xs
xsm
sm
md
lg

ความลับของ “กัญชา” กับผลกระทบต่อ “ฮอร์โมนเพศชาย” และ “ต่อมลูกหมาก”/ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ณ บ้านพระอาทิตย์
ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์

วารสารทางด้านเวชศาสตร์เพศสัมพันธ์ที่มีชื่อว่า The Journal of Sexual Medicine เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ได้รายงานการวิจัยของมหาวิทยาลัยมิสซิปซิปปี้ ประเทศสหรัฐอเมริกา สำรวจประชากรผู้ชายที่เป็นผู้ใหญ่จำนวน 1,790 คน อายุระหว่าง 20 -85 ปี อายุเฉลี่ย 45.5 ปี ปรากฏว่ามีคนที่เสื่อมสมรรถภาพทางเพศจำนวน 557 คน มีการติดตามผลต่อเนื่อง 93 เดือน โดยในช่วงระหว่างงานวิจัยสำรวจนี้ พบว่ามีผู้ป่วยจำนวน 244 คน โดยภายหลังจากที่มีการปรับค่าตัวแปรแล้ว พบว่าผู้ชายที่มีภาวะเสื่อมสมรรถภาพทางเพศจะเพิ่มความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตก่อนวัยอันควรเพิ่มขึ้น 70 เปอร์เซ็นต์ [1]

งานวิจัยข้างต้นยังสอดคล้องกับมรณญาณสูตรที่อยู่ในคัมภีร์ฉันทศาสตร์ ของการแพทย์แผนไทยนั้น ได้ระบุสภาวะการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศคือสัญญาณอย่างหนึ่งที่เพิ่มความเสี่ยงในการเสียชีวิต ดังคำกล่าวในมรณญาณสูตรที่ระบุเอาไว้ว่า “สำคัญวันแลเวลา ผู้ใดจะมรณานิมิตแจ้งประจักษ์ใจ” โดยปรากฏข้อความตอนหนึ่งว่า

“อนึ่งลิงค์บุรุษใด ให้แรงราคบเหือดหาย เจ็ดเดือนไม่เคลื่อนคลาย จะวายชีพชีวา อนึ่งลึงค์บุรุษใด อนึ่งกายไม่ราคะตัณหา ผู้นั้นจะมรณา กำหนดในสิบเจ็ดปี” [2]

รายงานจากวารสารงานวิจัยที่ชื่อ F1000 Research ได้มีการเผยแพร่เมื่อเดือนมีนาคม 2562 พบว่า การเสื่อมสมรรถภาพทางเพศของเพศชายนั้นสอดคล้องกับระดับของฮอร์โมนเพศชายที่ชื่อ “เทสโทสเตอโรน” (Testosterone) ลดต่ำลง ส่วนปัจจัยในเรื่องการบำบัดโดยทั่วไปคือการลดความเสี่ยงเรื่องหลอดเลือดหัวใจ และการบำบัดด้วยการให้ฮอร์โมนบำบัด อย่างไรก็ตามปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการบำบัดขึ้นอยู่กับ “ความอ้วน” และ “อายุ” ของผู้ป่วยด้วย [3]

นอกจากนั้นยังมีงานวิจัยที่แสดงให้เห็นถึงเรื่องความสัมพันธ์ระหว่าง “สมรรถภาพทางเพศ” กับ “ขนาดของต่อมลูกหมาก” ที่อาจมีความสัมพันธ์บางประการต่อกัน

โดยจากวารสารบุรุษเวชศาสตร์เอเชียชื่อ Asian Journal of Andrology เมื่อปี พ.ศ. 2557 ได้รายงานผลงานวิจัยพบว่า “โรคอ้วน” เพิ่มความเสี่ยงต่อมลูกหมากโต 34 เปอร์เซ็นต์ “โรคเบาหวานชนิดที่ 2” เพิ่มความเสี่ยงต่อมลูกหมากโต 48.9 เปอร์เซ็นต์ การเพิ่มขึ้นของ “แอลดีแอล(LDL)” ที่คนส่วนใหญ่เรียกว่าไขมันตัวเลวสูงกว่า 100 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรเพิ่มความเสี่ยงต่อมลูกหมาก 35.4 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนั้นทุกๆ ความดันโลหิตสูง เพิ่มขึ้น 1 มิลลิเมตรปรอท ก็สามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อมลูกหมากโตขึ้นได้ ในขณะเดียวกัน ภาวะต่อมลูกหมากโต ก็ยังมีความสัมพันธ์เพิ่มความเสี่ยงภาวะเสื่อมสมรรถภาพทางเพศจากความผิดปกติของหลอดเลือดแดง รวมถึงภาวะต่อมลูกหมากโตยังอาจเพิ่มความเสี่ยงในเพศชายในเรื่องภาวะหลอดเลือดดำอัณฑะขอด การหลั่งอสุจิเมื่อมีกิจกรรมทางเพศเร็วเกินไปด้วย [4]

