xs
xsm
sm
md
lg

ภารกิจคณะราษฎรยังไม่เสร็จ (ตอนที่ 16) ศูนย์บัญชาการเสรีไทยใกล้พระราชวัง ตอนแรก / ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


 “สภาคารราชประยูร” สถานที่บัญชาการเสรีไทย
ณ บ้านพระอาทิตย์
ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์

จากบันทึกของนายปรีดี พนมยงค์ ในเรื่องบางเรื่องเกี่ยวกับพระบรมวงศานุวงศ์ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ในเรื่องการได้รับเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ความตอนหนึ่งว่า

“ฝ่ายญี่ปุ่นที่เข้ายึดประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2484 นั้น ได้แจ้งต่อ จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้ขัดขวางไมตรีระหว่างญี่ปุ่นกับไทย โดยให้ไปอยู่ในตำแหน่งอื่นที่ไม่มีอำนาจบริหาร

จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ได้ให้ พล.ต.อ.อดุลเดชจรัส แจ้งแก่ข้าพเจ้าว่า ขอให้ข้าพเจ้าลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ถ้าข้าพเจ้าเห็นชอบด้วย ก็จะเสนอสภาผู้แทนราษฎรให้ลงมติแต่งตั้งข้าพเจ้าเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในตำแหน่งที่ว่างอยู่

ข้าพเจ้าจึงตกลงยอมให้เสนอชื่อข้าพเจ้าต่อสภาผู้แทนราษฎรดังกล่าวนั้น เพราะข้าพเจ้าเห็นว่า ตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์โดยเนื้อแท้แล้วไม่มีภาระมาก จึงต้องช่วยให้ข้าพเจ้ามีเวลาที่จะจัดขบวนต่อต่านญี่ปุ่นเป็นการลับ ซึ่งต่อมามีชื่อว่า “ขบวนการเสรีไทย” และข้าพเจ้าก็ได้พ้นจากการอยู่ในรับบาลที่ร่วมมือกับฝ่ายญี่ปุ่น”[1]

โดยในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้น พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา ประธานผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ได้ทรงมอบหมายให้นายปรีดี พนมยงค์ ช่วยเป็นภาระถวายความปลอดภัยแด่สมเด็จพระพันวัสสาพระบรมอัยยิกาเจ้า

จากคำของหม่อมเจ้าหญิงอัปภัศราภา เทวกุล ปรากฏในบันทึกบางตอนในหนังสือสมเด็จพระศรีวรินทิราฯ สมเด็จพระพันวัสสาพระบรมอัยยิกาเจ้า ได้กล่าวถึงความสัมพันธ์ในการถวายความปลอดภัยของนายปรีดี พนมยงค์ ที่ได้อัญเชิญเสด็จอพยพไปที่พระราชวังบางปะอิน จังหวัดอยุธยา ความตอนหนึ่งว่า

นายปรีดี พนมยงค์ (ชุดขวา) รับการสวนสนามของสมาชิกเสรีไทย วันที่ 25 กันยายน 2488 | ภาพจากเว็บไซต์ปรีดี-พูนศุข พนมยงค์
“ไม่มีใครเข้าใจว่า เหตุใด ดร.ปรีดี ซึ่งเป็นหัวหน้าคนสำคัญในการบั่นทอนอธิปไตยของพระมหากษัตริย์กลับมาขออาสาเป็นธุระในการที่ถวายความปลอดภัยความสะดวกแด่สมเด็จพระอัยยิกาเจ้าหลายคนแคลงใจ หลายคนชื่นชม แต่จะแคลงใจหรือชื่นชมก็ตาม ความปลอดภัยของสมเด็จพระอัยยิกาเจ้าอยู่เหนือสิ่งใด สำหรับผู้ที่มีหน้าทีรับผิดชอบในขบวนเสด็จอพยพ”[2]

หม่อมเจ้าหญิงอัปภัศราภา เทวกุล ยังได้ทรงเล่าท่าทีของนายปรีดี พนมยงค์และภรรยา ถึงการพบกันครั้งแรกว่า

“ที่อยุธยา ดร.ปรีดี และภรรยาได้เข้าเฝ้า กราบทูลซักถามถึงความสะดวกสบายอยู่เป็นเนืองนิจ จนคนที่คลางแคลงอยู่บางคนชักจะไม่แน่ใจ เพราะกิริยาพาทีในเวลาเข้าเฝ้านั้นเรียบร้อนนุ่มนวลนัก นัยตาก็ไม่มีแววอันควรจะระแวง”[2]

หม่อมเจ้าหญิงอัปภัศราภา เทวกุล ได้ทรงเล่าว่า สมเด็จฯ ทรงมีพระราชปฏิสันฐานกับนายปรีดี พนมยงค์ ด้วยดี เมื่อทรงทราบว่าพักอยู่ที่คุ้มขุนแผน ก็ทรงหันไปทางข้าหลวงตรัสสั่งว่า “ดูข้าวปลาไปให้เขากินนะ” เวลาเย็นๆ ผู้สำเร็จราชการฯก็เชิญเสด็จประทับรถยนต์ประพาสรอบๆ เกาะ จนครั้งหนึ่งสมเด็จฯมีกระแสพระราชดำรัสครั้งหนึ่งว่า “หลานฉันยังเด็กนะ ฝากด้วย” ผู้สำเร็จราชการฯ ก็กราบทูลสนองพระราชประสงค์เป็นอย่างดีด้วยความเคารพ ทำให้ผู้ที่ชื่นชมก็ทวีความชื่นชมยิ่งขึ้น ผู้ที่คลางแคลงใจก็เริ่มจะไม่แน่ใจตนเอง

