ณ บ้านพระอาทิตย์
ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์
การเปิดศูนย์รับข้อมูลผู้ที่แอบใช้กัญชาใต้ดินของสถาบันแพทย์แผนบูรณาการและเวชศาสตร์ชะลอวัย ผ่าน กรุงเทพแพทย์แผนบูรณาการสหคลินิก สีลม ซอย 9 มาเป็นเวลา 5 เดือนแล้ว ได้ทำให้เห็นว่าหากเปิดใจกว้างในการยอมรับความจริงแล้วเก็บข้อมูลพร้อมกับการให้คำปรึกษากับประชาชนผู้ที่แอบใช้น้ำมันกัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์นั้น จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งไม่เพียงสำหรับผู้ป่วยเท่านั้น แต่ยังเป็นประโยชน์ในการรวบรวมองค์ความรู้เกี่ยวกับกัญชาในหลายมิติ เช่น ความคาดหวังของผู้ป่วย ประโยชน์และโทษในวิธีและปริมาณการใช้ ตลอดจนแนวทางแก้ไขจากอาการข้างเคียงในการใช้กัญชาอีกด้วย
สิ่งที่ทำให้กัญชามีความแตกต่างจากสมุนไพรทั่วไปก็คือ
1.ในร่างกายมนุษย์มีการสังเคราะห์สารในกลุ่มแคนนาบินอยด์ได้เองอยู่แล้วเรียกว่า “เอนโดแคนนาบินอยด์”(Endocannabinoid) เพียงแต่เมื่ออายุมากขึ้น มนุษย์เรากลับสังเคราะห์ได้น้อยลง และทำให้เอนโดแคนนบินอยด์ลดลงหรือพร่องไปทำให้เกิดความผิดปกติของการทำงานในร่างกาย
และ 2. ในร่างกายมนุษย์มีต่อมรับหรือตัวรับสารแคนนาบินอยด์ในกัญชา ที่เรียกว่า “รีเซพเตอร์” (Receptor) คือ CB1 และ CB2 ซึ่งมีผลต่อการทำงานในหลายอวัยวะของร่างกายที่แตกต่างกัน
โดยปัจจุบันได้เป็นที่ยอมรับและนิยมกันมากขึ้นในการนำกัญชามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์คือโรคที่เกี่ยวกับความผิดปกติของสมองและระบบประสาท โรคที่เกี่ยวกับอาการเกร็ง และการลดผลข้างเคียงจากการรักษามะเร็งด้วยการแพทย์แผนปัจจุบัน อาการที่ผู้ป่วยนำมาใช้ได้แก่ โรคลมชัก โรคพาร์กินสัน โรคปลอกประสาทเสื่อม MS (Multiple Sclerosis) โรคนอนไม่หลับ ช่วยทำให้เจริญอาหาร ช่วยลดอาการปวดบางชนิด ฯลฯ
อย่างไรก็ตาม มีความคาดหวังจากประชาชนไปมากกว่านั้นว่ากัญชาอาจมีส่วนช่วยในการรักษาโรคมะเร็งได้ ซึ่งแม้ว่าในปัจจุบันหมอแผนปัจจุบันโดยส่วนใหญ่ รวมถึงครูภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยโดยส่วนใหญ่ก็มีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า “กัญชาเพียงอย่างเดียวไม่สามารถจะรักษาโรคมะเร็ง” ได้ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าข้อมูลและงานวิจัยทางเภสัชศาสตร์ยุคใหม่รวมถึงกรณีศึกษาที่มีเพิ่มมากขึ้นว่ากัญชาอาจมีส่วน “ช่วย” ในการ “ยับยั้งมะเร็ง” ในมนุษย์ได้ด้วยการ “บูรณาการ” กับวิธีการรักษาอย่างอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพบว่ามีบริษัทยาต่างชาติได้จดสิทธิบัตรสารสกัดกัญชาในการ “ยับยั้ง” หรือถึงขั้น “รักษา” โรคมะเร็งหลายชนิดร่วมกับตัวอย่างอื่น
