xs
xsm
sm
md
lg

จากจิตอาสาสมัครสาธารณสุขมูลฐานทรงคุณค่าสู่ลูกจ้าง/ฐานเสียงทางการเมืองราคาถูก?

เผยแพร่:   โดย: ผศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์


ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์
ผู้อำนวยการหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิตและวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต (การวิเคราะห์ธุรกิจและวิทยาการข้อมูล)
สาขาวิชาวิทยาการประกันภัยและการบริหารความเสี่ยง
คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์


อาสาสมัครสาธารณสุขมูลฐาน หรือ อสม. นั้น ในอดีตเป็นบุคลากรที่เป็นจิตอาสาอย่างแท้จริงทำงานเพื่อสุขภาพของพี่น้องประชาชนในแต่ละชุมชน โดยเฉพาะในท้องถิ่นที่ห่างไกลความเจริญได้อย่างเข้มแข็งและเป็นกำลังสำคัญทางด้านสาธารณสุขพื้นฐานของประเทศมาโดยตลอด การทำงานเป็นจิตอาสาด้วยใจเช่น อสม. ในอดีตนั้นนำมาสู่ความภาคภูมิใจของผู้เป็นอสม. เพราะเป็นการทำงานด้วยความเสียสละในการที่จะช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในชุมชนให้เข้าถึงการรักษาและการมีสุขภาพ ตลอดจนการดูแลส่งเสริมป้องกันสุขภาพให้ดีขึ้นโดยไม่ได้รับผลตอบแทนอะไร นอกจากความสุขใจที่ได้ทำประโยชน์ให้กับผู้อื่น

วิธีคิดในการทำงานของ อสม. ในอดีตนั้นเป็นไปอย่างผู้เสียสละและเป็นจิตอาสาที่แท้จริงโดยไม่ได้หวังผลตอบแทนใดๆเป็นการทำงานเพื่อผู้อื่นและทำให้ผู้ที่ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยเหลือเป็นจิตอาสาสมัครสาธารณสุขมูลฐานเกิดความภาคภูมิใจในตนเองอย่างยิ่ง

อสม. นั้นมีการจัดตั้งที่เข้มแข็งเป็นมวลชนหลักที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทยและนำร่องการเปลี่ยนแปลงไปสู่การมีสุขภาพดีถ้วนหน้าของประเทศไทยแม้จะยังไม่สำเร็จก็ตาม แต่ก็เป็นสิ่งที่ควรยกย่องสรรเสริญยิ่ง

ผมเคยคุยกับ อสม. จากต่างจังหวัดในถิ่นทุรกันดารบอกว่าภูมิใจมากที่ได้ทำหน้าที่ อสม. ได้ไปเยี่ยมไข้ ได้ไปแจกยา ได้ไปแนะนำชาวบ้านในการดูแลสุขภาพเงิน แม้แต่บาทเดียวก็ไม่ได้ ต้องขับรถ เสียค่าน้ำมันไปตามหมู่บ้านต่างๆ เป็นงานที่ทำโดยไม่ได้อะไรแม้แต่บาทเดียว แต่ก็มีความสุขใจอย่างยิ่ง และมีแรงจูงใจที่จะทำงานในหน้าที่ อสม. ซึ่งเป็นงานจิตอาสาเพราะเป็นการกระทำที่เป็นประโยชน์กับผู้อื่น

เรื่องนี้ทำให้นึกถึงคำสอนในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร ภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งตรัสกับผู้ที่ทำงานใกล้ชิดพระองค์ว่า “ทำงานกับฉันไม่มีอะไรให้นอกจากความสุขใจที่ได้ทำประโยชน์ให้แก่ผู้อื่น” จิตวิญญาณของอสม. ในสมัยก่อนก็น่าจะเป็นเช่นนี้