อีกเหตุการณ์หนึ่ง ที่หม่อมเจ้าหญิงอัปภัศราภา เทวกุล ได้ทรงเล่าเอาไว้คือ

วันหนึ่งที่วัดมงคลบพิตร จังหวัดอยุธยาสมเด็จฯ ตรัสว่า “ฉันจะไปปิดทอง” ตรัสแล้วเสด็จไปทรงซื้อทางที่วางขายอยู่ในบริเวณนั้น เมื่อเสด็จไปถึงองค์พระปรากฏว่าทรงปิดไม่ถึง ผู้สำเร็จราชการฯ จึงกราบทูลว่า “ข้าพระพุทธเจ้าจะไปปิดถวาย” สมเด็จฯจึงประทานทองให้ไปพร้อมตรัสว่า “เอาไปปิดเถอะ คนที่ทำบุญด้วยกัน ชาติหน้าก็จะเป็นญาติกัน”

เล่าลือกันว่ากระแสพระราชดำรัสนั้น ทำให้ผู้สำเร็จราชการฯซาบซึ้งมาก พวกที่ชื่นชมก็สรรเสริญพระปรีชาสามารถในสมเด็จฯ ว่าทรงเปลี่ยนใจคนที่เคยเขียนประกาศประณามพระราชวงศ์อย่างตรงไปตรงมา พวกที่เคลือบแคลงอยู่ก็ยังคงเฝ้าดูต่อไป

หม่อมเจ้าหญิงอัปภัศราภา เทวกุล ยังได้ทรงเล่าต่อไปว่า

“ประทับอยู่อยุธยาได้ 3 เดือน ก็ต้องทรงอพยพใหม่เพราะเกิดพายุใหญ่พัดเอาหลังคาที่ประทับพัง ต้องเสด็จคืนสู่พระนคร แต่มิได้ไปประทับที่วังสระปทุม เพราะบริเวณนั้นมีสภาพเป็นดงญี่ปุ่นเสด็จประทับที่พระตำหนักในพระบรมมหาราชวัง

สมเด็จฯ ประทับอยู่ในพระบรมมหาราชวังได้ 6 เดือน ก็ต้องตกพระทัยอย่างยิ่ง เพราะวันหนึ่ง ได้มีการทิ้งระเบิดในพระนครครั้งใหญ่ลูกระเบิดลงที่บางกอกน้อย วัดสุทัศน์ และในพระบรมมหาราชวังลงที่พระที่นั่งบรมพิมาน และพระที่นั่งพิมานรัถยา อันอยู่ขวาซ้ายของพระตำหนักที่ประทับไม่กี่เส้น

ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์จึงเชิญเสด็จหลบภัยไปประทับอยู่ที่พระราชวังบางปะอิน โดยทอดเรือพระที่นั่งประพาสแสงจันทร์ให้เป็นที่ประทับอยู่หน้าพระที่นั่งวโรภาศ พระองค์เจ้าพวงสร้อยสอางค์ประทับที่ตำหนักของสมเด็จฯ พระองค์เจ้าประดิษฐาสารีประทับที่ตำหนักพระราชชายา ข้าราชบริพารก็พักตามเรือเล็กตำหนักน้อยทั่วกันไป ม.จ.พูนพิศมัน ดิศกุล, และ ม.จ.พัฒนายุ ดิศกุล ประทับที่วัดนิเวศธรรมประวัติตรงข้ามพระราชวัง

พระราชวังบางปะอินก็กลับคืนสู่สภาพมีชีวิตขึ้นบ้าง ผู้สำเร็จราชการจอดเรือตะวันส่องแสงอยู่ที่หน้า “สภาคารราชประยูร” อันเคยเป็นที่ประทับของสมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมงกุฎราชกุมาร เขตพระราชวังบางปะอินก็เป็นเขตพระราชฐานโดยแท้จริง ผู้ใจะกล้ำกลายเข้าไปไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นพลเรือนหรือทหารทั้งไทยญี่ปุ่น พระบารมีของสมเด็จฯแผ่ครอบบางปะอินเป็นที่ร่มรื่นอยู่นานถึงเก้าเดือน

ชาวบ้านในแถบนั้นก็กลับมีขวัญดีชวนกันมาเฝ้า หาอะไรมาแสดงถวายให้ทอดพระเนตรเพื่อทรงสำราญดังที่บรรพบุรุษเคยปฏิบัติมาในกาลก่อน บางวันก็มาแข่งเรือถวายให้ทอดพระเนตร บางวันก็มาเล่นเพลงเรือถวายให้ทรงฟัง บางคืนก็มารำวงถวาย...