อย่างไรก็ตามสมุนไพรทุกชนิดในโลกใบนี้ ไม่ได้มีเพียงประโยชน์แต่เพียงอย่างเดียว แต่ก็ยังมีโทษได้ด้วยหากใช้อย่างไม่ถูกต้องหรือไม่เหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากนำมาสกัดเข้มข้นหรือสารสำคัญที่สกัดมาเชิงเดี่ยวที่คาดหวังประสิทธิภาพในฤทธิ์ของสรรพคุณทางยามากขึ้น ก็ยิ่งต้องมีความระมัดระวังในการใช้กัญชามากขึ้นไปด้วยเป็นเงาตามตัว สิ่งที่คนในยุคนี้เรียกผลเสียที่ว่านั้นก็คือ “ผลข้างเคียง” จากการใช้สารสกัดกัญชา ดังเช่น อาการเมาและหลอนจากการออกฤทธิ์จิตประสาท ความดันโลหิตตก น้ำตาลตก หัวใจเต้นผิดปกติ ทำให้การเคลื่อนตัวของระบบทางเดินอาหารช้าลง ฯลฯ
ในอีกด้านหนึ่งก็คือ “การแพทย์แผนไทย” ซึ่งมีการบันทึกเป็นประสบการณ์ในการใช้กัญชาอยู่ในตำรับยาหลายขนาน โดย “สรรพคุณเภสัชของสมุนไพรกัญชา” นั้นได้ถูก “บันทึกเอาไว้เป็นการเฉพาะครั้งแรก” ของประวัติการแพทย์แผนไทย ก็คือพระคัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ ปรากฏอยู่ในตำราเวชศาสตร์ฉบับหลวง รัชกาลที่ 5 เมื่อประมาณ 149 ปีที่แล้ว โดยพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นภูบดีราชหฤทัย หรือ พระองค์เจ้าชายอัมฤตย์ จางวางกรมแพทย์พระราชโอรส ในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ทรงรวบรวมแล้วให้บันทึกเอาไว้ว่า
“กันชา แก้ไขผอมเหลืองหากำลังมิได้ ให้ตัวสั่นเสียงสั่น เปนด้วยวาโยธาตุกำเริบ แก้นอนมิหลับ”
ในการแพทย์แผนไทยนั้นได้พิเคราะห์สมุนไพรผ่าน “รสยา” แต่ละส่วนของสมุนไพรชนิดนั้นมีรสอย่างไร อันได้แก่ ใบ เมล็ด ดอก ก้าน(ลำต้น) ราก และรสยาของส่วนของสมุนไพรนั้นคือธาตุชนิดใดบ้าง อันได้แก่ ดิน น้ำ ลม ไฟ เพื่อนำมาใช้กับผู้ป่วยเฉพาะรายที่มีลักษณะธาตุรูปคือ ดิน น้ำ ลม ไฟ ของผู้ป่วยเฉพาะรายที่ไม่เหมือนกัน โดยแต่ละธาตุนั้นมีลักษณะ “กำเริบ หย่อน พิการ” ดำเนินไปอย่างไร จึงนำมาใช้สมุนไพรปรุงเป็นตำรับตามวัตถุประสงค์นั้น
ด้วยเหตุผลนี้ในการแพทย์แผนไทย ได้มีการเรียนการสอนให้เข้าใจเรื่อง “รสยา” อย่างถ่องแท้ เพราะนอกจากรสยาจะมี “สรรพคุณ” แล้ว “รสยา” ยังมีสิ่งที่เรียกว่า “แสลง” กับอาการใดด้วย หมายถึงว่าทุกรสยามีทั้งประโยชน์และโทษ ขึ้นอยู่กับว่าจะเหมาะที่จะใช้กับใครและไม่ใช้กับใครในจังหวะเวลาใด