พระบาทสมเด็จพระวชิระเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้จัดตั้งจิตอาสาเฉพาะกิจในงานถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชบรมนาถบพิตรขึ้น และหลังจากนั้นก็ยังมีประชาชนจำนวนมากมายที่ต้องการทำหน้าที่จิตอาสาในเรื่องอื่น ๆ ต่อมาเพราะมีความภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้สวมหมวกสีเหลืองและใส่ผ้าพันคอสีฟ้าอันเป็นของพระราชทานให้กับ “จิตอาสาเราทำดีด้วยหัวใจ” หมวกสีเหลืองและผ้าพันคอสีฟ้าพระราชทานนั้นคนที่เป็นจิตอาสาถือว่าเป็นมงคลสูงสุดในชีวิตและเป็นความภาคภูมิใจที่ได้ทำงานจิตอาสาโดยที่ไม่ได้ผลตอบแทนใด ๆ ทั้งสิ้น ทั้งหมดนี้เป็นการทรงงานตามพระราชดำริของพระราชบิดาในพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวนั่นเอง

การเป็นจิตอาสานำมาซึ่งความสุขใจแต่ก็อาจจะมีค่าใช้จ่ายเช่นกัน ในกรณีของ อสม. นั้น อสม. ในอดีตคนหนึ่งได้ให้สัมภาษณ์ว่าออกเงินเองไปเยอะแยะ เป็นค่ารถค่าน้ำมันเพื่อไปเยี่ยมชาวบ้าน ไปเอาทรายอะเบทใส่ในถังน้ำหรืออ่างน้ำเพื่อป้องกันยุงลายมาไข่ ป้องกันไข้เลือดออก เงินทองอะไรก็ไม่ได้ทั้งนั้น มีแต่ควักเงินของตัวเองแต่ก็พอใจและภูมิใจที่ได้ทำหน้าที่ด้วยความเสียสละยิ่ง

อย่างไรก็ตามการที่ อสม. เป็นฐานเสียงทางการเมืองได้ดี เพราะมีมวลชนนับล้านและมีเครือข่ายกับชาวบ้านนับหลายสิบล้าน ตลอดจนมีระบบเชื่อมต่อมวลชนที่เข้มแข็งทั้งทางไลน์หรือส่งข้อความ เป็นต้น ย่อมเป็นที่หมายตาของนักการเมืองและพรรคการเมืองเป็นจำนวนมาก และการเริ่มต้นมีค่าตอบแทนหรือค่าป่วยการให้กับ อสม. นั้นแม้จะไม่มากนักก็ทำให้จิตวิญญาณของความเป็นจิตอาสาของ อสม. เริ่มสั่นคลอนหรือไม่?

ล่าสุดพรรคภูมิใจไทยได้มีนโยบายหาเสียงเพื่อฐานเสียงทางการเมือง (หรือไม่) ที่จะให้ค่าตอบแทนรายเดือนให้กับอสม. ตั้งแต่ 2,500 บาทจนถึง 10,000 บาท โดยกล่าวว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าเพราะเป็นการทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการสาธารณสุขมูลฐาน และเป็นการช่วยคัดกรองผู้ป่วยให้เข้าถึงการรักษาได้ดีมากขึ้นตลอดจนช่วยในการส่งเสริมป้องกันสุขภาพให้กับประชาชนในแต่ละท้องที่อย่างเข้าถึงอย่างแท้จริง

การให้เงินนั้นดีเสมอไปหรือไม่ หรือการให้เงินนั้นได้แปรเปลี่ยนสภาพจิตอาสาของอาสาสมัครสาธารณสุขมูลฐานอันทรงคุณค่ายิ่งเพราะเป็นการทำงานด้วยใจให้เป็นการทำงานเพื่อแลกกับเงินจำนวนไม่มาก และเปลี่ยนสภาพจากการเป็นจิตอาสาให้กลายเป็นลูกจ้างแรงงานชั่วคราวของรัฐในราคาถูกแสนถูก ในขณะเดียวกันก็อาจจะเป็นฐานเสียงทางการเมืองให้กับพรรคการเมืองบางพรรคในราคาถูกแสนถูกเช่นกัน โดยที่เจ้าตัวก็อาจจะไม่รู้ตัว และอาจจะไม่เต็มใจ แต่อยากได้เงิน!!! เงินนะคนส่วนใหญ่ก็อยากได้ทั้งนั้นแหละ!!!