นอกจากนั้นแล้ว ยังมีอีกหลายปัจจัยที่ทำให้ผู้ชายมีภาวะเสื่อมสมรรถทางเพศ เช่น ปัญหาทางอารมณ์และจิตใจ ผลกระทบต่อสมองและระบบประสาทที่มีต่อสมรรถภาพทางเพศ ยาบางชนิด เช่น ยาลดความดันโลหิต ยาบำบัดอาการซึมเศร้า ยาระงับประสาท รวมถึงการเจ็บป่วยเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ ตับ ปอด ไต โรคมะเร็ง ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีปัญหาความอ่อนล้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาการอักเสบของหลอดเลือด หลอดเลือดตีบ หรือหลอดเลือดแข็งตัว และปัญหาฮอร์โมนเพศชายที่เรียกว่าเทสโทสเตอโรนลดลง

ปัจจัยหนึ่งระดับของฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนในเพศชายดังที่ปรากฏตามงานวิจัยข้างต้นก็คือ “สุขภาพของหลอดเลือด” หากระบบไหลเวียนเลือดไม่ดี ก็อาจจะส่งผลต่อสมรรถภาพทางเพศด้วย โดยหลักฐานจากวารสารทางด้านบุรุษเวชศาสตร์เอเชียชื่อว่า Asian Journal of Andrology เมื่อปี พ.ศ. 2551 พบว่า ทั้งชายที่มีปัญหาหลอดเลือดหัวใจหรือไม่มีปัญหาหลอดเลือดหัวใจหากไลโปโปรตีนหนาแน่นสูง หรือ เอชดีแอล (HDL) หรือที่มักเรียกขานกันว่าเป็นไขมันตัวดีสูงขึ้น ซึ่งเป็นสัญญาณของคุณภาพหลอดเลือดที่ดีขึ้น มีความสัมพันธ์กับระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนสูงขึ้นด้วย [5]

ส่วนอีกปัจจัยหนึ่งที่หลายคนวิตกกังวลมากว่า “ความเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ” กับ “ต่อมลูกหมากโต” ก็คือ “โรคมะเร็งต่อมลูกหมาก” !!!

มีเรื่องที่น่าสนใจในประเด็นนี้ก็คือ “ความถี่ในการหลั่งอสุจิ” ก็อาจจะช่วย “ลดความเสี่ยงมะเร็งต่อมลูกหมาก” โดยงานวิจัยจากวารสารของยุโรปที่เกี่ยวกับทางเดินปัสสาวะชื่อ European Urology เมื่อปี พ.ศ. 2559 โดยดูความสัมพันธ์ของกลุ่มผู้ป่วยที่ตรวจพบมะเร็งต่อมลูกหมากจำนวน 3,839 คน โดยพบว่ากลุ่มประชากรชายที่มีอายุระหว่าง 20-29 ปี ซึ่งมีความถี่ในการหลั่งอสุจิมากกว่า 21 ครั้งต่อเดือน มีความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากน้อยกว่ากลุ่มที่หลั่งอสุจิ 4-7 ครั้งต่อเดือนประมาณ 19 เปอร์เซ็นต์ และสำหรับประชากรชายซึ่งมีอายุระหว่าง 40-49 ปีจะมีผลในการลดความเสี่ยงต่อมะเร็งต่อมลูกหมากประมาณ 22 เปอร์เซ็นต์ [6]

แต่งานวิจัยข้างต้นก็ยังมีข้อสังเกต ซึ่งทำให้เกิดคำถามชวนคิดต่อมาว่าการลดความเสี่ยงของมะเร็งต่อมลูกหมากตามงานวิจัยข้างต้นนั้น แท้ที่จริงแล้วเกิดจากการหลั่งอสุจิถึง 21 ครั้งต่อเดือน หรือความจริงแล้วเป็นผลจากการออกกำลังกายผ่านการมีกิจกรรมทางเพศถึง 21 ครั้งต่อเดือนแล้วมีผลทำให้หลอดเลือดดีขึ้นกันแน่?

