xs
xsm
sm
md
lg

ส่งตีความ"ลุงตู่" เป็นจนท.อื่นของรัฐหรือไม่ "วิษณุ"ยันไม่ต้องหยุดทำหน้าที่

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


"ชวน" ส่งคำร้องฝ่ายค้านยื่นตีความ "หัวหน้าคสช." เป็น"เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ" หรือไม่ ให้ศาลรธน.พิจารณาแล้ว "วิษณุ" ชี้กรณีนี้ "บิ๊กตู่"ไม่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ เพราะเป็นแค่ตีความสถานะ ไม่ใช่เรื่องทำผิดกม. หรือทุจริต ต่างจากกรณี "ธนาธร" เผย ส.ส.เป็น ขรก.การเมืองได้ พปชร.เตรียมถกนโยบายรัฐบาล"ประยุทธ์ 2" วันนี้ "เสี่ยหนู" ดันกัญชาเพื่อการแพทย์ ควบนันทนาการ พร้อมแก้หนี้ กยศ. "ชวน" แนะส.ส.แต่งกายถูกกาละเทศะ

จากกรณี นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยส.ส.พรรคร่วมฝ่านค้าน 110 คน ร่วมกันเข้าชื่อขอให้ นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัยความเป็นรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170(4) ประกอบ มาตรา 160(6) และ มาตรา 98(15) เหตุเป็น "เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ" หรือไม่นั้น

เมื่อวานนี้ (7ก.ค.) นายชวน หลีกภัย ประธานสภาฯ เผยว่าได้ส่งเรื่องร้องเรียนดังกล่าวไปยังศาลรธน.แล้ว ซึ่งเป็นไปตามกระบวนการ เมื่อมีผู้ยื่นคำร้องเข้ามา ในฐานะประธานสภาฯต้องทำหน้าที่ตามที่กม.กำหนด เช่นเดียวกับคำร้องที่ให้ตรวจสอบส.ส.ถือหุ้นสื่อฯ ส่วนระยะเวลาการพิจารณาขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของศาลรธน.

ด้านนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ไม่มีอะไร ก็ดี ทำให้ชัดเจน ในเมื่อมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสงสัย ก็ไม่มีปัญหา ส่วนเมื่อศาลรธน. รับคำร้องแล้ว จะส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ของนายกฯหรือไม่นั้น นายวิษณุ กล่าวว่า นายกฯ ยังปฏิบัติหน้าที่ได้ เพราะเป็นแค่การตีความเท่านั้น ไม่ได้บอกว่า ผิด อะไร

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากศาลรธน. สั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ไว้ก่อนชั่วคราว เหมือนกรณี นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ที่ถือหุ้นสื่อฯ นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่มีเรื่องการหยุดปฏิบัติหน้าที่ไว้ก่อน เพราะคำร้องของนายกฯ เป็นการตีความสถานะว่าเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐหรือไม่ ไม่ใช่เรื่องสงสัยว่า ทำผิดกฎหมายหรือทุจริต ส่วนกรณีนายธนาธรนั้น เป็นคนละมาตรากัน ดังนั้น นายกฯ สามารถเดินหน้าต่อไปได้ ไม่มีผลกระทบอะไร

นายวิษณุ ยังกล่าวถึง กรณีส.ส. จะดำรงตำแหน่ง เลขานุการรัฐมนตรี ผู้ช่วยรัฐมนตรี และ ที่ปรึกษารัฐมนตรี ได้หรือไม่ ว่ารธน. กำหนดว่าส.ส.เป็นข้าราชการไม่ได้ แต่อนุญาตให้เป็นข้าราชการการเมืองได้ ทั้ง นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เลขานุการรัฐมนตรี ที่ปรึกษารัฐมนตรี ผู้ช่วยรัฐมนตรี เป็นได้ทั้งหมด เหมือนอังกฤษ ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น ส.ส.สามารถดำรงตำแหน่งข้าราชการเมืองพร้อมกันได้ ส่วนในไทย มีสมัยหนึ่ง ตอนปี 2540 ที่ต้องลาออก ส่วนที่ผ่านมา ที่พรรคการเมือง มักนำผู้สมัคร ส.ส.ที่สอบตก มาเป็นข้าราชการการเมืองนั้น ไม่ใช่เพราะรธน.ห้ามส.ส. เป็นเรื่องของแต่ละพรรคที่จะพิจารณาว่าจะให้ ส.ส.มาเป็นหรือไม่