เมื่อสมุนไพรหนึ่งตัวมีทั้งคุณประโยชน์และโทษไม่เหมือนกัน ยาแผนไทยจึงต้องปรุงเป็นตำรับยาหรือมีเครื่องยาเป็นสมุนไพรหลายชนิดเพื่อลดผลเสียของยาสมุนไพรตัวหลัก เมื่อเป็นเช่นนั้นรสอาหารที่กินก็จะมีความสัมพันธ์กับรสยาด้วย ดังนั้นถ้ากินอาหารไม่ถูกต้องรสยาก็ต้องมีผลกระทบไปด้วย
กัญชาจึงไม่สามารถแก้ไขปัญหาสุขภาพได้ทุกเรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากปัญหานั้นมีสาเหตุจากปัจจัยอื่น เช่น การได้รับสารพิษจากอาหารและมลภาวะ ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ ท้องผูก ขาดการออกกำลังกาย หรือกินอาหารไม่ถูกต้อง หรือปัญหาพังพืดของกล้ามเนื้อ ปัญหาเหล่านี้หากใช้กัญชาเพียงอย่างเดียวอาจจะหยุดปลายอาการหรือลดการอักเสบชั่วคราว ไม่สามารถจะแก้ปัญหาที่ต้นเหตุได้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบันที่ใครๆ ก็หาซื้อ “น้ำมันกัญชา” ใต้ดินได้ เหลือเพียงแต่ว่าประชาชนเหล่านั้นจะโชคดีหรือโชคร้ายที่จะได้น้ำมันกัญชาด้วยคุณภาพและราคาเท่าไหร่ และใช้เหมาะกับแต่ละคนจริงหรือไม่ ยิ่งทำให้การเร่งให้ความรู้กับประชาชนอย่างถูกต้องย่อมมีความสำคัญมากขึ้น
จากเหตุผลดังกล่าวข้างต้น สถาบันแพทย์แผนบูรณาการและเวชศาสตร์ชะลอวัย มหาวิทยาลัยรังสิต จึงได้เปิดสอนวิชาที่เกี่ยวกับกัญชาผ่านหลักสูตรที่ต้องมีการบูรณาการสุขภาพองค์รวมหลายศาสตร์ เพื่อให้ประชาชนได้ข้อมูลทางด้านสุขภาพอย่างรอบด้านมากที่สุด โดยได้จัด 2 หลักสูตรสุขภาพ คือ หลักสูตร วิถีชีวาเวชศาสตร์ (Lifestyle Medicine)รุ่นที่ 4 และหลักสูตร การประกอบอาหารเพื่อสุขภาพและชะลอวัยระดับยีน (Culinary Course for Anti Aging and Genomic Diet) รุ่นที่ 3
สำหรับวิชาที่จะสอนในหลักสูตร “วิถีชีวาเวชศาสตร์ รุ่นที่ 4” ได้แก่ วิชาโภชนาการบำบัดจากงานวิจัย สมุนไพรประจำบ้านเบื้องต้น การทำผลิตภัณฑ์สมุนไพร การกดจุดแก้อาการเบื้องต้น การนวดปรับสมดุลในครอบครัว พื้นฐานการจับชีพจรและพื้นฐานการฝังเข็มของการแพทย์แผนจีน การประยุกต์การแพทย์แผนไทยในชีวิตประจำวัน การบริหารระบบภูมิคุ้มกัน การบูรณาการอดอาหารและการล้างพิษ การสืบค้นและอ่านข้อมูลงานวิจัยด้านสุขภาพ การออกกำลังกายเพื่อลดการปวดกล้ามเนื้อและเส้นประสาท ธรรมานามัย การแพทย์ทางเลือก ฯลฯ
โดยเฉพาะในหลักสูตร “วิถีชีวาเวชศาสตร์ รุ่นที่ 4” นี้ได้มีการเปิดวิชาพิเศษคือ วิชาพื้นฐาน “กัญชาเวชศาสตร์สำหรับประชาชน” และ วิชา “ตำรับยาไทยที่มีกัญชาเป็นส่วนประกอบ” ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์กับผู้เรียนในการบูรณาการกัญชากับศาสตร์อื่นในหลักสูตรนี้ได้อย่างรอบด้าน
