xs
xsm
sm
md
lg

เพื่อไทยส่ออาการหนัก แนวโน้มเลือดไหลไม่หยุด !!

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

**การลาออกจากสมาชิกพรรคเพื่อไทยเพื่อย้ายไปสังกัดพรรคพลังประชารัฐของ "พรศักดิ์ เจริญประเสริฐ" อดีต ส.ส.ศรีสะเกษ และ เคยเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในยุครัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ถือว่าน่าจับตาไม่น้อย และแม้ว่าในภาพทางการตลาดทั่วไปอาจจะไม่ใช่ระดับ "เกรดเอ" หรือ "แม่เหล็ก" ก็ตามที แต่ก็ทำให้เห็นแนวโน้มความเคลื่อนไหวที่จะเกิดขึ้นตามมาในวันข้างหน้าได้ไม่น้อย
แม้ว่าชื่อชั้นของ "เสี่ยลาว" พรศักดิ์ เจริญประเสริฐ ในระดับประเทศอาจจะไม่ใช่เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากนัก แต่ในระดับพื้นที่ในเขต"อีสานใต้" ก็ต้องถือว่าพอตัวทีเดียว อย่างน้อยที่ผ่านมาเขาก็เป็นหัวหน้าทีม ส.ส.ของพรรคเพื่อไทย ในพื้นที่ศรีสะเกษและสุรินทร์ และแม้ว่าในการเลือกตั้งคราวที่แล้วจะสอบตก แต่เชื่อว่าเขาก็ยังมีอิทธิพลอยู่พอสมควร โดยเจ้าตัวให้เหตุผลในการย้ายพรรคครั้งนี้ตามสูตรทั่วไปก็คือ เป็นไปตามความต้องการของชาวบ้าน และเห็นว่าการร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐ ที่เป็นรัฐบาลสามารถพัฒนาพื้นที่ได้มากกว่า พร้อมทั้งยกตัวอย่างในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา อยู่กับพรรคเพื่อไทยที่ไม่สามารถทำได้เต็มที่
ขณะที่ "คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์" ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย ก็ออกมาโวยวายไล่หลังตามฟอร์ม ระบุทำนองว่า มีการต่อรองเรื่องคดีความเพื่อแลกกับการย้ายพรรคอีกแล้ว ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจริงเท็จแค่ไหน หรือแค่แก้เกี้ยว ขณะเดียวกันก็ยังสงสัยกันอยู่ว่า "เสี่ยลาว" หรือ พรศักดิ์ เจริญประเสริฐ คนนี้มีคดีความอะไรติดตัวบ้าง แต่ก็ทำให้มั่น
ใจได้ว่า อีกไม่นานน่าจะได้เห็นเลือดในพรรคเพื่อไทยไหลออกมาอีก
ขณะเดียวกัน เมื่อฟังจากคำพูดของ "สุชาติ ชมกลิ่น" ส.ส.ชลบุรี และ ประธานส.ส.ของพรรคพลังประชารัฐ ที่เปิดเผยว่า เป็นคนชักชวนทาบทาม "เสี่ยลาว" คนนี้มาร่วมกับพรรค พร้อมทั้งบอกอีกว่า ยังมีอีกหลายคนที่จะมาร่วม จากหลายพรรคการเมือง
**อย่างไรก็ดีหากโฟกัสไปที่พรรคเพื่อไทยในเวลานี้มันก็ย่อมพอเห็นแนวโน้มที่จะอธิบายภาพทางการเมืองในอนาคตได้ไม่น้อย หลังจากที่บรรดาระดับแกนนำพรรคระดับ"แถวหนึ่ง"ไม่ได้เป็น ส.ส.