...ผู้สำเร็จราชการก็หมั่นเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท จนเจ้านายที่ตามเสด็จที่เคยไม่โปรดก็เริ่มจะโปรด เสด็จพระองค์ประดิษฐาเคยเล่าให้ผู้เขียนวันหนึ่งว่า “ผู้สำเร็จฯนี่เขาดีนะ เมื่อวานเดินผ่านมาเห็นขุดดินปลูกต้นไม่อยู่ เขาว่าดีได้ออกกำลัง”

วันเกิดผู้สำเร็จฯ ผู้คุมกระบวนเสด็จก็จัดให้มีการแสดงละครสิ่งละอันพันละน้อยให้เป็นการตอบแทนน้ำใจ พวกที่ชื่นชมยินดีในการกลับใจของ ดร.ปรีดีก็ชื่นชมไป ฝ่ายที่คลางแคลงและหัวแข็งก็ยังไม่ยอมลงใจสนิท เก้าเดือนในบางปะอินเป็นเก้าเดือนแห่งความสุขของทุกคนที่บางปะอินอย่างดีที่สุดที่จะหาได้ในยามสงคราม”

หม่อมเจ้าหญิงอัปภัศราภา เทวกุล ได้ทรงเล่าต่อว่าผู้สำเร็จราชการนั้นทุกคราวที่มาเฝ้า สมเด็จฯ จะทรงต้อนรับอย่างดี เคยตรัสด้วยว่า 

“พ่อคุณเถอะ ฝากหลานด้วยนะ พ่อมาทำบุญกับคนแก่นี่ พ่อได้กุศล”

ผู้สำเร็จฯ ก็รับพระราชเสาวณีย์ด้วยกิริยามารยาทอันงดงาม เจ้านายทั้งหลายเห็นใจในการที่ผู้สำเร็จฯ มาอยู่ใกล้ชิดเป็นประจำทำให้อุ่นพระทัยกันทั่ว

แต่ไม่มีสักพระองค์หรือสักคนจะทราบว่าภายใน “สภาคารราชประยูร” อันเป็นที่พักของผู้สำเร็จฯนั้น คือสถานที่บัญชาการเสรีไทยในประเทศ มีเครื่องรับ-ส่งวิทยุอันทันสมัยอยู่ชั้นล่างอย่างมิดชิด [2]

และการที่เป็นสถานที่ถวายความอารักขาความปลอดภัยให้กับสมเด็จพระพันวัสสาพระบรมอัยยิกาเจ้าทำให้ “สภาคารราชประยูร” จึงกลายเป็นสถานที่บัญชาการทางวิทยุของขบวนการเสรีไทย ซึ่งฝ่ายการเมืองมองข้ามไป และไม่สามารถเข้ามาก้าวก่ายหรือแทรกแซงได้ โดยมีนายปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เป็นหัวหน้าขบวนการเสรีไทย

นายป๋วย อึ้งภากรณ์ หนึ่งในขบวนการเสรีไทยสายอังกฤษ (ใช้รหัสนามแฝงว่า “ร.ต.เข้ม เย็นยิ่ง”) ได้เป็นผู้ริเร่ิมที่ทำให้บันทึกการติดต่อทางวิทยุระหว่างอังกฤษกับขบวนการเสรีไทยในประเทศไทยเกิดขึ้นได้เป็นผลสำเร็จเป็นครั้งแรก กล่าวคือ

ในเดือน พฤศจิกายน พ.ศ. 2486 นายป๋วย อึ้งภากรณ์ (เข้ม), ประทาน เปรมกมล (แดง), สำราญ วรรณพฤกษ์ (เค็ง) [3]ได้เดินทางเข้ามาในประเทศไทย โดยการกระโดดร่มลงที่จังหวัดชัยนาท แต่ถูกเจ้าหน้าที่ไทยและชาวบ้านช่วยกันล้อมจับกุมตัวไว้ และถูกตั้งข้อหาว่า “ทรยศต่อชาติ และทำจารกรรม” ร.ต.เข้ม เย็นยิ่ง ถูกซ้อมและผลักเข้าสู่กอหนาม และนำตัวมาขังล่ามโซ่ไว้บนศาลาวัดวังน้ำขาว อำเภอวัดสิงห์ เป็นเวลาหลายวัน ก่อนถูกส่งมาลงเรือยนตร์ลำน้ำเจ้าพระยาเข้ามาที่ตึกสันติบาลในกรุงเทพฯ[4],[5]

แต่ด้วยความช่วยเหลือของตำรวจที่เคยเป็นนักเรียนอัสสัมชัญด้วยกัน ร.ต.เข้ม จึงได้มีโอกาสเข้าพบนายปรีดี พนมยงค์ ทำให้ฝ่ายเสรีไทยเริ่มส่งวิทยุไปยังกองทัพอังกฤษที่อินเดียสำเร็จเป็นครั้งแรก เป็นเหตุให้หน่วยทหารจากอังกฤษและสหรัฐอเมริการสามารถลอบเข้ามาปฏิบัติงานในแผ่นดินไทยได้สะดวกขึ้น[4],[5]

 นายปรีดี พนมยงค์ (ซ้าย) ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 | ภาพจากเว็บไซต์ปรีดี-พูนศุข พนมยงค์
นายป๋วย อึ้งภากรณ์ ได้บันทึกเอาไว้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างเสรีไทยกับพระบรมวงศานุวงศ์ความตอนหนึ่งว่า