อันที่จริงการจ่ายเงินเพื่อให้คนที่เป็นจิตอาสาทำงานสามารถทำงานได้สะดวกมากขึ้นไม่ต้องควักกระเป๋าเอง นั้นเป็นสิ่งที่ผมเองก็เห็นด้วย แต่ไม่ควรจ่ายเป็นค่าตอบแทนในรูปของเงินเดือน อาจจะจ่ายเป็นค่าน้ำมันตามหลักฐานบันทึกการเดินทางและการตรวจเยี่ยมประชาชนหรือภารกิจต่างๆก็ย่อมทำได้ ตรวจสอบได้ มีผลงานให้เห็นได้ ไม่ควรจ่ายเป็นค่าป่วยการให้ด้วยซ้ำ เพราะคำว่าป่วยการแปลว่า เสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ซึ่งการทำงานจิตอาสาแบบอสม. นั้นหาใช่การทำงานที่เสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ไม่ แต่เป็นงานที่มีคุณค่าต่อสังคมและต่อชุมชนและกระทั่งต่อประเทศชาติเป็นอย่างยิ่ง

ในทางจิตวิทยาสังคมได้มีนักจิตวิทยาชื่อดังที่สนใจเรื่องทฤษฎีเจตจำนงค์ในตน (Self-determination theory) เช่น Edward L. Deci และ Richard Ryan ได้นำเสนอทฤษฎีและมีผู้ลงมือทดลองทางจิตวิทยากันอีกเป็นจำนวนมาก เพื่อศึกษาว่าการให้สินจ้างรางวัลเพียงเล็กน้อยนั้น ส่งผลอย่างไรต่อความคิดความรู้สึก ตลอดจนความภาคภูมิใจ และแรงจูงใจภายในตน (Intrinsic motivation) หรือความคิดสร้างสรรค์ ผลการทดลองโดยแบ่งผู้เข้ารับการทดลองออกเป็น 2 กลุ่ม ทั้งสองกลุ่มได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ปักหมุดสีลงบนกระดานปักหมุดที่เรียกว่า Pegboard การปักหมุดสีลงบนกระดานให้ทำตามแบบที่กำหนดไว้ให้ตามรูปซึ่งจริงๆเป็นงานที่ซ้ำซากและค่อนข้างน่าเบื่อ จำเจ

กลุ่ม 1 ทำงานดังกล่าวไปจนเสร็จโดยที่ไม่ได้อะไรตอบแทนเลย เมื่อผู้วิจัยไปถามว่ารู้สึกอย่างไรกับการทำงานที่เพิ่งผ่านไปนั้นกลับตอบว่าเป็นงานที่สนุกท้าทาย ต้องพยายามหาวิธีการแปลกใหม่ในการที่จะทำให้ปักหมุดสีลงบนกระดานให้ได้ตามแพทเทิร์นที่กำหนดไว้ให้ได้เร็วที่สุด และถูกต้องที่สุด เป็นงานที่ต้องอาศัยความรู้ความชำนาญและใช้สติปัญญาความสามารถ เป็นงานที่สนุก ผู้เข้าร่วมการทดลองส่วนใหญ่ตอบเช่นนั้นแทบทั้งหมด ในขณะที่กลุ่ม 2 เมื่อทำงานเสร็จแล้วจะได้รับเงินค่าตอบแทนเล็กน้อยจากการทำงานที่กำหนดไว้ให้คือการปักหมุดสีลงบนกระดาษตามแพทเทิร์นที่กำหนด หลังจากเสร็จงาน ผู้วิจัยก็สัมภาษณ์ผู้เข้าร่วมการรถทดลองในกลุ่มที่ 2 ที่ได้รับเงินรางวัลเพียงเล็กน้อยทุกคนบ่นว่าเป็นงานซ้ำซากจำเจที่น่าเบื่อมากทำให้มันเสร็จๆ ไป ให้จบไปได้เงินนิดหน่อยไม่ได้คุ้มค่าอะไร และไม่มีประโยชน์ที่จะทำมากนัก