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะขัดรธน. มาตรา 184 และ 185 ที่เป็นเรื่องขัดกันแห่งผลประโยชน์ หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่เกี่ยวกับการขัดกันของผลประโยชน์ เพราะเป็นเรื่องสถานะ ซึ่งรธน. อนุญาตให้ส.ส.เป็นข้าราชการการเมืองได้ และทำท่าจะส่งเสริมให้เป็นด้วย ดังนั้น เป็นคนละเรื่องกับผลประโยชน์ทับซ้อน แต่มันจะไปเกิดตอนโหวตในสภา เช่น สมมุติมีเรื่องของตัวเองเข้าไป จะลงมติไม่ได้ ส่วนปัญหาเรื่องการจัดสรรเวลา ของทั้งสองตำแหน่งนั้น เป็นเรื่องที่ตัว ส.ส.จะต้องไปจัดสรรเวลาเอง

พปชร.นัดแบ่งเค้กขรก.การเมือง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 9 ก.ค.นี้ พรรคพลังประชารัฐ จะมีการประชุมร่วมกรรมการบริหารพรรคและส.ส. เพื่อหาข้อสรุป ผู้ที่จะไปดำรงตำแหน่งขรก.การเมือง หลังจากส.ส.บางส่วนพลาดเก้าอี้รัฐมนตรี จากที่หารือกันไว้เบื้องต้นกำหนดไว้หลายทางเลือก คือให้ผู้ที่เป็นส.ส.ไปดำรงตำแหน่งเพื่อมีประสบการณ์ด้านการบริหาร เนื่องจากมี ส.ส.บางส่วนแสดงความประสงค์จะไปดำรงตำแหน่งขรก.การเมือง โดยให้เหตุผลว่า สามารถดำรงตำแหน่งได้เพราะรธน.ไม่ได้กำหนดข้อห้ามเอาไว้ และไม่ขัด มาตรา 184 และ 185 ของรธน. ที่ได้บัญญัติเรื่องการขัดกันแห่งผลประโยชน์ไว้ แต่มีบางส่วนคัดค้านเนื่องจากมองว่า หากแต่งตั้งไป จะเสี่ยงต่อการขัดรธน. ในมาตราดังกล่าว และถูกยื่นตีความในภายหลังได้ และเกรงว่าจะมีปัญหาการแบ่งเวลาทำหน้าที่ ส.ส.ในสภาฯ ที่ถือว่าอันตราย เนื่องจากรัฐบาลมีเสียงปริ่มน้ำ

ทั้งนี้ ทำให้บางส่วนเสนอให้ผู้เป็น ส.ส.สอบตก มาดำรงตำแหน่งขรก.การเมือง ดีกว่า แต่ต้องได้รับเลือกมาเป็น อันดับ 2 ที่มีคะแนนสูง 2-3 หมื่นคะแนน เพื่อให้สามารถนำไปต่อยอดในฐานเสียงของตัวเองได้ และอาจพิจารณาจากผู้สมัคร ส.ส. บัญชีรายชื่อ แต่ไม่มีโอกาสได้เลื่อนขึ้นมาเป็นส.ส. และสมาชิกพรรคไปดำรงตำแหน่ง หรือจะพิจารณาแบบผสมคละกันไป แต่ต้องออกเป็นมติพรรค เพื่อป้องกันปัญหาเกิดความไม่พอใจภายในพรรคซ้ำรอยกับการจัดโผครม.ก่อนพรรคจะทยอยส่งชื่อผู้ดำรงตำแหน่ง ขรก.การเมือง หลังครม.ชุดใหม่ถวายสัตย์ปฏิญาณตน เรียบร้อยแล้ว และต้องส่งไปตรวจสอบคุณสมบัติก่อน เช่นเดียวกับรัฐมนตรี

