xs
xsm
sm
md
lg

เศรษฐกิจปี 63 ถึงขั้นสาหัส

เผยแพร่:   โดย: สุนันท์ ศรีจันทรา


ในแวดวงพ่อค้าและนักธุรกิจ กำลังพูดกันมากถึงภาวะเศรษฐกิจปีหน้า และส่วนใหญ่ประเมินในทิศทางเดียวกันว่า ปี 2563 เศรษฐกิจจะซบเซาขนาดหนักจนถึงขั้นวิกฤต เพราะข้อมูลแทบทุกด้านกำลังบ่งชี้ถึงสถานการณ์ที่เลวร้ายลง

การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งล่าสุด เมื่อวันที่ 25 กันยายนที่ผ่านมา แม้ยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 1.5% ต่อปี แต่ได้ปรับลดประมาณการอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจหรือจีดีพีในปีนี้ลง จากเดิม 3.3% เหลือ 2.8%

ผลกระทบจากสงครามการค้า การส่งออกที่ลดลง การท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวช้า การบริโภคมีแนวโน้มชะลอตัว รายได้และการจ้างงานลดลง โดยเฉพาะภาคการผลิตเพื่อการส่งออก และยังมีแรงกดดันจากหนี้ภาคครัวเรือนระดับสูง ทำให้จีดีพีโตต่ำกว่าเป้าที่ตั้งไว้

เมื่อต้นปี มีการคาดการณ์ว่า จีดีพีปีนี้จะขยายตัว 4% แต่ปัจจุบันทุกสำนักวิจัยเศรษฐกิจหั่นประมาณการลงหมด และส่วนใหญ่คาดหมายว่า จีดีพีจะโตต่ำกว่า 3%

สิ่งที่ กนง.ติดตามคือ พฤติกรรมการก่อหนี้และความสามารถในการชำระหนี้ภาคครัวเรือนและเอสเอ็มอี รวมทั้งการก่อหนี้กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ หรือกลุ่มธุรกิจของบรรดาเจ้าสัวที่อาจประเมินความเสี่ยงต่ำกว่าที่ควร

ยอดส่งออก 8 เดือนแรกปีนี้ติดลบ 2.19% แต่กระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าว่า การส่งออกปีนี้จะเติบโตศูนย์เปอร์เซ็นต์ ขณะที่สำนักวิจัยเศรษฐกิจโดยทั่วไปคาดหมายว่า ยอดส่งออกจะติดลบ

การส่งออกที่ตกต่ำ ส่งผลกระทบต่อเนื่องจากธุรกิจการผลิตเพื่อการส่งออก โดยการเลิกจ้างพนักงานเริ่มปะทุขึ้น และเชื่อว่า จะไม่เกิดขึ้นเฉพาะธุรกิจส่งออกเท่านั้น แต่ธุรกิจโดยทั่วไปจะเกิดการเลิกจ้างพนักงานมากขึ้น จำนวนคนว่างงานจึงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

กำลังซื้อภายในประเทศที่หดตัว รายได้ของประชาชนที่มีแนวโน้มลดลง ทำให้ภาคการค้าและภาคบริการซบเซา กิจการต่างๆ ทยอยปิดตัว

ค่าเงินบาทที่แข็งขึ้นประมาณ 20% ในช่วง 3 ปี จนกลายเป็นประเทศที่ค่าเงินแข็งที่สุดอันดับต้นของโลก ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะการแข่งขันด้านการส่งออก เพราะสินค้าของไทยแพงขึ้น และยังส่งผลกระทบทางอ้อมต่อการท่องเที่ยว

เพราะนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาประเทศไทย จะมีต้นทุนค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น

ในด้านการลงทุนภาคเอกชน แทบจะหยุดนิ่ง เพราะคนที่คิดจะลงทุน มักได้รับคำแนะนำให้ชะลอไว้ก่อน และกำเงินสดไว้ให้แน่น เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจไม่เอื้อ กำลังซื้อตกต่ำสุดขีด การลงทุนทุกด้านเต็มไปด้วยความเสี่ยง

