xs
xsm
sm
md
lg

อำนาจนิยมในยุคดิจิทัล

เผยแพร่:   โดย: สุรวิชช์ วีรวรรณ


การเมืองไทยภายใต้อำนาจของ 3 ป.ที่มีรัฐธรรมนูญขีดเส้นไว้ให้ยกร่างให้ตรงกับความต้องการเป็นเครื่องมือในการรักษาอำนาจ ถ้าจำกันได้พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ในฐานะเลขาธิการ คสช.ได้ส่งเงื่อนไขให้กรรมการร่างรัฐธรรมนูญใช้เป็นแนวทางด้วย แต่รัฐธรรมนูญก็อาจไม่ใช่เครื่องมือการรักษาอำนาจที่ยั่งยืน

แม้รัฐธรรมนูญ 2557 ยังขีดกลไกเอาไว้เช่นกลไกที่มีประสิทธิภาพในการป้องกัน ตรวจสอบ และขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบ ทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน รวมทั้งกลไกในการกํากับและควบคุมให้การใช้อํานาจรัฐเป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติและประชาชน

กลไกที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันและตรวจสอบมิให้ผู้เคยต้องคําพิพากษาหรือคําสั่ง ที่ชอบด้วยกฎหมายว่ากระทําการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ หรือเคยกระทําการอันทําให้การเลือกตั้งไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรม เข้าดํารงตําแหน่งทางการเมืองอย่างเด็ดขาด

กลไกที่มีประสิทธิภาพที่ทําให้เจ้าหน้าที่ของรัฐโดยเฉพาะผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองและพรรคการเมือง สามารถปฏิบัติหน้าที่หรือดําเนินกิจกรรมได้โดยอิสระ ปราศจากการครอบงําหรือชี้นํา โดยบุคคลหรือคณะบุคคลใดๆ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

กลไกที่มีประสิทธิภาพในการสร้างเสริมความเข้มแข็งของหลักนิติธรรม และการสร้างเสริมคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาลในทุกภาคส่วนและทุกระดับ

กลไกที่มีประสิทธิภาพในการปรับโครงสร้างและขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจและสังคมเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมอย่างยั่งยืน และป้องกันการบริหารราชการแผ่นดินที่มุ่งสร้างความนิยมทางการเมือง ที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศและประชาชนในระยะยาว

แต่ถามว่า กลไกที่เขียนขึ้นมาเหล่านี้ส่งผลอะไรที่เป็นรูปธรรมจากการใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้บ้างนอกจากการเมืองไทยยังเป็นการเมืองแบบเดิม แต่เปลี่ยนผู้มีอำนาจที่แปลงสภาพจากอำนาจรัฐประหารมาใส่เสื้อคลุมประชาธิปไตยจำแลง

การทุจริตยังคงอยู่ทุกหย่อมหญ้า รัฐธรรมนูญปราบโกงได้ไหม นักการเมืองเป็นอิสระไหม หรือถูกครอบงำจากคนไม่กี่คน หลักคุณธรรม จริยธรรมถูกนำมาใช้ได้จริงไหมในระบบราชการ ระบบเศรษฐกิจเป็นระบบที่ยั่งยืนหรือประชาชนกินน้ำใต้ศอกจากกลุ่มทุนใหญ่ที่รัฐเกื้อหนุนจุนเจือ จนเกิดช่องว่างและความเหลื่อมล้ำที่ถ่างห่างยิ่งกว่าเดิมจนไทยกลายเป็นแชมป์โลก

กลไกสำคัญนอกเหนือจากนั้นก็คือ สิ่งที่เขียนเอาไว้ในบทเฉพาะกาลเพื่อวางแผนในการสืบทอดอำนาจ และการเขียนให้รัฐธรรมนูญแก้ไขได้ยาก