นอกจากนี้ จะมีการหารือ เรื่องที่ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ ที่มีชื่อเป็นรัฐมนตรี จะต้องลาออกจากการเป็น ส.ส.หรือไม่ เพื่อให้ ส.ส.ร่วมกันแสดงความเห็น และร่วมรับฟังประกอบการพิจารณาทั้งข้อดี และข้อเสีย ต่อการทำหน้าที่ 2 บทบาท ที่ต้องแบ่งเวลา และรวมถึงการทำหน้าที่ในสภาฯ ที่ต้องคอยประสานงานกับส.ส.ของพรรค และพรรคร่วมรัฐบาล ในการรับมือต่อเกมการเมืองในสภาของ ฝ่ายค้าน

ทั้งนี้ คาดว่าในที่ประชุมจะได้แนวทางที่ชัดเจนต่อการตัดสินใจของ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ที่มีรายชื่อเป็นรัฐมนตรี ทั้ง นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ, นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ, นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน และ นายสันติ พร้อมพัฒน์ ที่แต่ละคนอาจตัดสินใจไม่เหมือนกัน

นัดถกนโยบาย"ประยุทธ์ 2"วันนี้

นายธนกร วังบุญคงชนะ รองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวว่า ขณะนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ทูลเกล้าฯ รายชื่อครม.ไปแล้ว เมื่อมีครม.ชุดใหม่ พรรค พปชร. จะนำนโยบายหลักๆ มาดำเนินการทันที โดยเฉพาะการช่วยเหลือพี่น้องประชาชน การดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้าน การดูแลภาคเกษตร โดยเฉพาะราคาสินค้าเกษตร เพื่อที่จะให้เศรษฐกิจฐานรากของประเทศดีขึ้น วันนี้บ้านเมืองมีความสงบ ต่างชาติเชื่อมั่นประเทศไทยอย่างมาก

นายนิพนธ์ บุญญามณี รองหัวหน้าพรรคพรรคประชาธิปัตย์ ปชป. กล่าวว่า การรือกับพรรคร่วมรัฐบาลในวันนี้ ต้องรอดูว่า นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคฯ จะส่งใครไป ส่วนนโยบายของพรรคปชป. ที่จะถูกนำเข้าไปใส่ในนโยบายรัฐบาล เบื้องต้นมีเรื่องการประกันรายได้เกษตรกร ประกันราคาพืชผลการเกษตร การแก้ไขเพิ่มเติมรธน. และการกระจายอำนาจสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)ในระดับต่าง ๆ

ด้านนายนิกร จำนง ผู้อำนวยการพรรคชาติไทยพัฒนา(ชพท.) เผยว่า ชพท.ได้ส่งนโยบายของพรรคไปให้แกนนำจัดตั้งรัฐบาล แล้ว โดยรายละเอียดหลัก ๆ เป็นนโยบายเร่งด่วน หรือแผนปฏิบัติการเร่งด่วน 7 ด้านที่ ชทพ.ใช้หาเสียงเลือกตั้ง ประกอบด้วย 1. ด้านการเกษตร 2. ด้านการศึกษา 3. ด้านสังคม 4. ด้านสาธารณสุข 5. ด้านการกระจายอำนาจ 6. ด้านการท่องเที่ยว และ 7. ด้านพัฒนาเมือง

ดันกัญชานันทนาการ-แก้หนี้กยศ.