และหากเกิดจากผลของการหลั่งอสุจิจริงๆ ก็จะทำให้เกิดคำถามตามต่อมาว่าผู้ที่เป็นพระสงฆ์ นักบวชซึ่งต้องถือศีลและไม่มีเพศสัมพันธ์จะมีความเสี่ยงต่อการเป็นต่อมลูกหมากโต หรือ มะเร็งต่อมลูกหมากหรือไม่?

เรื่องดังกล่าวนี้ปรากฏอยู่ในตำราของการแพทย์แผนไทยที่มีชื่อว่า แพทย์ศาสตร์สงเคราะห์ ซึ่งจัดทำขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๕ ได้รวบรวม พระคัมภีร์มุจฉาปักขันทิกา ซึ่งเป็นตำราที่ว่าด้วยอาการและยาสมุนไพรของโรคบุรุษและโรคสตรีโดยเฉพาะ ซึ่งได้กล่าวถึงผู้ที่มีลักษณะผู้ถือศีลไม่ได้มีเพศสัมพันธ์เอาไว้ว่า

“ประการหนึ่ง คือ บุรุษบริสุทธิมิได้มักมากด้วยกิเลศ คือ พระภิกษุแลฆราวาศเป็นพหูสูตรก็ดี โรคอันนี้เกิดแก่บุทคลจำพวกใดจำพวกหนึ่งก็ดี เกิดเพราะกาฬมูตร (โรคที่เกิดจากขัดปัสสาวะ ปัสสาวะไม่ออก จึงเน่าเสียอยู่ภายใน) อนึ่งโรคอันเกิดด้วยไกษยกล่อน เกิดอยู่ในลำสายสะดือมักขัดลงมาถึงหัวเหน่า เดิมทีให้ขัดทางปัสสาวะ คือกล่อนลงฝักมักไม่ลงมาทางฝัก ลงมาทางองคชาตให้องคชาตปวดแสบ ให้ปัสสาวะไหลหยดๆออกมา ครั้นกินยาหายไปแล้วก็กลับเปนมาเล่า เปนหลายครั้งหลายหนก็เปนต่างๆ ถ้าผู้ใดเปนดังนี้ท่านเรียกว่าโรคสำหรับบุรุษ...” [7]

แม้ว่าในตำราแพทย์ศาสตร์สงเคราะห์ในสมัยรัชกาลที่ 5 จะไม่ได้ระบุในเรื่องตำรับยาแก้ “กาฬมูตร” สำหรับบุรุษบริสุทธิ์เอาไว้โดยเฉพาะ แต่ในศิลาจารึกวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) สมัยรัชกาลที่ ๓ ได้มีการจารึกลงในแผ่นศิลาประดับไว้ ณ เสา ศาลาวิมังสา ว่าด้วยเรื่องอุปทมคำรบ 3 ถึงตำรับยาแก้เอาไว้ว่า

“ถ้าจะแก้เอา ขมิ้นอ้อย ไพล สิ่งละ ๖ ส่วน ยาข้าวเย็น ๑๐ ส่วน รากหญ้านาง ๒๐ ส่วน ต้มตามวิธีให้กินแก้โรคสำหรับบุรุษอันบังเกิดแก่บุคคลอันบริสุทธิ์ และชำระบุพโพปัสสาวะแก้ปวดถ่วงดึงในหน้าเหน่านั้นหายดีนัก ฯ