ระหว่างที่นายป๋วย อึ้งภากรณ์ ได้ส่งวิทยุดังกล่าวข้างต้นนั้น ทางการทหารอังกฤษได้ส่งเครื่องบินมาทิ้งระเบิดในประเทศเป็นระยะๆ หัวหน้าเสรีไทยจึงได้มีโทรเลขแจ้งไปยังอังกฤษว่า บางทีเครื่องบินทหารอังกฤษมาทิ้งระเบิดเปะปะ ขอให้ระมัดระวังให้ดี เฉพาะอย่างยิ่งอย่าทิ้งที่พระบรมมหาราชวัง หรือวังของเจ้านายต่างๆ ให้หลีกเลี่ยงพระบรมวงศานุวงศ์ และที่ตั้งรัฐบาลกับที่ทำการเสรีไทยต่างๆ ได้แจ้งสถานที่ต่างๆ ที่ควรเลี่ยงไปอย่างชัดเจน ทางอังกฤษก็ตอบรับว่าจะปฏิบัติตาม[5]

บังเอิญในระยะนั้น มีเครื่องบินของอังกฤษบินไปทางบางปะอิน จังหวัดอยุธยา และทิ้งระเบิดด้วยแต่เคราะดีที่ไม่มีผู้ใดเป็นอันตราย รุ่งขึ้นนายป๋วยได้รับคำต่อว่าอย่างรุนแรงจากหัวหน้าเสรีไทยในเรื่องนี้ และได้ส่งคำประท้วงไปอย่างดุเดือดต่อกองบัญชาการทหารอังกฤษ ทางการอังกฤษจึงมีโทรเลขตอบขอโทษและรับรองว่าจะพยายามมิให้เกิดความพลาดพลั้งอย่างนี้ขึ้นอีก[5]

การที่เสรีไทยโดยเฉพาะหัวหน้าเสรีไทย ได้แสดงความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ ถวายความอารักขาให้พ้นภัยสงครามครั้งนั้น สมเด็จพระพันวัสสาพระบรมอัยยิกาเจ้าได้ทรงซาบซึ้งพระทัยดี และเมื่อสิ้นสงคราม ได้รับสั่งเรียกนายปรีดี พนมยงค์ไปที่ประทับและขอบใจ ซึ่งคณะเสรีไทยถือว่าเป็นพระมหากรุณาธิคุณเป็นอย่างยิ่ง[5]

แต่ความสัมพันธ์กลับตรงกันข้ามกัน เมื่อความขัดแย้งของจอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี กับ นายปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเร็จราชการนั้น ก็เริ่มมีให้เห็นเป็นระยะๆ เริ่มต้นด้วย “การลาออก” ซึ่งเป็นเครื่องมือทางการเมืองทดลองใจของจอมพล ป. พิบูลสงคราม กล่าวคือ

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2486 จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ยื่นใบลาออกตรงมายังประธานคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ นายปรีดี พนมยงค์จึงเขียนความเห็นในบันทึกหน้าปกใบลานั้นว่า “ใบลานั้นถูกต้องตามรัฐธรรมนูญแล้วอนุมัติให้ลาออกได้” หลังจากนั้น พระองค์เจ้าอาทิตย์ฯทรงลงพระนามตาม หลังจากนั้นจึงเชิญนายทวี บุณยเกตุ ซึ่งขณะนั้นเป็นรัฐมนตรีและเลขาธิการให้วิทยุของกรมโฆษณาการประกาศการลาออกของจอมพล ป.

จอมพล ป.เมื่อทราบจากการประกาศลาออก จึงโกรธมากและเรียกใบลาออกกลับคืนสำเร็จ แล้วสั่งให้วิทยุกระจายเสียงด้วยใจความว่าการลาออกนั้นคลาดเคลื่อนไป ทำให้จอมพล ป.ฯยังครองตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไปเพราะหลักฐานการลาออกสูญหายไป จอมพล ป. จึงตำหนินายทวี บุณเกตุ ที่ให้วิทยุกระจายเสียงประกาศลาออก จึงเป็นผลทำให้นายทวี บุณยเกตุตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีและเลขาธิการคณะรัฐมนตรี

นอกจากนั้นจอมพล ป.ยังอ้างตำแหน่งผู้บังคับบัญชาการทหารสูงสุด ออกคำสั่งให้พระองค์เจ้าอาทิตย์ฯ และนายปรีดี พนมยงค์ มาประจำกองบัญชาการทหารสูงสุด คือ เท่ากับให้ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บัญชาการทหารสูงสุดและให้ไปรายงานตัวภายใน 24 ชั่วโมง

ปรากฏว่าพระองค์เจ้าอาทิตย์ฯ ได้เสด็จไปรายงานพระองค์ต่อจอมพล ป. ตามคำสั่ง แต่นายปรีดี ไม่ยอมไปโดยให้เหตุผลว่า นายปรีดีมีตำแหน่งเป็นผู้แทนพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงเป็นจอมทัพตามรัฐธรรมนูญ ถ้าไปรายงานตนก็เท่ากับเป็นการลดพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ลงอยู่ภายใต้ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ปรากฏว่ามีรัฐมนตรีบางคนได้ชี้แจงและขอร้องให้จอมพล ป.ฯ ถอนคำสั่งที่ว่านั้น ทำให้นายปรีดีรอดตัวไปอีกครั้งหนึ่ง [6]

แต่เหตุการณ์ในครั้งนั้นได้ทำให้นายปรีดี พนมยงค์ ทาบทามนายทวี บุณยเกตุ ซึ่งได้ลาออกจากตำแหน่งทางการเมืองมาได้เข้าร่วมเป็นกำลังสำคัญให้กับขบวนการเสรีไทยได้ในเวลาต่อมาไม่นานหลังจากนั้น [7]

