xs
xsm
sm
md
lg

ย้อนอ่านกาเหว่าที่บางเพลง ในวันที่ม็อบเด็กกำลังเหลิงลม

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



หนึ่งความคิด
สุรวิชช์ วีรวรรณ


เป็นโชคดีของคนไทยทั้งประเทศที่ได้ฉลองปีใหม่อย่างมีความสุขโดยไม่มีม็อบอยู่บนถนน เพราะอยู่ๆ ม็อบก็ประกาศหยุดยาวบอกว่าจะกลับมาอีกทีในปีหน้า ก็นับว่าเป็นม็อบที่สร้างนวัตกรรมแปลกใหม่ในหลายเรื่องเดี๋ยวนัดไปผลุบโผล่ตรงโน้นตรงนี้ 3-4ชั่วโมงแล้วกลับบ้าน ถึงเวลาอยากจะหยุดก็หยุดกันโดยอัตโนมัติเหมือนมีใครกดปุ่มสั่งการได้

แต่การแสดงออกของม็อบก็ทำให้เราเข้าใจชัดเจนว่า ม็อบไม่ได้มีเป้าหมายเพียงการลดทอนบทบาทและสถานะของสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่เป็นบันไดขั้นแรกที่จะนำไปสู่การล้มล้างในที่สุด สิ่งที่พวกหนุนม็อบคุยกันว่าพวกเขาทำสำเร็จก็คือ การนำเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์มาพูดคุยกันในที่สาธารณะ ที่คุยกันว่าสามารถทลายเพดานที่เป็นลิมิตของการพูดคุยในสังคมไทยได้สำเร็จ

ที่สำคัญทำให้เรารู้ว่าในกลุ่มการนำของม็อบนั้น แท้จริงแล้วพวกเขาต่อสู้เพื่อเปลี่ยนรัฐไทยไปเป็นคอมมิวนิสต์ไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตย เพราะมีการประกาศแนวทางคอมมิวนิสต์ผ่านกระบอกเสียงของม็อบที่จะเป็นธงนำในการเคลื่อนไหวอย่างชัดแจ้ง และหลักสำคัญของระบอบคอมมิวนิสต์ก็คือการไม่มีสถาบันพระมหากษัตริย์นั่นเอง

แม้จะดูเป็นเรื่องขำๆ อยู่บ้าง เพราะพ.ศ.นี้ไม่มีใครในโลกที่อยากเป็นคอมมิวนิสต์กันแล้ว แม้แต่จีนก็เปลี่ยนตัวเองเป็นประเทศทุนนิยมไปแล้ว ไม่มีใครอยากกลับไปทำนารวม มีกรรมสิทธิ์ร่วมอีก แต่ฝันของคนรุ่นใหม่ที่เป็นแกนนำม็อบซึ่งควรจะฝักใฝ่เสรีนิยมเป็นลิเบอร่านก็กลับไปฝักใฝ่สมาทานกับลัทธิคอมมิวนิสต์อย่างไม่น่าเชื่อ แถมยังประกาศด้วยว่า จะเป็นคอมมิวนิสต์ยิ่งกว่าจีนกับเกาหลีเหนือด้วยซ้ำไป

แต่ถ้าเด็กเขาจะมีความฝันเราก็ไม่ควรไปห้ามความฝันของเขา ยังไงเสียเมื่อเขาตื่นจากความฝันเขาก็จะพบกับความเป็นจริงในโลก เพราะคำตอบว่า การจะปฏิวัติพลิกบ้านแปงเมืองนั้นมันไม่ได้เกิดจากความคิดของคนไม่กี่คนแล้วจะประสบความสำเร็จ มันต้องได้รับคำตอบรับจากคนส่วนใหญ่ในประเทศด้วย