ขนานหนึ่ง เอารากขนุนสำมะสอ เทียนดำ เทียนขาว สิ่งละส่วน ตรีกฏุก สิ่งละ ๒ ส่วน กระดูกงูเหลือม ๔ ส่วน เขม่าเหล็ก ๘ ส่วน ยาข้าวเย็นใต้ ขันทองพยาบาท รากพุงดอ หนอนตายอยาก รากพุงแก แก่นขี้เหล็ก มาศเหลือง โรกทั้งสอง รากก้างปลาทั้งสอง สิ่งละ ๑๐ ส่วน ต้มตามวิธีให้กินแก้โรคสำหรับบุรุษบังเกิดแก่บุคคลอันบริสุทธิ์นั้น เป็นยาตัดรากมิให้กลายไปได้นั้นดีนัก ฯ

ขนานหนึ่ง เอา ไพล ขมิ้นอ้อย พันธุ์ผักกาด มะกรูด ส้มซ่า แป้งหล้า บดห่อผ้าประคบหน้าเหน่าแก้ขัดปัสสาวะนั้นหายดีวิเศษนัก ฯ” [8]

แต่วิธีที่อาจจะช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมากของคนทั่วไป โดยเฉพาะกลุ่มบุรุษผู้บริสุทธิ์ หรือบุรุษที่ไม่มีกิจกรรมทางเพศเพราะอายุมากแล้ว ก็คือ “กินอาหารที่เป็นมังสวิรัติ” โดยการกินอาหารที่เป็นพืชเป็นหลัก โดยเฉพาะผักสด จะช่วยลดความเสี่ยงมะเร็งต่อมลูกหมากได้อย่างมีนัยสำคัญ และน่าจะมีประสิทธิภาพกว่าเรื่องการมีเพศสัมพันธ์เพื่อลดความเสี่ยงด้วย โดยวารสารการป้องกันมะเร็งแห่งเอเชียแปซิฟิก Asian Pacific Journal of Cancer Prevention ได้เผยแพร่งานวิจัยเมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2560 พบว่าการกินอาหารที่มาจากพืชเป็นหลักจะช่วยลดความเสี่ยงมะเร็งต่อมลูกหมากไปได้ถึง 88 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่กลุ่มที่กินผัก(ไฟเบอร์สูง)จะช่วยลดความเสี่ยงมะเร็งต่อมลูกหมากไปได้ถึง 97 เปอร์เซ็นต์ และหากกินผักสดจะยิ่งช่วยลดความเสี่ยงมะเร็งต่อมลูกหมากได้ถึง 99 เปอร์เซ็นต์ [9]

มาถึงจุดนี้แล้วก็จะมีคำถามถึงสมุนไพรอีกหนึ่งตัวที่กำลังได้รับความสนใจมากที่สุดในขณะนี้ก็คือ “กัญชา” จะมีผลกระทบอย่างไรกับฮอร์โมนเพศชาย และสมรรถภาพทางเพศ

ฮอร์โมนเพศชายที่ชื่อ “เทสโทสเตอโรน” เป็นฮอร์โมนที่พบในกลุ่มผู้นำเพศชาย นักกีฬา มีกล้ามเนื้อ มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง มีความกล้าหาญ และคนที่มีฮอร์โมนชนิดนี้มากก็มีโอกาสที่จะชอบกีฬาผาดโผน มีความห้าวหาญ มีอารมณ์ทางเพศสูง มีความเจ้าชู้ ฯลฯ กล่าวคือมีความธาตุไฟเตโชธาตุสูง

ในขณะที่ “กัญชา” ได้ถูกอธิบายสรรพคุณเภสัชเป็นการเฉพาะเป็นครั้งแรก ปรากฏอยู่ในตำราเวชศาสตร์ ฉบับหลวง รัชกาลที่ 5 ว่า

“กันชา แก้ไข้ผอมเหลืองหากำลังมิได้ ให้ตัวสั่นเสียงสั่นเปนด้วยวาโยธาตุกำเริบแก้นอนมิหลับ”[10]

แสดงให้เห็นว่า “กัญชาเป็นสมุนไพรที่ออกฤทธิ์เมาและเย็น” จึงมีผลทำให้ “ลดระบบความร้อน” หรือไข้ ซึ่งอาจรวมถึงช่วยลดการอักเสบ และช่วยลด “วาโยธาตุกำเริบ”ให้น้อยลง ความหมายก็คือ “ลดระบบการเคลื่อนไหวในร่างกายที่มากเกินปกติ” ซึ่งอาจครอบคลุมถึงความผิดปกติของสารสื่อประสาทและสมองที่ทำให้เกิดอาการสั่นหรือการเคลื่อนไหวผิดปกติ ความเครียดหรือความคิดไม่หยุด การเคลื่อนตัวด้วยความดันของโลหิตมากผิดปกติ อีกทั้งยังระบุสรรพคุณรวมถึงการทำให้นอนหลับด้วย