ต่อมาประมาณเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2486 ได้เกิดเรื่องอีกครั้งหนึ่ง เมื่อมีข่าววิทยุต่างประเทศกระจายข่าวว่า พระเจ้าวิคตอร์เอมมานูเอล แห่งอิตาลีไม่อาจทรงเพิกเฉยต่อการดำเนินการรของมุสโสลินีที่ทำให้ชาติประสบความพ่ายแพ้ในสงคราม และนำอิตาลีไปสู่ความหายนะ พระองค์จึงรับสั่งให้มุสโสลินีเข้าเฝ้าที่พระราชวังกิรินัล แล้วผู้ที่ร่วมคิดกับพระองค์ทำการจับกุมมุสโสินีใส่รถพยาบาลจนนำตัวไปสู่ที่คุมขังแห่งหนึ่ง ครั้นแล้วพระมหากษัตริย์องค์นั้นทรงแต่งตั้งจอมพลบาโดกลิโอเป็นนายกรัฐมนตรี จัดตั้งรัฐบาลใหม่แห่งชาติอิตาเลียนขึ้น

ปรากฏว่านายปรีดี พนมยงค์ ได้ทูลพระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภาเพื่อสนุกๆ (หรืออาจทดลองใจ)ว่า ต้องหาคนแก่ๆ อย่างบาโดกลิโอ แล้วทูลต่อไปว่าเมื่อตอนบ่ายที่รถไฟซึ่งนายปรีดีโดยสารมาหัวหินนั้น เห็น พล.ท.พระยาวิชิตวงศ์วุฒิไกร ซึ่งยืนอยู่ที่ห้วยทราย ท่านผู้ที่ชราพอๆ กับจอมพล บาโดกลิโอน่าจะทำได้ ครั้นแล้วเราก็เสสรวลกันเป็นเรื่องสนุกไม่จริงจัง[6]

ต่อมา จอมพล ป.จึงได้เรียกประชุมผู้ก่อการ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 เป็นการด่วน แจ้งว่าพระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภาได้รายงานว่า นายปรีดีคิดจับตัว จอมพล ป.ฯ เหมือนที่มุสโสลินีถูกจับ โดยนายปรีดีจะให้ พล.ท.พระยาวิชิตฯเป็นผู้นำจับ จึงตั้งกรรมการสอบสอบสวนเบื้องต้นขึ้น

นายปรีดีจึงแจ้งต่อกรรมการสอบสวนว่าเป็นการพูดเล่นสนุกๆ เพราะถ้าจะจับจอมพล ป.จริงแล้วก็ไม่บอกพระองค์อาทิตย์ฯ เพราะนายปรีดียังมีเพื่อนที่ไว้ใจได้ยิ่งกว่าพระองค์อาทิตย์ฯมากนัก อีกทั้ง พล.ท.พระยาวิชิตฯนั้นชราแล้ว จะทำการอย่างที่กล่าวหาได้อย่างไร หลังคำชี้แจงดังกล่าวเรื่องนี้ก็ได้ระงับไป พระองค์เจ้าอาทิตย์ก็ทรงเจื่อนๆ กับนายปรีดี และตั้งแต่นั้นมานายปรีดีก็ต้องระวังการพูดกับพระองค์เจ้าอาทิตย์ฯ มากขึ้น[6]

ต่อมาวันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2486 รัฐบาลไทย-ญี่ปุ่น ได้ลงนามในสัญญาว่าด้วยอาณาเขตประเทศไทย ทำให้ไทยได้รัฐกลันตัน ตรังกานู เคดะ ปลิส เชียงตุง เมืองพาน มาเป็นของไทย[8]


แต่ในอีกด้านหนึ่ง การก่อตัวและการขยายตัวของขบวนการเสรีไทยได้เติบโตขึ้น นายปรีดี พนมยงค์ กับเพื่อนผู้ร่วมก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ซึ่งมีประสบการณ์กันมาแล้วในด้านการรักษาความลับ ได้วางแผนต่อต้านญี่ปุ่น โดยยึดหลักการเดียวกับที่ใช้ในการปฏิวัติ 2475 คือให้ผู้ร่วมใจรับผิดชอบในสายงานด้านต่างๆ โดยแต่ละสายไม่รู้เรื่องของสายอื่น นายปรีดีแต่ผู้เดียวรู้แผนรวม

ผู้ร่วมงานในขั้นต้นเป็นผู้ที่เข้าไปหานายปรีดีเอง มิได้รับการชักชวน กลุ่มผู้ก่อการฝ่ายพลเรือนที่ร่วมงานก็มี นายดิเรก ชัยนาม, นายสงวน ตุลารักษ์, นายจรูญ สืบแสง, ม.ล.กรี เดชาติวงศ์, นายสะพรั่ง เทพหัสดิน, หลวงบรรณกรโกวิท (เปาว์ จักกะพาก) นอกนั้นก็มีนายจำกัด พลางกูร, หัวหน้าคณะกู้ชาติ (ตั้งขึ้นก่อนญี่ปุ่นเข้าเมืองไทย) นายทองเปลว ชลภูมิ, นายทวี ตะเวทิกุล, นายวิจิตร ลุลิตานนท์, นายเตียง ศิริขันธ์, นายถวิล อดุล [9]