และแม้ว่า เพนกวิน พริษฐ์ ชีวารักษ์ ขาใหญ่ของม็อบจะประกาศออกตัวว่าเขาไม่เกี่ยวข้องกับความคิดเรื่องคอมมิวนิสต์ แต่เขาสู้เพื่อประชาธิปไตยและสิทธิเสรีภาพ และจุดมุ่งหมายของเขาอยู่ที่สถาบันพระมหากษัตริย์มากกว่าว่าจะยอมปฏิรูปตามข้อเรียกร้องหรือให้ประชาชนปฏิวัติ เราก็ไม่ทราบว่านั่นเป็นความฝันของเพนกวินคนเดียวหรือของม็อบ แล้วสุดท้ายคนส่วนใหญ่ที่อยู่ในม็อบนั้นคิดอย่างไร

เราไม่รู้ว่าม็อบจะนำพาคนในสังคมไทยไปเป็นคอมมิวนิสต์หรือระบอบสาธารณรัฐกันแน่ และคำถามที่ต้องถามคนไทยส่วนใหญ่ก็คือ ไม่ว่าคอมมิวนิสต์หรือสาธารณรัฐมีใครจะไปกับม็อบบ้าง

คำพูดอหังการของพริษฐ์ที่พูดถึงทางเลือกของสถาบันพระมหากษัตริย์ว่าจะปฏิรูปหรือถูกปฏิวัตินั้นมันเกิดจากปัจจัยหลักของสังคมจนกลายเป็นฉันทามติหรือความเพ้อฝันของเด็กที่หลงว่า คนรอบตัวที่แห่ล้อมกระทั่งมวลชนที่ไปร่วมชุมนุมนั้นคือคนส่วนใหญ่ของประเทศหรืออย่างไร เพราะการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงระบอบสังคมจะไม่มีวันเกิดขึ้นได้เลยนอกจากเปลี่ยนแปลงด้วยปลายกระบอกปืนหรือคนส่วนใหญ่ของประเทศเห็นฟ้องต้องกัน

คำถามว่าอะไรที่ทำให้ม็อบอยากเป็นคอมมิวนิสต์หรือทำไมเพนกวินจึงต้องการที่จะบั่นทอนสถาบันพระมหากษัตริย์ลงมาให้ได้ แล้วแท้จริงใครที่อยู่เบื้องหลังเด็กๆ เหล่านี้ก็ทำให้ผมนึกถึงบทความเก่าที่เขียนไว้นานแล้ว

ผมเคยเขียนบทความตีพิมพ์ในผู้จัดการรายวัน เมื่อเดือนมิถุนายน 2557หรือเมื่อ 6 ปีมาแล้ว ชื่อเรื่องว่า อยู่ๆ ก็นึกถึง “กาเหว่าที่บางเพลง” แม้ตอนนั้นผมจะเขียนถึงในบริบทหนึ่งแต่ดูเหมือนบทความจะเข้ากับสถานการณ์ตอนนี้มากกว่า ผมจึงยกมาให้อ่าน ณ ทีนี้อีกครั้ง

............

ภาวะบ้านเมืองในยุคที่ต้องสงบเสงี่ยมเก็บปากเก็บคำ ทำให้ผมต้องหยิบหนังสือ “กาเหว่าที่บางเพลง” บทประพันธ์ของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช กลับมาอ่านอีกครั้ง ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ เขียนนิยายเรื่องนี้ขึ้นในปี 2530 ลงเป็นตอนๆ ในหนังสือพิมพ์สยามรัฐ และตีพิมพ์รวมเล่มครั้งแรกในปี 2532