ตลาดหุ้นตกอยู่สภาพผันผวน ไร้ทิศทาง จนนักวิเคราะห์ต้องปรับลดประมาณการเป้าหมายดัชนีหุ้นปลายปีนี้ลงหลายรอบ โดยตัวเลขที่ประเมินกันไว้ล่าสุดอยู่ที่ประมาณ 1,700 จุด และคงจะต้องปรับลดประมาณการลงอีก เช่นเดียวกับผลกำไรสุทธิบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งต้นปีประเมินกันที่ 110 บาทต่อหุ้น แต่ปรับลดลงมาเหลือ 99 บาทต่อหุ้น

ปี 2561 นักลงทุนต่างชาติเทขายหุ้นตลอดทั้งปี มียอดขายสุทธิสะสมตลอดปีรวมกว่า 2.8 แสนล้านบาท แต่ปีนี้ยังไม่กลับมาลงทุน และทยอยขายหุ้นต่อจากปีก่อน โดยมียอดขายหุ้นสุทธิสะสมสิ้นสุดวันที่ 1 กันยายนที่ผ่านมา จำนวน6,715 ล้านบาท โดย 3 เดือนสุดท้ายปีนี้ ไม่มีสัญญาณว่า ต่างชาติจะขนเงินกลับตลาดหุ้น

สิ่งที่น่ากังวลอีกด้านคือ ปัญหาหนี้เสีย

หนี้ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ หนี้ภาคครัวเรือน หนี้ธุรกิจเอสเอ็มอี หรือแม้แต่หนี้ของกลุ่มเจ้าสัวล้วนน่ากลัวหมด

หนี้ภาคครัวเรือน เมื่อสิ้นไตรมาสแรกปีนี้มีจำนวนทั้งสิ้น 12.8 ล้านบาท หรือสัดส่วน 78.7% ของจีดีพีสูงติดอันดับที่ 11 ของโลก

หนี้ธุรกิจเอสเอ็มอีของธนาคารขนาดใหญ่หลายแห่ง มีสัดส่วนประมาณ 50%ยอดสินเชื่อทั้งหมดของแต่ละธนาคาร

หนี้ภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มีความเปราะบาง เพราะรายได้ผู้บริโภคลดลง กระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ แม้การปล่อยสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย สถาบันการเงินจะพิจารณากลั่นกรองความสามารถในการชำระหนี้อย่างรอบคอบแล้วก็ตาม และกำลังซื้อที่ตกต่ำ จะส่งผลกระทบต่อการขายโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์

ส่วนหนี้กลุ่มธุรกิจเจ้าสัว วงเงินกู้ของกลุ่มเจ้าสัวแทบจะเต็มเพดานแล้ว และสถาบันการเงินเริ่มระวังการปล่อยสินเชื่อธุรกิจกลุ่มเจ้าสัว โดยพิจารณาคำขอสินเชื่ออย่างเข้มงวดขึ้น จนต้องหันไปออกหุ้นกู้ระดมทุน และโยนความเสี่ยงไปให้ประชาชนผู้ลงทุนในหุ้นกู้

สถาบันการเงินทั้งระบบเคยมีประสบการณ์ความล่มสลาย จากวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 แล้ว จึงระวังตัว กลัวปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้หรือเอ็นพีแอล แต่เศรษฐกิจที่กำลังหัวทิ่มดิ่งลงเหวเต็มตัว สถาบันการเงินก็ตกอยู่ในความเสี่ยงเหมือนกัน

ราคาหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ในปีนี้มีสภาพเหี่ยวเฉา สะท้อนให้เห็นว่า นักลงทุนกังวลในผลประกอบการกลุ่มธนาคารเหมือนกัน

แนวโน้มเศรษฐกิจปีหน้า จีดีพีปีหน้าถูกคาดหมายภายใต้ความเกรงใจรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยทุกสำนักวิจัยทำนายว่า ภาพรวมเศรษฐกิจจะไม่ดีขึ้นกว่าปีนี้ จีดีพีจะโตใกล้เคียงกับปีนี้หรือต่ำกว่า

รัฐบาลกำลังทุ่มสุดตัว อัดฉีดเงินลงไปในระบบผ่านโครงการประชานิยมในรูปแบบต่างๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ปีหน้า รัฐบาลอาจต้องเตรียมสำรองเงินไว้ล่วงหน้า เพื่อรับมือวิกฤตเศรษฐกิจรอบใหม่

และเป็นวิกฤตเศรษฐกิจที่ใหญ่และร้ายแรงกว่าวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 เพราะการล่มสลายจะเกิดขึ้นทุกหย่อมหญ้า
กำลังโหลดความคิดเห็น...