xs
xsm
sm
md
lg

สถาบันกษัตริย์ที่ถูกกระทำย่ำยี

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: สุรวิชช์ วีรวรรณ



ตอนนี้เสียงเรียกร้องจากฝ่ายปฏิกษัตริย์นิยมให้ยกเลิกมาตรา 112 ดังกระหึ่ม หลังจากแกนนำม็อบหลายคนถูกดำเนินคดีตามมาตรา 112 เพราะยึดพื้นที่ถนนด่าทอพระมหากษัตริย์อย่างสาดเสียเทเสียมาเป็นระยะเวลายาวนานหลายเดือน มีการเอาพระนามและพระราชดำรัสมาล้อเลียนกันอย่างสนุกสนานเปิดเผย อย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ชาติไทย

แม้ว่าจะยื่นข้อเรียกร้องว่าต้องการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่การแสดงออกของผู้ชุมนุมก็ชัดเจนว่ามีเป้าหมายที่ไปไกลกว่านั้นคือ การล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์และเปลี่ยนการปกครองมาเป็นสาธารณรัฐ

ลองนึกภาพดูหากคนไทยที่มีความเคยชินที่อยู่ใต้พระบรมโพธิสมภารของพระมหากษัตริย์มาหลายร้อยปี จะต้องเปลี่ยนไปเป็นอยู่ใต้บารมีของนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง

80 กว่าปีที่เปลี่ยนรูปแบบการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย แล้วทำให้เราคนไทยได้รู้จักกับนักการเมือง เชื่อได้เลยว่า คนไทยส่วนใหญ่มีความทรงจำและภาพจำกับนักการเมืองในแง่ลบมากกว่าบวก และมีนักการเมืองไม่กี่คนที่พอจะยึดถือเป็นแบบอย่างที่ดีได้

ตลกดีที่ข้ออ้างว่าให้เลิกมาตรา 112 เพราะมีผู้ถูกแจ้งข้อหาจำนวนมาก กลายเป็นว่า รัฐบาลหาเรื่องใช้มาตรา 112 มาจัดการผู้ชุมนุม ทั้งที่จริงๆ แล้วรัฐบาลยังไม่สามารถนำผู้กล่าวหาดูหมิ่น หมิ่นประมาท อาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์มาดำเนินคดีได้ทุกคนด้วยซ้ำไป เมื่อเทียบกับพฤติกรรมการแสดงออกของม็อบและความเห็นในโซเชียล มีเดีย แค่ไปจับตาความเห็นท้ายเฟซบุ๊กของสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล และปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ ก็ดำเนินคดีกันไม่หวาดไม่ไหวแล้ว

ถามว่าถ้าไม่มีมาตรา 112 แล้วพระมหากษัตริย์จะดำเนินการกับคนที่ดูหมิ่น หมิ่นประมาทอาฆาตมาดร้ายอย่างไร ปล่อยให้พระมหากษัตริย์มอบอำนาจให้ทนายไปแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษหรือนำคดีขึ้นสู่ศาลด้วยพระองค์เองหรือ หากเป็นเช่นนั้นคุณค่าขององค์พระมหากษัตริย์ที่ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆ มิได้ จะไปอยู่ที่ไหน

และมีชาติไหนบ้างที่ไม่ปกป้องประมุขของรัฐ หากว่ามาตรา 112 ซึ่งเป็นเกราะป้องกันถูกทำลายไป

ลองดูข้อเรียกร้อง 10 ข้อของม็อบ 3นิ้ว ที่ให้ยกเลิกมาตรา 6 ของรัฐธรรมนูญ ที่ว่าผู้ใดจะกล่าวหาฟ้องร้องกษัตริย์มิได้ แล้วเพิ่มบทบัญญัติให้สภาผู้แทนราษฎรสามารถพิจารณาความผิดของกษัตริย์ได้ เช่นเดียวกับที่เคยบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับคณะราษฎร และยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 รวมถึงเปิดให้ประชาชนได้ใช้เสรีภาพแสดงความคิดเห็นต่อสถาบันกษัตริย์ได้ และนิรโทษกรรมผู้ถูกดำเนินคดีเพราะวิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์ทุกคน