หนังสือเล่มนี้ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ได้อธิบายไว้ว่า ไม่ได้มีความคิดทางการเมืองหรือทางอื่นๆ แอบแฝงไว้ในหนังสือเล่มนี้
เรื่องราวของชาวบางเพลงที่ค่ำหนึ่งในคืนแรม 2 ค่ำ เดือน 12 ก็เกิดปรากฏการณ์คล้ายกับเห็นดวงจันทร์ 2 ดวง ดวงจันทร์ดวงหนึ่งลอยต่ำลงมาเรื่อยๆ แล้วความรู้สึกของคนทั้งบางเพลงก็หยุดนิ่งไป 4 นาที ก่อนจะกลับมาเป็นปกติ หลังจากนั้นปรากฏว่า หญิงสาวในบางเพลงตั้งแต่เด็กสาวอายุ 16 ปี ไปจนถึง 80 ปีทั้งที่มีครอบครัวและไม่มีครอบครัว เด็กสาว แม่ม่าย กระทั่งแม่ชีตั้งท้องพร้อมกันถึง 214 คน

เด็กทั้ง 214 คน เกิดพร้อมกันและโตขึ้นมาพร้อมกัน โดยมีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งซึ่งสังเกตเห็นความผิดปกตินี้คอยเฝ้าจับตาดูอยู่และค่อยไขปริศนาที่มาของเด็กเหล่านี้

เด็กทั้ง 214 คนมีความเจริญเติบโตกว่าเด็กปกติในวัยเดียวกัน เพียงแค่ 2-3 ปี เด็กเหล่านี้ก็เลือกแต่จะกินอาหารประเภทเนื้อสัตว์ พออายุ 8 ปีก็เหมือนกับเด็กธรรมดาที่อายุ 15-16 ปี จากเด็กเล็กที่แม่เลี้ยงดูให้นมเหมือนปกติ เมื่อโตขึ้นเด็กเหล่านี้มักไม่ค่อยสุงสิงกับคนทั่วไป ชอบจับกลุ่มอยู่กับพวกเดียวกัน และมีพฤติกรรมแปลกๆ ขึ้นเรื่อยๆ

เด็กกลุ่มนี้สามารถสื่อสารถึงกันด้วยพลังจิต มีความคิดเหมือนกัน ทำเหมือนกัน เชื่อเหมือนกัน เหมือนกับมีคำสั่งคอยกำกับ

ในตอนกลางคืนเด็กเหล่านี้จะเดินออกจากบ้านมารวมตัวกันที่หน้าโรงเรียน เมื่อครูฟื้นครูใหญ่เห็นความผิดปกติของเด็กเหล่านี้ก็ติดตามไป และมีคนมาพบศพครูฟื้นผูกคอตาย

ตาผันขี้เมาซึ่งออกไปหาปลาตอนกลางคืน ไปพบเห็นเด็กกลุ่มนี้ออกหาปลาสดๆ ในลำคลองแล้วจับกิน เอาเรื่องมาเล่าไปทั่วบางเพลง ไม่นานคนก็พบศพของตาผันจมน้ำตาย

เด็กเหล่านี้ไม่นับถือพระสงฆ์องค์เจ้า และเชื่อว่าตัวเองมีความรู้มากกว่าคนธรรมดาทั่วไป เวลาพูดกับพระสงฆ์ก็ไม่แสดงความนับถือนอบน้อมเหมือนกับว่ามีสถานะที่เท่าเทียมกันและคิดว่าตัวเองนั้นเหนือกว่าด้วยซ้ำไป

อยู่ไปอยู่ไปหมาแมวก็ค่อยหายไปจากหมู่บ้าน จากนั้นก็เป็นไก่ มาถึงหมู เกิดความร่ำลือ และคำพูดปากต่อปากจนความหวาดกลัวลามไปทั่วทั้งบางเพลง ตกค่ำทุกบ้านก็ปิดประตูหน้าต่างหมกตัวอยู่แต่ในบ้านไม่กล้าออกไปไหน ได้ยินแต่เสียงฝีเท้าเดินบ้างวิ่งบ้างภายนอกบ้านแต่ไม่กล้าออกไปดู แต่ชาวบ้านตอนนั้นรู้แล้วว่า ความผิดปกติเกิดมาจากเด็กทั้ง 214 คนนี้ เพราะพ่อแม่เด็กเหล่านี้ก็รู้ว่า เด็กเหล่านี้จะออกจากบ้านไปในเวลาค่ำคืน