ต่อมานายทหารในคณะปฏิวัติ 2475 ได้ทยอยกันเข้าร่วมขบวนการต่อต้านญี่ปุ่น ได้แก่ พลตำรวจเอก อดุล อดุลเดชจรัส, นาวาเอกผัน นาวาจิตร, นาวาเอกสังวร สุวรรณชีพ, นาาวเอกบุง ศุภชลาศัย, นาวาเอกทหาร ขำหิรัญ, นาวาเอกชลิต กุลกำธร และภายหลังก็มีทหารและตำรวจเข้าร่วมงานมากขึ้นตามลำดับ

ในที่สุด นายปรีดี ได้มอบหน้าที่สำคัญแก่บุคคลต่อไปนี้
1) พลตำรวจเอก อดุล อดุลเดชจรัส รองหัวหน้าใหญ่ และผู้ควบคุมสายตำรวจ
2)นายดิเรก ชัยนาม หัวหน้ากองกลาง
3)นายวิจิตร ลุลิตานนท์ เลขาธิการ
4)นายทวี บุณยเกต หัวหน้าพลพรรคและผู้ติดต่อกับรัฐบาล
5)นายชาญ บุนนาค หัวหน้าหน่วยสืบราชการลับ วิทยุสื่อสาร หน่วยรับส่งคนเข้าออก หน่วยจ่ายอาวุธ
6)พลโทชิต มั่นศิลป์ สินาดโยธารักษ์ หัวหน้าฝ่ายทหารบก

7)พลเรือตรีสังวร สุวรรณชีพ หัวหน้าฝ่ายทหารเรือและหน่วยสารวัตรทหาร
8)นายทวี ตะเวทิกุล หัวหน้ากองการคลัง
9)หลวงบรรณกรโกวิท หัวหน้าการรับส่งทางเรือ
10)นายสะพรั่ง เทพหัสดิน หัวหน้าการรับส่งทางบก
11)นาวาเอกบุง ศุภชลาศัย หัวหน้าอาสาพลเรือน[9]

เสรีไทยยังได้ร่วมมือขยายผลของเชื่อมไปถึงแนวร่วมที่อังกฤษและสหรัฐอเมริกา โดยนายป๋วย อึ้งภากรณ์ ซึ่งเป็นสมาชิกเสรีไทย ประเทศอังกฤษได้บันทึกว่า

“เมื่อเราติดต่อทางวิทยุกับสหประชาชาติได้ไม่ช้า ทางกองบัญชาการอังกฤษก็ปรารภว่าอยากจะส่งพลจัตวาเจ๊กส์ และ พันตรี ฮอบบส์เข้ามา มาหารือและเจรจากับหัวหน้าขบวนการเสรีไทย ซึ่งหัวหน้าเสรีไทยก็ได้ตอบเชื้อเชิญให้เข้ามา

ในโทรเลขฉบับต่อมาทางอังกฤษได้ถามต่อมาว่า ในคณะของพลจัตวาเจ็กส์นั้น อยากจะให้หม่อมเจ้าศุภสวัสดิ์ สวัสดิวัฒน์ ซึ่งทรงยศเป็นร้อยเอกในกองทัพอังกฤษขณะนั้นเข้ามาด้วย ไม่ทราบว่าหัวหน้าเสรีไทยจะยินดีต้อนรับหรือไม่

การที่อังกฤษมีโทรเลขถามเรื่องหม่อมเจ้าศุภสวัสดิ์ สวัสดิวัฒน์(ท่านชิ้น) นี้ ผู้ที่ไม่ทราบเรื่องอาจจะประหลาดใจ เพราะท่านชิ้นก็เป็นคนไทยทำไมจะต้องถามกันด้วย น่าจะส่งเข้ามาได้ดีกว่าส่งนายทหารฝรั่งด้วยซ้ำ

คำอธิบายขก็คือ ด้านอังกฤษเข้าใจดีว่านายปรีดี พนมยงค์ เป็นผู้ก่อการในคณะราษฎร เปลี่ยนแปลงการปกครองปี พ.ศ. 2475 ผู้หนึ่ง ซึ่งเปลี่ยนระบบจากสมบูรณาญาสิทธิราช มาเป็นระบบรัฐธรรมนูญ โดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข

และต่อมาพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่พอพระทัยในการดำเนินงานของคณะราษฎรถึงกับทรงสละราชสมบัติ ส่วนท่านชิ้นนั้นเป็นพระเชษฐาของสมเด็จพระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 กับเป็นราชเลขานุการใกล้ชิดพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯด้วย ทางอังกฤษเกรงว่าท่านหัวหน้าเสรีไทยจะรังเกียจหรือเข้าใจผิดด้านการเมืองอย่างใดอย่างหนึ่ง จึงต้องถามก่อน

หัวหน้าเสรีไทย ได้ตอบโทรเลขไปทันทีว่าขอเชิญท่านชิ้นเสด็จเข้ามาด้วยความยินดี ใจความในโทรเลขนั้นตอนหนึ่งว่า

“เรื่องการเมืองภายในประเทศนั้นเป็นอันยุติไม่มีปัญหาอีกต่อไป เสรีไทยมีความมุ่งหมายอยู่อย่างเดียวที่จะรักษาเอกราชและอิสระภาพของประชาชาติไทยฉะนั้น คนไทยทุกคนไม่ว่าจะเป็นเจ้านายหรือราษฎรธรรมดาที่มีความรักชาติอย่างเดียวกัน ต้องถือเป็นคณะเดียวกัน มีความสามัคคีกัน เป็นหลักการใหญ่”[3]