สำหรับหลักสูตร “วิถีชีวาเวชศาสตร์ รุ่นที่ 4” จะเริ่มเรียนในวันเสาร์ที่ 28 กันยายน 2562 และจะเรียนทุกวันเสาร์และอาทิตย์ใน 2 สัปดาห์แรก หลังจากนั้นจะเริ่มเรียนเฉพาะทุกวันอาทิตย์ ตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 20 ตุลาคม 2562 ถึงวันอาทิตย์ที่ 1 ธันวาคม 2562
ส่วนอีกหลักสูตรหนึ่งที่สำคัญอย่างยิ่งก็คือ หลักสูตร “การประกอบอาหารเพื่อสุขภาพและชะลอวัยระดับยีน รุ่นที่ 3” (Culinary Course for Healthy and Anti Aging Genomic Diet) เพื่อเรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีในการสืบค้นข้อมูลทางโภชนาการและงานวิจัยของวัตถุดิบทุกชิ้น เพื่อเป้าหมายในการคิดเมนูอาหารเพื่อสุขภาพและชะลอวัยในระดับยีนจากงานวิจัย ควบคู่กับการบูรณาการและการประยุกต์ใช้ 9 รสยาไทยเพื่อช่วยป้องกันและบำบัดโรคเรื้อรังหลายชนิด เช่น โรคเบาหวาน โรคอ้วน โรคไขมันแทรกตับ โรคความดันโลหิต ท้องผูก โรคนอนไม่หลับ โรคมะเร็ง ฯลฯ
และหมายความว่าผู้เรียนในหลักสูตร “การประกอบอาหารเพื่อสุขภาพและชะลอวัยระดับยีน รุ่นที่ 3” (Culinary Course for Healthy and Anti Aging Genomic Diet) จะได้รับการสอนการอ่านผลแล็บพื้นฐานของผู้ป่วย และความสัมพันธ์กับโภชนาการและสมุนไพรเพื่อปรับผลการตรวจนั้น
สำหรับการลงมือปฏิบัติการประกอบอาหารเพื่อสุขภาพและชะลอวัยระดับยีนนั้นจะต้องทำอาหารสุขภาพที่ต้องอาศัยข้อมูลทางวิทยาศาสตร์จากงานวิจัย มาบูรณาการร่วมกับการใช้ศิลปะเพื่อการปรุงอาหารให้มีรสชาติอร่อย ด้วยการจัดองค์ประกอบการนำเสนอการจัดจานสวยงาม ภายใต้ข้อจำกัดที่ต้องใช้วัตถุดิบเพื่อสุขภาพเท่านั้น เช่น กลุ่มอาหารมังสวิรัติแบบบริสุทธิ์(ไร้เนื้อ นม และไข่) กลุ่มไขมันชนิดดีสูง กลุ่มไฟเบอร์สูง กลุ่มไร้น้ำตาลและแป้งดัชนีน้ำตาลต่ำที่สุด กลุ่มสารต้านอนุมูลอิสระสูงที่สุดระดับโลก กลุ่มอาหารพรีไบโอติกเพื่อเพิ่มจำนวนแบคทีเรียชนิดดีในลำไส้เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน ฯลฯ ซึ่งภายใต้เงื่อนไขและข้อจำกัดข้างต้นก็นับว่าเป็นเรื่องยากยิ่งที่จะสร้างสรรค์ให้เป็นเมนูอาหารที่อร่อยและสวยงามได้หากไม่ได้เรียนหลักสูตรดังกล่าวนี้
และหลักสูตร “การประกอบอาหารเพื่อสุขภาพและชะลอวัยระดับยีน รุ่นที่ 3” (Culinary Course for Healthy and Anti Aging Genomic Diet)
แต่ที่พลาดไม่ได้ในหลักสูตรนี้ก็คือหลักคิดค้น “เมนูอาหาร เพื่อแก้อาการผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นจากการใช้กัญชา” !!!!