เมื่อตำรวจเข้ามาสืบสวนเรื่องราวของหมู่บ้านทั้งเรื่องสัตว์เลี้ยงหายและคนตาย โดยพุ่งความสงสัยไปที่เด็กทั้ง 214 คน เมื่อเริ่มการสอบสวนที่เด็ก 4 คน แต่เพียงครู่เดียวเด็กที่เหลือทั้งหมดก็มาล้อมตำรวจไว้ จนต้องปล่อยตัว และเด็กทั้ง 214 คน ก็แสดงให้เห็นถึงพลังอำนาจที่เหนือกว่าด้วยการพาพวกบุกขึ้นไปบนโรงพัก ตำรวจทั้งหมดไม่สามารถทำอะไรได้ เหมือนถูกสะกดจิตและนิ่งงันไปหมด

อยู่มาวันหนึ่งน้ำจะหลากเข้าท่วมบางเพลงเหมือนกับหน้าน้ำหลากทุกปี ชาวบ้านพากันเก็บข้าวของขึ้นที่สูง แต่เด็กเหล่านี้สามารถรวมพลังกันป้องกันน้ำท่วมได้ ชาวบ้านก็เริ่มค่อยๆ เปลี่ยนจากความหวาดกลัวมาเป็นความชื่นชม

และความศรัทธาก็เพิ่มขึ้น เมื่อเด็กจำนวนหนึ่งใน 214 คน แกล้งแสดงพลังให้ไฟไหม้โรงสีจนเกิดความโกลาหลไปทั่ว จากนั้นทั้ง 214 คน ก็แสดงพลังยืนล้อมรอบเปลวเพลิงที่กำลังลุกลามโรงสีอยู่ครู่เดียวไฟก็ดับลงราวกับปาฏิหาริย์ ชาวบ้านก็ยิ่งนับถือเด็กเหล่านี้มากขึ้นเมื่อเดินสวนทางกับเด็กเหล่านี้ก็พากันกราบไหว้ ชาวบ้านตั้งศาลขึ้นในโรงเรียนที่เด็กเหล่านี้ชอบไปรวมตัวกันในตอนกลางคืนกลางวันก็พากันไปกราบไหว้ เอาเนื้อหมูสด ปลาเป็นๆ ไปเซ่นไหว้ รุ่งเช้ามาเนื้อหมูและปลานั้นก็หายไป

ใครอยากได้อะไรก็บนบานศาลกล่าวก็จะได้รับสิ่งที่ประสงค์ หากไม่มีกำลังจะทำนาเก็บเกี่ยวแค่มาขอรุ่งเช้าข้าวในนาก็ถูกเก็บเกี่ยวให้อย่างเรียบร้อย

จากการสร้างความหวาดกลัวให้กับชาวบ้าน ค่อยสร้างศรัทธากลับมาด้วยการให้ผลประโยชน์ตอบแทน

ชาวบ้านหารู้ไหมว่า เด็กทั้ง 214 คน ที่แท้จริงแล้วมาจากดาวอื่นที่ถูกส่งมาด้วยยานอวกาศเพื่อเอามาฝากท้องในโลกมนุษย์มีเป้าหมายเพื่อยึดครองโลก โดยมีคำสั่งอำนาจจากที่มาคอยกำกับเด็กเหล่านี้อยู่ ว่า หากต้องการยึดครองแล้วจะแสดงพลังอำนาจให้หวาดกลัวเพียงอย่างเดียวไม่ได้ จนเด็กเหล่านี้เปลี่ยนแปลงไปคอยช่วยเหลือชาวบ้านจนเกิดเป็นความศรัทธาลุ่มหลง