ผลการทดลองเช่นนี้ทำให้เห็นว่าในบางครั้งการทำงาน หากเป็นการทำเพื่อเงินเพียงเล็กน้อยงานนั้นก็จะไม่มีคุณค่าทางจิตใจ ไม่มีแรงจูงใจภายในที่จะทำงานนั้น และไม่พยายามที่จะใช้วิธีการที่ดีหรือการใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการทํางานนั้นให้ประสบความสำเร็จได้ดีที่สุด

เงินเป็นเรื่องสำคัญก็จริงแต่วิธีการให้เงินนั้นสำคัญเสียยิ่งกว่าเพื่อที่จะให้คนทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและยังคงมีแรงจูงใจอยู่

การให้เงินเป็นเงินเดือนโดยที่ไม่ต้องมีผลงานอะไรมากนักนอกจากผ่านการอบรมตามขั้นตอนที่กำหนดแต่ไม่ไปผูกพันกับผลงานเรียกว่าไม่เป็น pay for Performance อาจจะทำให้เกิดปัญหาตามมาได้มากมาย

เงินเดือนที่ให้อสม. นั้นคงต้องถามว่าได้ทำลายจิตวิญญาณของการเป็นจิตอาสาเพื่อส่วนรวมและความเสียสละ ตลอดจนความรู้สึกปรารถนาดีอย่างยิ่งยวดในการที่จะให้คนในชุมชนได้มีสุขภาพที่ดีถ้วนหน้าดังที่เคยเป็นมาหรือไม่

เงินเดือนที่ให้อสม. นั้นตกลงประสบความสำเร็จในฐานะของการเป็นเครื่องมือในการสร้างฐานเสียงทางการเมืองให้กับพรรคการเมืองหรือไม่คงต้องรอดูหลังเลือกตั้งพี่ก็ไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่

ผลกระทบจากการจ่ายเงินนั้นมีปัญหามากพอสมควรเริ่มมีเสียงในหมู่ลูกจ้างชั่วคราวของกระทรวงสาธารณสุขซึ่งได้เงินเดือนเพียง 6,000-7,000 ต่อเดือนซึ่งมีอยู่จำนวนมากมายมหาศาล เริ่มมีเสียงเปล่งออกมาว่าให้ลาออกจากการเป็นลูกจ้างชั่วคราวของกระทรวงสาธารณสุขหรือของโรงพยาบาลชุมชนต่างๆแล้วมาสมัครเป็นอสม. ดีกว่า

อันที่จริงงานในลักษณะของจิตอาสาหน่วยราชการและเป็นสารมวลชนเช่นนี้ก็มีอยู่มากเมื่อมีการขึ้นเงินเดือนให้อสมก็ทำให้จิตอาสาในลักษณะเดียวกันของหน่วยราชการอื่นๆเกิดการเปรียบเทียบว่าทำไมตนเองจึงไม่ได้ค่าตอบแทนเช่นนี้บ้างอันเป็นลักษณะทั่วไปตามทฤษฎีดุลยภาพ (Equity Theory) ของ John Stacy Adams ซึ่งมนุษย์เราจะเปรียบเทียบความพยายามที่เราลงไปและผลตอบแทนที่เราได้รับเทียบกับความพยายามและผลตอบแทนที่คนอื่นได้ โดยนำอัตราส่วนของผลตอบแทนที่เราได้หารด้วยความพยายามที่เราลงไปเพื่อไปเปรียบเทียบกับผลตอบแทนที่ผู้อื่นได้กับความพยายามที่ผู้อื่นได้ลงไป