นอกจากนั้นยังปรากฏในหนังสือแพทย์ตำบล เล่ม 1 ของพระยาแพทย์พงศา วิสุทธาธิบดี (สุ่น สุนทรเวช) เมื่อปี พ.ศ. 2469 ว่า :

“กัญชา ทำให้เมา ทำให้ใจขลาด รับประทานน้อยๆ เป็นยาชูกำลัง เจริญอาหาร ต้นกัญชาที่มีดอกเป็นช่อ ใช้ช่อที่มีดอกและผลทำยา ต้นสูงถึง 3 ถึง 10 ฟุต” [11]

เช่นเดียวกับตำราประมวลหลักเภสัช โรงเรียนแพทย์แผนโบราณ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร ระบุว่า :

“ดอกกัญชา ทำให้ง่วงนอนและอยากอาหาร, กัญชา รสเมาเบื่อเหม็นเขียว เจริญอาหาร ชูกำลัง แต่ทำให้ใจขลาด, เมล็ดกัญชา รสเมามึน เจริญอาหาร กินมากหวาดกลัว หมดสติ” [12]

นอกจากนั้นแล้ว สรรพคุณกัญชาตามตำราไทยในแต่ละส่วนของกัญชาก็ออกฤทธิ์ไม่เหมือนกันด้วย กล่าวคือ “ใบ” ชูกำลัง แก้อ่อนเพลีย เจริญอาหาร กระตุ้นประสาท ทำให้นอนหลับ “เมล็ด” ชูกำลัง เจริญอาหาร ทำให้ประจำเดือนมาตามปกติ “ช่อดอกตัวเมีย” บำรุงประสาท แก้ปวดประสาท ทำให้เคลิ้มฝัน มีฤทธิ์เป็นยาระงับปวด แต่ถ้าบริโภคมากจะทำให้คอแห้ง มึนเมา หลอกหลอนประสาท ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ หวาดกลัว หมดสติ

กัญชาทำให้ความดันโลหิตต่ำลง น้ำตาลตก จึงน่าจะช่วยลดการอักเสบของหลอดเลือด ทำให้บางคนคนเชื่อว่าการลดการอักเสบของหลอดเลือดก็น่าจะช่วยในเรื่องระบบไหลเวียนให้ดีขึ้นก็น่าจะนำไปสู่การเพิ่มฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนสูงขึ้น สมรรถภาพทางเพศก็น่าจะดีขึ้นได้

แต่ในทางตรงกันข้ามสรรพคุณกัญชาหากบริโภคมากกลับออกฤทธิ์ในสรรพคุณที่ตรงกันข้ามกับลักษณะของคนที่มีฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนสูง คือ ง่วงนอน ขาดกลัว และทำให้กินอาหารมาก (ซึ่งอาจทำให้อ้วนด้วย)

วารสารทางเดินปัสสาวะ The Journal of Urology ได้เผยแพร่งานวิจัยเมื่อเดือนมีนาคม 2562 ได้เผยแพร่หลักฐานถึงผลกระทบต่อกัญชาที่มีต่อระบบสืบพันธุ์ของเพศชาย พบว่าบทบาทของกัญชาลดจำนวนความหนาแน่นของอสุจิให้น้อย พยาธิสภาพของอสุจิผิดปกติ ลดความสามารถในการเคลื่อนไหวและการมีชีวิตรอดของอสุจิ จึงย่อมส่งผลทำให้เกิดการปฏิสนธิได้ยากขึ้น [13]

ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า “วาโยธาตุลดลง” แม้ในระดับการผลิตทั้งคุณภาพและปริมาณตลอดจนการเคลื่อนตัวของอสุจิก็ลดน้อยลงด้วย

