมาวิ่งถึงพระเจ้าแผ่นดิน แต่อย่างใดให้เป็นที่ระคายเบื้องพระยุคลบาท

ประการที่ห้า พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเกลียดการคดโกงและการทุจริตมาก ทรงมีพระราชประสงค์แจ้งชัดเรื่องการปราบโกง ไม่มีทางเลยที่พระองค์ท่านจะมาร่วมในขบวนการโกงเหล่านี้ การกล่าวหาเช่นนี้ เลื่อยลอย ไร้หลักฐานมาก

ผมได้อ่านจดหมายที่หลุดออกมาโดยสามคนนี้ และมีผู้รู้น่าจะเป็นทางภาษาไทยและน่าจะเข้าใจเรื่องหนังสือราชการดี ได้เขียนวิเคราะห์และส่งต่อกันในไลน์ แม้จะไม่ทราบชื่อว่าใครเขียน แต่บทวิเคราะห์ทางภาษาและหนังสือราชการอย่างเป็นเหตุเป็นผล รัดกุม ถูกต้องตามหลักวิชาการเป็นอย่างยิ่งเอาไว้ว่า

ในกรณีเรื่อง “ตั๋วช้าง” ที่มีผู้กล่าวหาหรือตั้งข้อสงสัยว่า สถาบันพระมหากษัตริย์แทรกแซงการบริหารราชการแผ่นดินนั่น. ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาและหนังสือราชการ ได้อธิบายความว่า

ข้อความที่ว่า “ด้วย...ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้มีหนังสือขอให้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาทรงทราบฝ่าละอองธุลีพระบาท” หมายถึง “ด้วย...ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมีหนังสือขอให้นำความเรียน”

ความว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะมีคำสั่งแต่งตั้งปรับย้ายข้าราชการตำรวจในสังกัดประจำปี 2561 ในการนี้มีความจำเป็นที่ต้องใช้ข้าราชการตำรวจที่มีความจงรักภักดีซื่อสัตย์และขยันหมั่นเพียรในการปฏิบัติหน้าที่ (ท่อนนี้ไม่มีราชาศัพท์)

“ใคร่ขอรับพระมหากรุณาธิคุณในการแต่งตั้งเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นจำนวน 16 นาย” = “ช่วยเลื่อนตำรวจจำนวน 16 นาย ให้มีตำแหน่งสูงขึ้น”

“และแต่งตั้งดำรงตำแหน่งใหม่จำนวน 4 นายในวาระการแต่งตั้งดังกล่าว” = “และช่วยแต่งตั้งตำรวจใหม่จำนวน 4 นายให้ได้ดำรงตำแหน่ง”

“จึงขอพระราชทานกราบบังคมทูลพระกรุณาทรงทราบฝ่าละอองพระบาท” อันมีความหมายว่า “จึงเรียนมาเพื่อทราบ”

“และทรงมีพระราชวินิจฉัย” หมายความว่า “และให้พระเจ้าแผ่นดินทรงเป็นผู้ตัดสินใจ”

หากสงสัยว่า เป็นเรื่องแทรกแซงหรือไม่ ?

ตรงกันข้าม ไม่ใช่พระเจ้าแผ่นดินแทรกแซงการแต่งตั้ง

แต่ สตช. แต่งตั้งแล้ว ทำหนังสือแจ้ง

แต่ท้ายหนังสือมีข้อความที่เป็นประเพณีว่า กษัตริย์สามารถแสดงความเห็นได้ คือ เห็นแย้งได้นั่นเอง

และเนื่องจาก ตร. ที่มีตำแหน่งสูงขึ้นไปเกี่ยวข้องกับพระเจ้าแผ่นดิน จึงทำหนังสือแจ้ง

ถ้าทรงแทรกแซงจริง ก็ควรเป็นหนังสือจากสำนักพระราชวังถึง สตช.

แต่หนังสือนี้กลับทิศ คำสำคัญอยู่ตอนต้น

“ด้วย...ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้มีหนังสือขอให้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาทรงทราบฝ่าละอองธุลีพระบาท” หมายความว่า “ด้วย...ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมีหนังสือขอให้นำความเรียน”

แสดงว่า หนังสือต้นทางไปจาก สตช.

แล้วหน่วยราชการในพระองค์ทำบันทึกแจ้งกราบบังคมทูลพระกรุณา

หนังสือนี้เป็น "บันทึก" คือหนังสือภายในหน่วยงาน ส่วนหนังสือภายนอกที่เข้ามา คือ หนังสือของ สตช.

เมื่อได้อ่านสิ่งที่ผู้รู้แตกฉานด้านภาษา ราชาศัพท์ และการร่างหนังสือราชการแล้ว ทำให้อ่อนใจกับการพยายามหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ของทั้งสามคน ที่นอกจากจะไม่แม่นยำแล้ว ยังทำอย่างจงใจต่อเนื่อง และหลอกได้แต่สาวกที่ขาดความรู้และขาดสติตลอดจนความคิดวิจารณญาณในการแยกแยะถูกผิด

สามคนนี้เป็นคนที่อ่านหนังสือไม่แตกฉาน ฟังไม่ได้ศัพท์จับไปกระเดียด ซึ่งเมื่อพิจารณาจากพฤติกรรมในอดีตอันส่อเจตนาของทั้งสามคนที่มุ่งหวังด้อยค่า ล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์มาโดยตลอด กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา ทำให้ไม่อาจจะเชื่อได้ว่า อ่านหนังสือไม่แตกฉานจริง แต่มีความจงใจเจตนาสร้างความร้าวฉานในแผ่นดิน และมีเจตนาเพื่อจะหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งเจ้าหน้าที่บ้านเมืองควรจะได้ดำเนินคดีมาตรา 112 ฟ้องศาลอาญาต่อไปอย่างรวดเร็ว






กำลังโหลดความคิดเห็น...