ต่อมาท่านชิ้นได้ทรงส่งวิทยุโทรเลขของท่านเองมาอีกหนึ่งฉบับ ตรงถึงนายปรีดี พนมยงค์ ขอบใจที่หัวหน้าเสรีไทยยินดีต้อนรับ และทรงแสดงเจตนาว่าจะร่วมงานด้วยอย่างจริงใจ แต่ใคร่จะขอถามว่าเพื่อนฝูงของท่านชิ้นหลายท่านต้องโทษการเมืองอยู่ที่ เกาะตะรุเตาบ้าง บางขวางบ้าง ที่อื่นๆ บ้างนั้น นายปรีดี พนมยงค์ จะกระทำอย่างไร[3]

หัวหน้าเสรีไทยตอบไปโดยฉับพลันว่า กรมขุนชัยนาทฯ และผู้อื่นๆ ต้องโทษการเมืองอยู่ที่ตะรุเตา บางขวาง และที่อื่นนั้น ทางกรุงเทพฯ จะหาทางปลดปล่อย และมิใช่จะปลดปล่อยอย่างเดียว จะออกกฎหมายนิรโทษกรรมด้วย โอกาสที่จะกระทำได้ก็คือ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ต้องกลให้ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แล้วผู้สำเร็จราชการฯ แต่งตั้งนายควง อภัยวงศ์ ผู้ร่วมงานอยู่ในขณะนั้นขึ้นเป็นหัวหน้าเป็นรัฐบาลแทน”[3]

นี่คือความชัดเจนก่อนการร่วมมือระหว่างอดีตผู้นำก่อการของคณะราษฎรกับพระบรมวงศานุวงศ์เพื่อรักษาเอกราชและอิสระภาพของชาติไทยเป็นเป้าหมายสูงสุด ยุติความขัดแย้งและเยียวยาบาดแผลเรื่องราวอดีต

ท่านชิ้นและทางราชการอังกฤษ ก็มีความพอใจ คณะของพลจัตวาเจ็กส์ และท่านชิ้นจึงได้เข้ามกรุงเทพฯ และได้เข้าพบบรรดาหัวหน้าเสรีไทยหลายครั้ง

นายป๋วย อึ้งภากรณ์ บันทึกการพบกันเอาไว้บางครั้งก็คือ บนเรือซึ่งลอยลำวิ่งขึ้นลงอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยา (ซึ่งปลอดจากญี่ปุ่น) และที่ตึกโดมของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ชั้นสอง ซึ่งใช้เป็นที่ทำการแห่งหนึ่งของขบวนการเสรีไทย (ศาสตราจารย์วิจิตร ลุลิตานนท์ เป็นเลขาธิการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมืองอยู่ในขณะนั้น)[3]

ด้วยความปรารถนาดี
ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์


อ้างอิง
อ้างอิง
[1] ปรีดี พนมยงค์, ความเป็นไปภายในคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์, หนังสือบางเรื่องเกี่ยวกับพระบรมวงศานุวงศ์ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2, หน้า 32
https://pridi.or.th/sites/default/files/pdf/2515-64.pdf

[2] คำของหม่อมเจ้าหญิง อัปภัศราภา เทวกุล, บางเรื่องเกี่ยวกับพระบรมวงศานุวงศ์ในระหว่างสงครามโลกครั้ง 2, “สมเด็จพระศรีสวรินทิรา”, อนุสรณ์ ในงานพระราชทานเพลิงศพ ร.ท.อู๊ด นิตยสุทธิ ต.ช.ต.ม., อดีตผู้แทนราษฎร จังหวัดนคราราชสีมา ณ ฌาปนสถาน วัดใหม่อัมพร อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา, หน้า 39-44

[3] ทศ พันธุมเสน และจินตนา ยศสุนทร, จากมหาสงครามสู่สันติภาพ, คณะกรรมการดำเนินงานโครงการฉลอง 100 ปี ชาตกาล นายปรีดี พนมยงค์ รัฐบุรุษอาวุโส, จัดพิมพ์เนื่องในโอกาสฉลองครบรอบ 100 ปี ชาตกาล นายปรีดี พนมยงค์ รัฐบุรุษอาวุโส (11 พฤษภาคม 2443-11 พฤษภาคม พ.ศ. 2543), ผู้จัดพิมพ์ร่วม สถาบันปรีดี พนมยงค์, ดำเนินการผลิตโดย โครงการจัดทำสื่อเผยแพร่เกียรติคุณ นายปรีดี พนมยงค์ รัฐบุรุษอาวุดสสำหรับเด็กและเยาวชน และสำนักพิมพ์มูลนิธิเด็ก, ISBN 974-7833-35-2 พิมพ์ครั้งที่ 2 16 สิงหาคม พ.ศ. 2552 หน้า 63
http://www.openbase.in.th/files/pridibook013.pdf

[4] ดร.อัศวิน จินตกานนท์, สงครามโลกครั้งที่ 2 ทำไมไทยจึงไม่แพ้, วีรชนเสรีไทยกับบทบาทในการรักษาเอกราชของชาติไทย เว็บไซต์ของบริษัททีมกรุ๊ป
https://www.teamgroup.co.th/downloads/publications/book221211.pdf