หลักสูตร “การประกอบอาหารเพื่อสุขภาพและชะลอวัยระดับยีน รุ่นที่ 3” (Culinary Course for Healthy and Anti Aging Genomic Diet) จึงเปรียบเสมือนการทำให้คนธรรมดาเป็น “หมออาหาร” เพื่อทำให้อาหารที่ดีต่อสุขภาพนั้น อร่อย และสวยงาม โดยไม่ใช่การจำสูตรตำรับอาหารที่สอน เพราะรสอาหารและวัตถุดิบตลอดการปรุงอาหารจะเป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์ในการดูแลสุขภาพของผู้ป่วยแต่ละบุคคลซึ่งไม่เหมือนกัน
ดังนั้นผู้เรียนจึงจะได้เรียนรู้ “วิธีการเรียนรู้” เพราะการจำเมนูที่อาจารย์สอนจะทำได้เฉพาะเมนูที่สอน แต่การเรียนรู้วิธีการเรียนรู้จะทำให้เกิดการพัฒนาเมนูใหม่ๆ ได้ต่อไป
ผู้เรียนยังจะได้เรียนรู้ “วิธีคิด” เพื่อทำให้เกิด “ความเข้าใจ” เพราะกลไกการคิด การค้นหาข้อมูลและงานวิจัย ตลอดจนการเปิดมุมมองใหม่ภายใต้อาหารที่มีข้อจำกัดรอบด้านเพื่อสุขภาพควบคู่ไปกับการใช้ศิลปะการปรุงอาหารให้อร่อยและจัดแต่งจานให้สวยงาม เพื่อชะลอวัยหรือเพื่อผู้ป่วย พื้นฐานเหล่านี้จะทำให้ผู้เรียนสามารถที่จะคิดเมนูอาหารตามสถานการณ์ของผู้ป่วยแต่ละคนที่ไม่เหมือนกันได้
ผู้เรียนจะได้มีการพัฒนาผ่านการสอบทั้งภาคทฤษฎีด้วยเอกสารและการเล่าเรื่องราว และการสอบภาคปฏิบัติที่จะต้องมีการคิดเอง จัดหาวัตถุดิบเอง และปรุงอาหารเองในเมนูสร้างสรรค์ใหม่ 3 ครั้งในเวลา 3 เดือน โดยคณะกรรมการสอบที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิหลากหลายอาชีพทั้งในด้านสุขภาพและอาหาร รวมถึงคำแนะนำจากเชฟมืออาชีพในระดับแถวหน้าของประเทศไทยที่จะให้คำแนะนำในการสอบภาคปฏิบัติเพื่อพัฒนาผู้เรียนให้ก้าวหน้าขึ้นอย่างก้าวกระโดดในเวลาอันจำกัด
สำหรับหลักสูตร“การประกอบอาหารเพื่อสุขภาพและชะลอวัยระดับยีน รุ่นที่ 3” จะเริ่มเรียนปรับฐานภาคทฤษฎี 2 วัน คือ วันเสาร์ที่ 5 ตุลาคม 2562 และวันอาทิตย์ที่ 6 ตุลาคม 2562 ร่วมกับหลักสูตรวิถีชีวาเวชศาสตร์ 2 วิชา หลังจากนั้นจะเรียนทุกวันเสาร์ในภาคทฤษฎีและลงมือปฏิบัติประกอบอาหารจริงทุกวันเสาร์ โดยเริ่มจากวันเสาร์ที่ 12 ตุลาคม 2562 เป็นต้นไป โดยจะเรียน 2 เสาร์ และสอบ 1 เสาร์ ไปจนถึงวันเสาร์ที่ 21 ธันวาคม 2562