การเลือกตั้งแม้จะมีอำนาจรัฐและอำนาจเงินที่เหนือกว่าพรรคฝ่ายค้าน แต่ฝ่ายกุมอำนาจรัฐก็ไม่สามารถชนะด้วยเสียงที่เด็ดขาด แม้จะมีวิธีคิด ส.ส.บัญชีรายชื่อที่ขัดแย้งกับหลักความยุติธรรมเข้ามาช่วยเหลือ แต่ก็ยังเป็นรัฐบาลที่มีเสียงปริ่มน้ำ ยังไม่รู้เลยว่าเลือกตั้งซ่อมอีก 4 แห่งจะส่งผลอย่างไร แถมเลือกตั้งสมุทรปราการซึ่งเป็นใบเหลืองนั้นยังส่งผลให้มีการนับคะแนนเพื่อคำนวณบัญชีรายชื่อกันใหม่ด้วย

กลายเป็นว่าขณะนี้เกิดความขัดแย้งระหว่างเก่ากับใหม่ กระแสเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงของคนรุ่นใหม่ที่กำลังทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ จากการเดินเกมของพรรคอนาคตใหม่ที่กำลังโหมไฟให้ลุกแรง เพื่อโค่นล้มสังคมแบบเก่า กลับมีเสียงทำนองว่า รัฐบาลชุดนี้จะยังอยู่ได้ด้วยกลไกและแท็กติกทางกฎหมายบ้าง หรือการอ้างว่ามีการทาบทาม ส.ส.ฝ่ายค้านไว้แล้ว เมื่อจำเป็นต้องโหวตในบางเรื่อง

จนฟังคล้ายกับว่า การซื้อตัว ส.ส.ที่เรียกกันว่า “งูเห่า” นั้นเป็นความชอบธรรมในระบอบประชาธิปไตย โดยพูดกันว่า จะเป็นการลงมือโดยใช้อำนาจบารมีของรัฐมนตรีสีเทาที่อื้อฉาว

แม้บางคนจะอ้างว่า นี่คือระบอบประชาธิปไตยที่ถูกต้อง เหมือนระบอบนิติบัญญัติของสหรัฐฯ ที่พรรคการเมืองอาจไม่สนับสนุนรัฐบาลของพรรคตัวเองก็ได้เพราะฝ่ายนิติบัญญัติแยกออกจากฝ่ายบริหาร แต่ถามว่า การตัดสินใจของเขานั้นยึดโยงอยู่กับผลประโยชน์ของประชาชนของประเทศ หรือผลประโยชน์ของตัวเองแบบ “งูเห่า” ในการเมืองไทยที่เรากำลังอยากให้เป็น

แล้วผมกลับมองว่า ถ้าสิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นจริง รังแต่จะเร่งเร้าให้ความขัดแย้งรุนแรงขึ้น เพราะความไม่ชอบธรรมในหลักการของระบอบประชาธิปไตยแบบนั้น ไม่มีวันจะเป็นเรื่องที่ชอบธรรมไปได้

ความพยายามสร้างระบบอำนาจนิยมให้ย้อนยุคกลับมาในโลกที่หมุนเร็ว จากยุคจักรกลเป็นยุคดิจิทัลนั้น ไม่มีวันที่จะควบคุมประชาชนให้อยู่ในแถวได้ ถ้าเชื่อมั่นว่ามีอำนาจและกองทัพหนุนหลังจะรักษาอำนาจได้ก็คงเหมือนพวกที่นอนหลับอยู่ในยุค 2500 แล้วตื่นขึ้นมาโดยไม่รู้ว่าโลกยุคนี้เป็นอย่างไร ยังคงนึกว่าเขาใช้โทรเลขกันอยู่ ไม่รู้ว่า โลกวันนี้อำนาจสื่อสารมันอยู่ในมือของประชาชนทุกคน และส่งถึงกันทั่วโลกเพียงรัดนิ้วมือเดียว