ไม่ต่างอะไรกับการบั่นทอนและลดสถานะพระมหากษัตริย์ให้เท่ากับบุคคลธรรมดาเลย จะให้ถูกตำหนิติฉินแล้วพระมหากษัตริย์ต้องเดินขึ้นโรงขึ้นศาล เหมือนกับบุคคลธรรมดาเช่นนั้นหรือ

ซ้ำร้ายยังมีข้อห้ามให้พระมหากษัตริย์มีพระราชดำรัสต่อสาธารณะและต้องสาบานตนต่อรัฐสภา ซึ่งปิยบุตร แสงกนกกุล และสมศักดิ์ เจียมพูดเรื่องนี้ตลอดมา

ซึ่งหากพระมหากษัตริย์ต้องสาบานตนต่อรัฐสภา สถานะของพระมหากษัตริย์ก็ต้องอยู่ภายใต้นักการเมืองทันที

และเมื่อไม่มีสิทธิแสดงพระราชดำรัสต่อสาธารณะเท่ากับว่า เมื่อถูกกล่าวหาให้ร้ายแล้วจะไม่มีสิทธิ์ที่จะชี้แจงข้อกล่าวหาต่อสาธารณะด้วยใช่หรือไม่ ปล่อยให้ไปใช้กฎหมายหมิ่นประมาทเช่นเดียวกับบุคคลธรรมดาเพื่อแก้ข้อกล่าวหาอย่างเดียว

ทั้งที่วันนี้แม้จะถูกกล่าวหาด่าทอบนท้องถนนมาเป็นระยะเวลายาวนานในหลวงรัชกาลที่ ๑๐ ก็ไม่เคยออกมาตอบโต้แก้ข้อกล่าวหาต่อสาธารณะ เพราะทรงอยู่ในฐานะที่สูงส่งเกินกว่าจะลงมาเกลือกกลั้วกับปลักโคลนได้ แต่ปล่อยให้เป็นเรื่องของกระบวนการทางกฎหมายคือมาตรา 112 ซึ่งรัฐเป็นผู้ใช้เพราะเป็นสิ่งเดียวที่เป็นเกราะกำบังพระมหากษัตริย์ในฐานะพระประมุขของรัฐ

แต่กลายเป็นว่าเมื่อถูกดำเนินคดีมากเข้าก็มีเสียงร้องเพื่อให้ยกเลิกกฎหมาย คล้ายกับว่า พวกเขาขอเสรีภาพในการด่าทอ ดูหมิ่น หมิ่นประมาท อาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์หรืออย่างไร

แม้กระทั่งข้อกล่าวหาของธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ต่อในหลวงรัชกาลที่ ๑๐ เมื่อเร็วๆ นี้

ธนาธรตั้งคำถามว่าการตัดสินใจ “แทงม้าตัวเดียว” โดยเลือกวัคซีนจากแอสตราเซเนกาซึ่งให้สยามไบโอไซเอนซ์เป็นผู้ผลิตวัคซีนนั้น เป็นการกระทำที่ต้องการสร้างความนิยมทางการเมืองมากกว่าเรื่องสาธารณสุขหรือไม่ เนื่องจากการจัดหาวัคซีนนี้เพิ่งเกิดขึ้นในไตรมาสที่ 3 ของปี 2563 ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่มีการชุมนุมของกลุ่มนักเรียน นักศึกษา ประชาชนที่เรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ลาออก การแก้ไขรัฐธรรมนูญ และการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์

ต่อเรื่องนี้ธนาธรขยายความประเด็นนี้เพิ่มเติมกับบีบีซีไทยว่า เขาเชื่อว่ารัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ อาศัยเรื่องการจัดหาวัคซีนป้องกันโควิด-19 มากอบกู้ความนิยมต่อสถาบันกษัตริย์ซึ่งกำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์และถูกเรียกร้องให้มีการปฏิรูปอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

“การกระทำครั้งนี้เป็นการกระทำที่ต้องการสร้างความนิยมทางการเมืองมากกว่าที่ต้องการจะหาข้อสรุปในการจัดการวัคซีนให้ครอบคลุมประชากรไทยให้มากที่สุดและเร็วที่สุดหรือเปล่า” ธนาธรตั้งคำถาม