[5] ป๋วย อึ้งภากรณ์, พระบรมวงศานุวงศ์ และขบวนการเสรีไทย, ธันวาคม ค.ศ. 1971,จากหนังสืออนุสรณ์ ในงานพระราชทานเพลิงศพ ร.ท.อู๊ด นิตยสุทธิ ต.ช.ต.ม., อดีตผู้แทนราษฎร จังหวัดนคราราชสีมา ณ ฌาปนสถาน วัดใหม่อัมพร อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา วันที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2517, หน้า 45-48

[6] ปรีดี พนมยงค์, ความเป็นไปภายในคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์, หนังสือบางเรื่องเกี่ยวกับพระบรมวงศานุวงศ์ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2, หน้า 41-49
https://pridi.or.th/sites/default/files/pdf/2515-64.pdf

[7] ทวี บุณยเกตุ, ข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเกี่ยวกับเหตุการณ์ในประเทศไทยระหว่างมหาสงครามโลกครั้งที่ 2, หนังสือ คำบรรยายและบทความบางเรื่องของนายทวี บุณยเกตุ, คุรุสภาจัดพิมพ์เป็นบรรณาการในงานพระราชทานเพลิงศพ นายทวี บุณยเกตุ ม.ป.ช., ท.จ.ว., ท.ม. ณ เมรุหน้าพลับพลา อิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส วันพุธที่ 8 มีนาคม พุทธศักราช 2515,หน้า 17-19

[8] ทศ พันธุมเสน และจินตนา ยศสุนทร, เรื่องเดียวกัน หน้า 143-144
http://www.openbase.in.th/files/pridibook013.pdf

[9] ทศ พันธุมเสน และจินตนา ยศสุนทร, เรื่องเดียวกัน หน้า 19-20

[10] ปรีดี พนมยงค์, คำปรารภตามคำร้องขอของนายกนธีร์ ศุภมงคล อดีตเลขาธิการ ส.ป.อ. และอดีตที่ปรึกษาของรัฐบาลจอมพลถนอม เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2514, อนุสรณ์ ในงานพระราชทานเพลิงศพ ร.ท.อู๊ด นิตยสุทธิ ต.ช.ต.ม., อดีตผู้แทนราษฎร จังหวัดนคราราชสีมา ณ ฌาปนสถาน วัดใหม่อัมพร อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา, หน้า 84

[11] ทศ พันธุมเสน และจินตนา ยศสุนทร, เรื่องเดียวกัน หน้า 73-74

[12]โรม บุนนาค, นักการเมืองไร้แผ่นดิน, คอลัมน์ เรื่องเก่าเล่าใหม่ หน้า 65-66 นิตยสาร all ฉบับเดือนมกราคม พ.ศ. 2550

[13] ตอนที่ 5 กบฏพระยาทรงสุรเดช, "ย้อนรอยรัฐประหารไทย" สารคดีทางดีเอ็นเอ็น: ศุกร์ที่ 25 มีนาคม 2554

[14] ราชกิจจานุเบกษา,ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องนายทหารออกจากประจำการ, เล่ม 62 ตอนที่ 9, วันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2488 หน้า 148-149
http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2488/D/009/148.PDF

[15] ราชกิจจานุเบกษา, พระราชกำหนดนิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำความผิดฐานกบฏและจราจล พุทธศักราช 2488, เล่ม 62 ตอนที่ 27, วันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2488 หน้า 337-341
http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2488/A/027/337.PDF

[16] ราชกิจจานุเบกษา, พระราชบัญญัติอนุมัติพระราชกำหนดนิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำความผิดฐานกบถและจราจล พุทธศักราช 2488, เล่ม 62 ตอนที่ 42, วันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2488, หน้า 479-480
http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2488/A/042/479.PDF

[17] รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 16 (สมัยสามัญ สมัยที่สอง) วันพฤหัสบดีที่ 31 มกราคม พุทธศักราช 2478, หน้า 488-489
https://dl.parliament.go.th/bitstream/handle/lirt/383561/16_24770131_wb.pdf?sequence=1

[18] สุพจน์ แจ้งเร็ว, คดียึดพระราชทรัพย์ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ,ศิลปวัฒนธรรม ลำดับที่ 272 ปีที่ 23 ฉบับที่ 8 มิถุนายน 2545, หน้า 62-80

[19] ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศสันติภาพ, เล่มที่ 62 ตอนที่ 44 วันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2488 หน้า 503-506
https://dl.parliament.go.th/bitstream/handle/lirt/235501/SOP-DIP_P_419966_0001.pdf?sequence=1

[20] ปรีดี พนมยงค์,คัดลอกบางตอนจาก สุนทรพจน์ ของนายปรีดี พนมยงค์ แสดงให้สภาผู้แทนราษฎร วันที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2489 , อนุสรณ์ ในงานพระราชทานเพลิงศพ ร.ท.อู๊ด นิตยสุทธิ ต.ช.ต.ม., อดีตผู้แทนราษฎร จังหวัดนคราราชสีมา ณ ฌาปนสถาน วัดใหม่อัมพร อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา พ.ศ. 2517, เผยแพร่เว็บไซต์สถาบันปรีดี, หน้า 11
https://pridi.or.th/sites/default/files/pdf/2515-66.pdf