ดังนั้นรัฐธรรมนูญที่เขียนไว้ให้ตัวเองได้เปรียบโดยอ้างประชามตินั้น ไม่มีวันที่จะรักษาอำนาจเอาไว้ได้จริงหรือจีรัง มีแต่จะเร่งความขัดแย้งความรุนแรงการแตกหักระหว่างคนต่างช่วงวัยให้เร็วขึ้น ถ้าไม่สร้างความเป็นธรรมเท่าเทียมอันเป็นเงื่อนไขของความขัดแย้งให้เกิดขึ้นในสังคม

แม้ผมจะเป็นคนหนึ่งที่มองว่า รัฐประหาร 2557 นั้นเป็นทางออกที่จำเป็นเพราะหยุดยั้งให้ประชาชนฆ่ากันเอง แต่ คสช.ที่เข้ามาใช้อำนาจ ไม่ได้สร้างกลไกอะไรขึ้นมาให้ได้ผลอย่างแท้จริงเพื่อแก้ไขเงื่อนไขของความขัดแย้งในสังคมไทยอย่างที่ผมคาดหวัง แต่กลับเขียนเงื่อนไขให้ตัวเองสืบทอดอำนาจต่อไปให้ยาวนาน ดังนั้นผลลัพธ์ที่จะตามมาก็คือความขัดแย้งที่ซุกอยู่ใต้พรมและกดไว้ด้วยปากกระบอกปืนในช่วง 5 ปีจะหวนกลับมาอีกอย่างแน่นอน

ยิ่งมีความพยายามกระชับอำนาจ สร้างกติกาและใช้แท็กติกทางการเมืองเพื่อรักษาอำนาจเอาไว้ก็ยิ่งจะเร่งรัดให้ความขัดแย้งขยับตัวเร็วขึ้น และขยายตัวเป็นวงกว้างมากขึ้น แต่สิ่งที่น่ากลัวก็คือ ประชาชนสองฝ่ายที่ถือหางสองฝั่งผลประโยชน์ทางการเมืองจะถูกใช้เป็นเครื่องมือให้ประหัตประหารกันเองเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในสังคมไทยหมดแล้ว เหมือนภาพประชาชนสองฝ่ายปะทะกันในฮ่องกงปัจจุบัน

เด็กอายุ 18 ปีวันนี้เกิดขึ้นในปีที่ทักษิณเป็นรัฐบาลสมัยแรกและคนหนุ่มสาวอายุ 25-26 ปี เพิ่งจะได้สัมผัสการเลือกตั้งครั้งแรก ไม่มีใครคิดบ้างไหมว่า พฤติกรรมของผู้มีอำนาจในยุคที่เขาเติบโตขึ้นมานี่แหละที่ทำให้เขาพร้อมจะเดินไปแนวทางของตัวเองที่มีคนรุ่นราวคราวเดียวกับเขาชักจูงให้เดินไป โดยไม่ได้ใส่ใจว่า จะส่งผลอย่างงไร แถมยังสงสัยว่าทำไมสังคมต้องขัดแย้งและขับไล่ระบอบทักษิณที่มาจากการชนะเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย

คิดไหมว่าทำไมเขาคิดว่าเขาต้องออกจากการเมืองแบบเก่าอำนาจรัฐแบบเก่า ชนิดที่ไม่สนใจว่าประเทศจะเปลี่ยนแปลงไปแบบพลิกฝ่ามือแบบละทิ้งจารีตรากเหง้าแบบเก่าที่เป็นไทยๆ และล้าหลังในสายตาของพวกเขาให้หมดไป

แล้วคิดหรือว่า เราจะเอาชนะคนรุ่นนี้ด้วยเสียงคำราม อำนาจที่เหนือกว่า แบบย้อนกลับประเทศไทยไปเมื่อ 50-60 ปีที่แล้ว ตื่นเสียทีเถอะอย่ามัวฝันร้ายว่าอำนาจจะจีรังอยู่ต่อไปเลย

ติดตามผู้เขียนได้ที่
https://www.facebook.com/surawich.verawan


กำลังโหลดความคิดเห็น...