แต่ประเด็นในเรื่องนี้จึงน่าจะอยู่ที่ว่าใช้กัญชาในปริมาณเท่าไหร่และในระยะเวลานานเท่าใดด้วย เพราะถ้ากัญชาเพื่อแก้ปัญหาความร้อนเกิน ลดการอักเสบ เพื่อลดวาโยธาตุกำเริบก็ย่อมมีผลดีเพื่อให้ “วาโยธาตุเป็นปกติ” แต่ถ้าหากใช้มากต่อเนื่องยาวนานจนเกินพอดี จาก "วาโยธาตุกำเริบ"ก็อาจจะกลายเป็น "วาโยธาตุหย่อน" ก็ได้ด้วยเช่นกัน จากที่เคยมีภาวะที่ร้อนเกินก็จะกลายมาเป็นเย็นเกินได้ด้วย

ตัวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจก็คือวาสารทางด้านบุรุษเวชศาสตร์ Andrology เมื่อเดือนกรกฎาคม 2560 ได้รายงานพบว่า กลุ่มคนที่เคยใช้กัญชาแล้วมาเลิกการใช้กัญชา ยิ่งเวลาผ่านไปหลายปียิ่งมีฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนต่ำลง และเห็นได้ชัดในกลุ่มอายุระหว่าง 18-29 ปี และพบว่ากลุ่มผู้ชายที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไปที่ใช้กัญชาบ้างแต่ใช้น้อยและไม่ใช้ประจำต่อเนื่องคือประมาณ 1-3 ครั้งต่อเดือนคือกลุ่มที่มีเทสโทสเตอโรนที่อยู่ในระดับสูง [14]

ดังนั้น แม้กัญชาจะมีสรรพคุณหลายอย่างที่เป็นประโยชน์แต่ลำพังกัญชาเพียงอย่างเดียวก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาจากสาเหตุทุกโรคได้ และก็ยังมีผลเสียหากใช้อย่างไม่เหมาะสมด้วย ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีองค์ความรู้หลายศาสตร์เข้ามาบูรณาการกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่อง “อาหาร”, “สมุนไพร”, การนวดกดจุด, การบริหารระบบภูมิคุ้มกัน, การปรับวิถีชีวิตทั้งกายและจิต ฯลฯ

จากเหตุผลดังกล่าวข้างต้น สถาบันแพทย์แผนบูรณาการและเวชศาสตร์ชะลอวัย มหาวิทยาลัยรังสิต จึงเตรียมเปิดหลักสูตร “วิถีชีวาเวชศาสตร์ รุ่นที่ 4” ควบคู่ไปกับหลักสูตร “การประกอบอาหารเพื่อสุขภาพและชะลอวัยระดับยีน รุ่นที่ 3” โดยสำหรับหลักสูตรวิถีชีวาเวชศาสตร์รุ่นที่ 4 นี้ ได้มีการปรับหลักสูตรโดยเพิ่มวิชาพิเศษตามความต้องการของประชาชนคือวิชาว่าด้วย “กัญชาพื้นฐานสำหรับคนในครอบครัว” และเมื่อจบหลักสูตรจะได้รับประกาศนียบัตรจาก สถาบันแพทย์แผนบูรณาการและเวชศาสตร์ชะลอวัย มหาวิทยาลัยรังสิตอีกด้วย จึงขอเรียนเชิญท่านผู้อ่านที่มีความสนใจรีบจองสมัคร 2 หลักสูตรนี้ก่อนเต็ม ที่หมายเลขโทรศัพท์ 061-950-6666

ด้วยความปรารถนาดี
ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์
คณบดีสถาบันแพทย์แผนบูรณาการและเวชศาสตร์ชะลอวัย มหาวิทยาลัยรังสิต

อ้างอิง
[1] Loprinzi PD., et al., Erectile Dysfunction and Mortality in a National Prospective Cohort Study., J Sex Med. 2015 Nov;12(11):2130-3. doi: 10.1111/jsm.13032. Epub 2015 Nov 12.