เมื่อไหร่ก็ตามที่อัตราส่วนของเรามีค่าเท่ากับคนอื่นเราก็จะรู้สึกว่ายุติธรรม มีหรือมีดุลยภาพ แต่ถ้าอัตราส่วนดังกล่าวของเราน้อยกว่าคนอื่นแล้วเราก็จะรู้สึกว่าเราเสียเปรียบไม่ได้ดุลยภาพ

ทางเลือกของมนุษย์เราก็มีหลายทางเช่นลดความพยายามของตัวเองลงไปหรือเรียกร้องให้ได้รับผลตอบแทนมากขึ้นเพื่อให้อัตราส่วนใกล้เคียงกับเมื่อเปรียบเทียบกับผู้อื่น

ผลของการให้เงินเดือน อสม. คราวนี้ ทำให้เกิดผลกระทบมาก เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้านก็ขอขึ้นเงินเดือนบ้าง ให้ได้คุ้มเกิดดุลยภาพเท่ากับ อสม. โปรดอ่านได้จาก กำนัน-ผญบ.ขอค่าตอบแทนเพิ่ม 1.5 หมื่น ก.ก.ถ.ชงแนวทางค่าป่วยการ 8 อาสาสมัคร รวมอสม. Care giver https://www.hfocus.org/content/2019/08/17507

ดังที่ รศ.ดร.วีระศักดิ์ เครือเทพ นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ก.ก.ถ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่เป็นประธานประชุมคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจ เพื่อการศึกษาการดำเนินการของอาสาสมัครในท้องถิ่น ที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี โดยมี ก.ก.ถ.ทำหน้าที่เลขานุการโดยมีการพิจารณาอาสาสมัครในท้องถิ่น 8 ประเภท ประกอบด้วย 1.คณะกรรมการชุมชนในเขตเทศบาล 2.อาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) 3.อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (อปพร.) 4.อาสาสมัครควบคุมไฟป่า 5.อาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน (อผส.) 6.อาสา สมัครดูแลผู้พิการ 7.นักบริบาลชุมชนหรืออาสาสมัครบริบาลท้องถิ่น หรือ care giver และ 8.อาสาสมัครปศุสัตว์

เท่าที่ผมได้เริ่มลงพื้นที่ในชุมชนต่างๆ เริ่มมีให้เห็นว่าในชุมชน พ่อแม่ที่เคยเป็นอสม. จับลูกมาสวมตำแหน่งอสม. ต่อ เพื่อให้ได้รับเงินเดือน และเริ่มมีการพยายามให้ลูกหลานได้เป็นอาสาสมัครหลายๆ ตำแหน่งนอกจาก อสม. เพราะต่างมีค่าตอบแทนให้ เมื่อนำมารวมกันค่าตอบแทนอาจจะมากกว่าจบปริญญาตรี 15,000 บาทต่อเดือนก็ได้ ทำให้เกิดการวิ่งเต้นเส้นสายหรือการใช้อิทธิพลเพื่อให้มีตำแหน่งอาสาสมัครและได้รับผลตอบแทนเหล่านี้

นโยบายหาเสียงเพื่อสร้างฐานเสียงนั้นส่งผลดีต่อนักการเมืองและพรรคการเมืองเป็นแน่แท้ แต่จะเป็นภาระทางการคลังกับประเทศ ทำลายจิตวิญญาณของการเป็นจิตอาสา เปลี่ยนวัฒนธรรมชุมชนที่เคยเสียสละดูแลกันและกันเป็นการทำเพื่อเงิน เกิดความเหลื่อมล้ำและการใช้อิทธิพลตลอดจนการวิ่งเต้นเส้นสายหรือไม่ และผลกระทบทางสังคมและเศรษฐกิจตลอดจนการคลังของประเทศเช่นนี้ นักการเมืองและพรรคการเมืองเคยแสดงความรับผิดชอบอะไรหรือไม่ เพราะประชาชนเสพติดประชานิยมไปเสียแล้วเลยไม่มีใครออกมาโวยวายใช่หรือไม่?


กำลังโหลดความคิดเห็น...