“ตั้งแต่นั้นมา ก็เป็นที่รู้กันทั้งบางเพลงว่าคนที่เกิดมาพร้อมกันทั้ง 214 คนนั้น เขามีฤทธิ์มีอำนาจเหนือคนในบางเพลงทั่วไป เขาจะบันดาลให้เกิดอะไรขึ้นก็ได้ ใครมีทุกข์มีร้อน ถ้าหากว่าเป็นทุกข์ที่แท้จริงเขาก็ช่วยให้ได้ คนทั้งบางเพลงก็พากันเกรงกลัวว่าเขาจะไม่ทำดีให้ หรือเขาอาจทำให้เกิดภัยพิบัติ จะพบคนพวกนี้ที่ไหน แม้จะสวนทางกันกลางถนนก็จะหยุดก้มตัวไหว้ หรือบางคนก็ถึงกับลงนั่งไหว้ โรงโถงที่โรงเรียนโรงหนึ่งนั้นก็กลายเป็นสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ไว้สำหรับทำการบูชาด้วยธูปเทียนดอกไม้ และเครื่องสังเวยอันเป็นอาหารต่างๆ แม้บางคนที่เคร่งในศาสนาพุทธ และรู้สึกรังเกียจในเครื่องสังเวยที่เป็นปลาเป็นๆ หรือหมูดิบๆ ที่เพิ่งฆ่ามา ก็ทำอะไรไม่ได้จะห้ามปรามใครมิให้ทำเช่นนั้นไม่ได้ และในที่สุด แม้แต่จะแสดงความรังเกียจออกมาให้ปรากฏก็เกรงภัยอันตรายไม่กล้าทำ

คนที่เกิดมาพร้อมกัน 214 คน และมีไฝที่ลูกตาขวาเหมือนกันทั้ง 214 คน และกะพริบตาโดยยกขอบตาล่างขึ้นมาปิดขอบตาบนนั้น เริ่มต้นโดยการทำให้คนในบางเพลงกลัวเสียก่อน กลัวจนหัวหดขวัญหนีดีฝ่อไม่กล้าจะทำอะไรต่อพวกเขา และต่อมาอีกขั้นหนึ่งก็ทำความดีต่างๆ หรือแสดงอำนาจในทางความดีให้เห็น จนกระทั่งคนทั้งบางเพลงพากันนับถือเขา เกรงและบูชาเขา พร้อมที่จะเสียสละอะไรบางอย่างให้เขา หรือถ้าเขาบอกให้ทำอะไรก็คงจะทำ” (หน้า 202-203 กาเหว่าที่บางเพลง สำนักพิมพ์ดอกหญ้า 2556)

อ่าน “กาเหว่าที่บางเพลง” ของม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช แล้วนึกถึงอะไรใกล้ตัว แต่ไม่รู้ว่าใครจะเป็นเด็กต่างดาวที่มาเกิดในท้องผู้หญิงที่บางเพลง ทำอะไรเหมือนกัน พูดเหมือนกันคิดเหมือนกัน เหมือนมีคำสั่งคอยกำกับอยู่ กับชาวบ้านที่กลัวเกรงฤทธิ์เดชของเด็กทั้ง 214 คน

แต่ตอนเขียนจบ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ได้ออกตัวว่าไม่ได้มีเจตนาแอบแฝงคติหรือความคิดทางการเมืองใดไว้ในนวนิยายเรื่องนี้ ผมก็ต้องเชื่อ แม้กลับมาย้อนอ่านวันนี้แล้วอดคิดถึงสังคม “บางกอก” ตอนนี้ไม่ได้ก็ตาม

............

เห็นฤทธิ์เดชของม็อบวันนี้ขอนึกถึงบทความเรื่องเด็กกาเหว่าขึ้นมาเสียอย่างนั้น เอาละใครจะเดินตามพวกเด็กๆ ไปเป็นคอมมิวนิสต์หรือสาธารณรัฐก็เชิญ ผมไม่เอาด้วยหรอก

ติดตามผู้เขียนได้ที่ https://www.facebook.com/surawich.verawan