ไม่ได้เข้าสภากันยกแผง รวมไปถึงที่สำคัญที่สุดก็คือ พรรคนี้ "ไม่ได้เป็นรัฐบาล" แบบต่อเนื่องยาวนานกว่า 5 ปี และเป็นครั้งแรกที่ผลการเลือกตั้งออกมาแล้วพรรคเพื่อไทย "ชนะไม่ขาด" หรือจะเรียกว่า "แพ้เป็นครั้งแรก" ในรอบเกือบยี่สิบปีก็ได้ มิหนำซ้ำยังต้องพ่ายแพ้ให้กับ "บิ๊กตู่" พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่พวกเขาชี้หน้าว่าเป็น"พวกเผด็จการ" นั่นแหละ
ขณะเดียวกันเมื่อพิจารณาจากความเคลื่อนไหวภายในพรรคเพื่อไทยเอง หากมองจากสายตาภายนอกก็พอจะได้เห็นถึงความ "เงียบเงา" ไร้สีสัน แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการบริหารชุดใหม่ เปลี่ยนหัวหน้าพรรคใหม่ มาเป็น "สมพงษ์ อมรวิวัฒน์" และ เลขาธิการพรรคเป็น "น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ" ก็ตาม สิ่งที่พิสูจน์เห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คือ การพิจารณาจากบทบาทในสภาระหว่างการอภิปรายนโยบายรัฐบาล แทนที่จะเป็นพรรคหลักในฐานะผู้นำพรรคฝ่ายค้าน แต่กลับกลายเป็นว่า บทบาทที่เด่นกว่ากลับตกเป็นพรรคระดับรองๆ อย่างพรรคอนาคตใหม่ แบบไม่น่าเชื่อสายตา
การอภิปรายในสภาของบรรดา"ขุนพล" พรรคเพื่อไทย ที่ถูกวางตัวเอาไว้ก็ล้วนแต่ไม่น่าสนใจ บุคลิกท่าทางล้วนย้อนยุค ล้าสมัย ไม่ทันกับกระแสโลกที่เปลี่ยนไป จึงไม่เป็นที่น่าจดจำ
ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะพรรคเพื่อไทย แทบจะไม่เคยมีประสบการณ์ในการเป็นพรรคฝ่ายค้านในสภา เคยแต่เป็นรัฐบาลมาแทบทุกครั้งต่อเนื่อง จึงไม่คุ้นชิน แต่เมื่อพิจารณาจากแนวโน้มที่สะท้อนผ่านทางบทบาทในสภา และการเคลื่อนไหวทางการเมืองเท่าที่เป็นอยู่ มันก็ย่อมสะท้อนออกมาให้เห็นได้อย่างดี
สิ่งที่น่าจับตาที่สุดก็คือ การเป็นฝ่ายค้านแบบยาวๆ ดังจะเห็นได้จากความเคลื่อนไหวย้ายพรรคของ "เสี่ยลาว" คนดังกล่าวที่ระบุว่าอยู่พรรคเพื่อไทยไม่ได้เป็นรัฐบาลมานานกว่า 5 ปี พัฒนาพื้นที่ได้ไม่เต็มที่ มันก็มองเห็นภาพได้ชัดเจน อีกทั้งเมื่พิจารณาจากความเคลื่อนไหวล่าสุด ที่รับรู้กันว่า "บิ๊กป้อม" พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ที่ถือว่าเป็น "พี่ใหญ่"ได้สมัครเป็นสมาชิกพรรคพลังประชารัฐแล้ว อีกทั้งเชื่อว่าไม่นาน "บิ๊กตู่" พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็จะสมัครเป็นสมาชิกพรรคดังกล่าวตามมา มันก็การันตีว่างานนี้ "ลากยาว"
ขณะเดียวกัน การสมัครเป็นสมาชิกพรรคตั้งแต่เนิ่นๆ มันก็เหมือนกับการเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งได้ทุกเวลา เพราะตามกฎหมายต้องเป็นสมาชิกพรรคเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 90 วัน ถึงจะลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.ได้
ดังนั้น พิจารณาจากบรรยากาศและความเคลื่อนไหวทางการเมือง รวมไปถึงแนวโน้มข้างหน้าหลังจากที่ทั้ง "บิ๊กป้อม" พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ สมัครเป็นสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ และอีกนานเชื่อว่า "บิ๊กตู่" ก็จะตามมาและคาดหมายว่าจะมาเป็นหัวหน้าพรรคคนต่อไป เพื่อนำทัพสู้ศึกเลือกตั้งครั้งต่อไปตามรูปแบบประชาธิปไตยเต็มตัวแล้ว เมื่อมองย้อนกลับมาที่พรรคเพื่อไทยที่ยิ่งดูเงียบหงอย ไร้พลัง จึงมองเห็นว่าเลือดต้องไหลออกมาอีกแน่นอน !!
กำลังโหลดความคิดเห็น...