หลักสูตร “วิถีชีวาเวชศาสตร์ รุ่นที่ 4” จึงมีลักษณะรู้รอบในหลายศาสตร์ให้กว้างขึ้น เพื่อที่จะสามารถนำมาประยุกต์นำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้มากขึ้น แต่หากถึงเวลาต้องไปหาแพทย์ก็จะมีทางเลือกของแพทย์และวิธีการรักษาได้มากขึ้นกับการรักษาแผนหลักของแพทย์แผนปัจจุบันแต่เพียงอย่างเดียว แต่หลักสูตร “การประกอบอาหารเพื่อสุขภาพและชะลอวัยระดับยีน รุ่นที่ 3” มีลักษณะที่ลงลึกในรายละเอียดในเรื่องอาหารภาคปฏิบัติการมากกว่า ซึ่งไม่สามารถจะหาเรียนหลักสูตรการบูรณาการองค์ความรู้ในระยะเวลาอันสั้นได้เช่นนี้
และเนื่องจากการจัดทั้ง 2 หลักสูตรข้างต้น ได้จัดเวลาสำหรับคนที่สนใจเรียนควบทั้ง 2 หลักสูตรพร้อมกัน โดยหลักสูตร “วิถีชีวาเวชศาสตร์ รุ่นที่ 4” จะรับสมัคร 50 คน ส่วนหลักสูตร “การประกอบอาหารเพื่อสุขภาพและชะลอวัยระดับยีน รุ่นที่ 3”จะรับสมัครจำกัดเพียง 20 คนเท่านั้น ทั้ง 2 หลักสูตร ไม่จำกัดอายุและวุฒิการศึกษา เมื่อจบหลักสูตรตามเงื่อนไขที่กำหนดแล้ว จะได้รับประกาศนียบัตรจากสถาบันแพทย์แผนบูรณาการและเวชศาสตร์ชะลอวัย มหาวิทยาลัยรังสิต
ทั้ง 2 หลักสูตรนี้ ไม่เพียงจะเป็นประโยชน์เฉพาะประชาชนทั่วไปที่จะเรียนรู้ในการดูแลสุขภาพของตัวเองและคนในครอบครัวเท่านั้น แต่ยังเหมาะสำหรับผู้ประกอบวิชาชีพในสายวิทยาศาสตร์สุขภาพที่จะสามารถประยุกต์การบูรณาการองค์ความรู้ทางด้านสุขภาพจากหลายศาสตร์ อีกทั้งยังเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่ต้องการต่อยอดในการเป็นที่ปรึกษาด้านสุขภาพองค์รวม เป็นผู้บริหาร หรือเป็นผู้ประกอบการธุรกิจสุขภาพหรือเวลเนสต่อไปด้วย
ทั้ง 2 หลักสูตรเปิดรับสมัครแล้ว ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันศุกร์ที่ 27 กันยายน 2562 แต่หากมีผู้สมัครเรียนเต็มก่อนสถาบันแพทย์แผนบูรณาการและเวชศาสตร์ชะลอวัย มหาวิทยาลัยรังสิตจะขอสงวนสิทธิ์ที่จะปิดรับสมัครก่อนวันที่ 27 กันยายน 2562 จึงควรรีบสมัครด่วนก่อนเต็ม สนใจติดต่อได้ที่สถาบันแพทย์แผนบูรณาการและเวชศาสตร์ชะลอวัย มหาวิทยาลัยรังสิต หมายเลขโทรศัพท์ 061-950-6666
ด้วยความปรารถนาดี
ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์
คณบดีสถาบันแพทย์แผนบูรณาการและเวชศาสตร์ชะลอวัย มหาวิทยาลัยรังสิต