[2] กระทรวงศึกษาธิการ. สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สถาบันภาษาไทย, แพทย์ศาสตร์สงเคราะห์: ภูมิปัญญาทางการแพทย์และมรดกทางวรรณกรรมของชาติ, คัมภีร์ฉันทศาสตร์ มรณาญาณสูตร หน้า ๖๙, องค์การค้าของ สกสค. จัดพิมพ์จำหน่าย พิมพ์ครั้งที่ ๔ พ.ศ. ๒๕๕๔ จำนวน ๓,๐๐๐ เล่ม ISBN 978-974-01-9742-3

[3] Tharakan T, Miah S, Jayasena C, Minhas S. Investigating the basis of sexual dysfunction during late-onset hypogonadism. F1000Res. 2019;8:F1000 Faculty Rev-331. Published 2019 Mar 25. doi:10.12688/f1000research.16561.1

[4] Corona G, Gacci M, Maseroli E, et al. Clinical correlates of enlarged prostate size in subjects with sexual dysfunction. Asian J Androl. 2014;16(5):767-773. doi:10.4103/1008-682X.126382

[5] Page ST, Mohr BA, Link CL, O'Donnell AB, Bremner WJ, McKinlay JB. Higher testosterone levels are associated with increased high-density lipoprotein cholesterol in men with cardiovascular disease: results from the Massachusetts Male Aging Study. Asian J Androl. 2008;10(2):193-200. doi:10.1111/j.1745-7262.2008.00332.x

[6] Rider JR, Wilson KM, Sinnott JA, Kelly RS, Mucci LA, Giovannucci EL. Ejaculation Frequency and Risk of Prostate Cancer: Updated Results with an Additional Decade of Follow-up. Eur Urol. 2016;70(6):974-982. doi:10.1016/j.eururo.2016.03.027

[7] กระทรวงศึกษาธิการ. สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สถาบันภาษาไทย, แพทย์ศาสตร์สงเคราะห์: ภูมิปัญญาทางการแพทย์และมรดกทางวรรณกรรมของชาติ, พระคัมภีร์มุจฉาปักขันทิกา หน้า ๖๗๗, องค์การค้าของ สกสค. จัดพิมพ์จำหน่าย พิมพ์ครั้งที่ ๔ พ.ศ. ๒๕๕๔ จำนวน ๓,๐๐๐ เล่ม ISBN 978-974-01-9742-3

[8] สำนักคุ้มครองภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทย, ตำราการแพทย์แผนไทย ในศิลาจารึกวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) เล่ม ๒ ชุดตำราภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย ฉบับอนุรักษ์ หน้า ๒๙๑, พิมพ์ที่ โรงพิมพ์องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ในพระบรมราชูปถัมภ์, มิถุนายน ๒๕๕๗ จำนวน ๑,๐๐๐ เล่ม ISBN ๙๗๘-๖๑๖-๑๑-๒๐๑๓-๙

[9] Jallipiran Y, et al., Healthy Plant Foods Intake Could Protect Against Prostrate Risk: A Case-Control Study., Asian Pac J Cancer Prev. 2017 Jul 27;18(7):1905-1912.

[10] กรมศิลปากร, หอสมุดแห่งชาติ, ตำราเวชศาสตร์ฉบับหลวง รัชากาลที่ ๕ เล่ม ๒ หน้า ๓๘๖, คัมภีร์สรรพลักษณะสรรพคุณ เล่มที่ ๒ เลขที่ ๑๐๔๖ หน้าปลายที่ ๔๔ ถึง ๔๗, กรมศิลปากร ๒๕๔๒ จำนวน ๑๐,๐๐๐ ชุด ISBN 974-417-443-9

[11] พระยาแพทย์พงศา วิสุทธาธิบดี (สุ่น สุนทรเวช), แพทย์ตำบล เล่ม ๑-๓, พิมพ์ครั้งที่ ๓ กรุงเทพ :อักษรนิติ ๒๔๖๙

[12] โรงเรียนแพทย์แผนโบราณ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร, ตำราประมวลเภสัช, กรุงเทพฯ ๒๕๒๘ (หน้า ๖๙, ๙๗, ๑๑๘)

[13] Payne KS, et al., Cannabis and Male Fertility: A Systematic Review, J Urol. 2019 Mar 27:101097JU0000000000000248. doi: 10.1097/JU.0000000000000248. [Epub ahead of print]

[14] Thistle JE, Graubard BI, Braunlin M, et al. Marijuana use and serum testosterone concentrations among U.S. males. Andrology. 2017;5(4):732-738. doi:10.1111/andr.12358


กำลังโหลดความคิดเห็น...