พูดง่ายๆ ว่า ธนาธรกล่าวหาว่า รัฐบาลใช้บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ เป็นเครื่องมือในการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับสถาบันพระมหากษัตริย์ที่กำลังถูกโจมตีอยู่บนท้องถนนในเวลานั้น และกระบวนการที่เคลื่อนไหวบนถนนก็คือผู้สนับสนุนธนาธรนั่นเอง ด้วยข้อกล่าวหาคือ เอาเรื่องความนิยมของสถาบันมาอยู่เหนือความเดือดร้อนของประชาชน

มีคำถามว่าธนาธรมีความรู้สึกเช่นนี้กับสถาบันพระมหากษัตริย์ได้อย่างไร

การเรียกร้องเพื่อจุดมุ่งหมายไปสู่การลดทอนบทบาทและสถานะของสถาบันพระมหากษัตริย์นั้นไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น ปิยบุตร แสงกนกกุล ซึ่งอยู่ในขบวนการเดียวกันเคลื่อนไหวเรื่องนี้มานานแล้ว มีการปลูกฝังคนรุ่นใหม่ในมหาวิทยาลัยผ่านรูปแบบวิชาการโดยยกสถาบันกษัตริย์ฝรั่งเศสมาเป็นเครื่องเทียบเคียง รวมถึงการแสดงออกมาเนิ่นนานของสมศักดิ์ เจียม ที่เป็นผู้ยื่นข้อเสนอ 10 ข้อปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ให้นักศึกษาขึ้นไปพูดบนเวที

สำนักที่หมกมุ่นมุ่งหวังจะลดทอนบทบาทและสถานะของพระมหากษัตริย์ก็คือ สำนักฟ้าเดียวกันที่ธนาธรเป็นเจ้าของ ซึ่งผลิตงานวิชาการเพื่อลิดรอนสถาบันพระมหากษัตริย์ออกมาจำนวนมาก รวมถึงงานชุดกษัตริย์ศึกษาที่ระดมฝ่ายปฏิกษัตริย์นิยมออกมาผลิตผลงานโจมตีสถาบันพระมหากษัตริย์ อันรวมถึงวิทยานิพนธ์ฉบับนิยายของณัฐพล ใจจริง แต่นั่นก็อำพรางอยู่ในฐานะงานวิชาการเพื่อหลบหลีกข้อจำกัดทางกฎหมาย

แต่เมื่อพรรคของธนาธรถูกยุบและใช้เด็กและคนรุ่นใหม่เป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนสำเร็จ ความคิดเรื่องการลิดรอนสถานะของพระมหากษัตริย์จึงเกิดขึ้นบนท้องถนน เพราะคนเหล่านั้นดันหลังเด็กให้ออกมารับข้อกล่าวหาแทน เพราะใช้ความบริสุทธิ์ของเด็กออกมาแสดงออกอย่างหยาบๆ คายๆ ตามวัยวุฒิ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นเป้าประสงค์กับเป้าหมายที่ตัวเองซ่อนเร้นเอาไว้เป็นเวลานาน แต่ผู้ใหญ่ไม่กล้าเพราะกลัวถูกกฎหมายเล่นงาน

เมื่อเด็กถูกข้อกล่าวหามากขึ้น พวกนี้ก็ใช้สถานะทางวิชาการและทางสังคมเคลื่อนไหวเพื่อกล่าวหาว่ารัฐใช้อำนาจจนเกินพอดีในการแจ้งข้อกล่าวหาตามมาตรา 112 ทั้งที่เด็กเหล่านั้นแสดงความคิดซึ่งเป็นเสรีภาพที่ควรจะกระทำได้ กระทั่งกล่าวหาว่า ในหลวงทรงสั่งให้รัฐจัดการกับคนหนุ่มสาว และนักศึกษาที่ออกมากล่าวหาบนท้องถนน

ลองคิดดูว่าถ้ามาตรา 112 ถูกยกเลิก ห้ามพระมหากษัตริย์มีพระราชดำรัสต่อสาธารณะและต้องสาบานตนต่อหน้านักการเมืองอย่างที่พวกนี้ใฝ่ฝัน สถาบันพระมหากษัตริย์จะยิ่งถูกคนเหล่านี้ย่ำยีขนาดไหน

ติดตามผู้เขียนได้ที่ https://www.facebook.com/surawich.verawan


กำลังโหลดความคิดเห็น...