นายอนุทิน ชาญวีรกูล ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) โพสต์ข้อความว่า นโยบายของ #พรรคภูมิใจไทย ที่ได้นำเสนอนายกฯ เพื่อให้บรรจุไว้เป็นนโยบายของรัฐบาล อาทิ การปกป้องและเชิดชูสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยยึดมั่นและธำรงไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและศาสตร์พระราชา มาเป็นแนวทางในการพัฒนาประเทศไปสู่ความมั่นคง และยั่งยืน

การยกระดับคุณภาพบริการด้านสาสาธารณสุข และสุขภาพของประชาชน พัฒนาและยกระดับความรู้อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ให้เป็นหมอประจำบ้าน โดยใช้เทคโนโลยีการสื่อสารทางการแพทย์ หรือโทรเวชกรรม (Tele Medicine),พัฒนาการปลูกกัญชาเสรีเพื่อการแพทย์ การอุตสาหกรรม อุปโภค บริโภค และนันทนาการ ตามลำดับ

นอกจากนี้ พรรคภท. ยังมี นโยบายแก้หนี้ กยศ. โดยพรรคได้นำเสนอ 6 เรื่อง ประกอบด้วย 1. ปลดภาระผู้ค้ำประกัน ไม่ต้องมีผู้ค้ำประกันอีกต่อไป ทั้งหนี้เก่า และหนี้ใหม่ 2. ไม่มีดอกเบี้ย เนื่องจาก กยศ.ไม่ใช่องค์กรธุรกิจแสวงหากำไร 3. ไม่ต้องมีเบี้ยปรับ เนื่องจาก กยศ. ต้องช่วยหาทางให้ผู้กู้มีความสามารถชำระหนี้ ไม่ใช่คิดหาประโยชน์สูงสุดจากลูกหนี้ ต้องมองเขาเป็นลูกหลานที่ต้องให้โอกาส 4. ใช้ภาษีเงินได้ประจำปี มาหักลดยอดหนี้เงินกู้ได้ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ทุกคนเข้าสู่ระบบภาษี และเงินรายได้จากภาษี มีความคุ้มค่ากว่าเงินกู้ หลายเท่า 5. ผ่อนคืนเงินต้น 10 ปี 6. พักหนี้ 5 ปี สำหรับลูกหลานที่ไม่มีเงินจะชำระจริงๆ เพื่อเป็นการหยุดการดำเนินคดี ไม่ต้องฟ้องร้องบังคับคดี หรือฟ้องยึดทรัพย์ ไว้ 5 ปี ให้ผู้กู้ได้มีเวลา ตั้งสติ ตั้งตัวกันอีกครั้ง อย่างไรก็ตามต้องดูว่าพรรคร่วมรัฐบาล จะเห็นด้วยกับสิ่งที่พรรคภูมิใจไทยได้นำเสนอนโยบายแก้หนี้กยศ. หรือไม่ และจะขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างไรต่อไป

นายกฯ สั่งลุยปราบเว็บกุข่าว

พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงกรณีที่มีการแชร์ข้อความในโซเชียลฯ ระบุ รัฐบาลจะให้นักเรียนทั่วประเทศ เรียนเพิ่มในวันเสาร์ แล้วหยุดเพียงวันอาทิตย์วันเดียว เริ่มต้นวันที่ 14 ส.ค.62 ว่า เรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง ทุกอย่างยังเป็นไปตามปกติ โดยขณะนี้ทราบที่มาของข่าวที่บิดเบือนดังกล่าวแล้ว

ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก เพราะที่ผ่านมามีเว็บไซต์ ที่กุข่าวปลอมใส่ร้ายรัฐบาลและสร้างความสับสนแก่ประชาชนอยู่บ่อยครั้ง เช่น tawatnews.com ซึ่งปล่อยข่าวเพิ่มเรียนวันเสาร์ ข่าวผู้หญิงต้องเกณฑ์ทหาร ข่าวยกเลิกอาหารกลางวันเด็ก เป็นต้น รวมทั้ง Jaa7news.com Coo8news.com ฯลฯ

"นายกฯ สั่งการให้ฝ่ายความมั่นคง กระทรวงดีอี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งบูรณาการสืบหา รวบรวม และปราบปรามเว็บไซต์เหล่านี้อย่างเด็ดขาด เพราะถือเป็นภัยความมั่นคงอย่างหนึ่ง พร้อมทั้งขอเตือนประชาชนใช้วิจารณญาณก่อนเชื่อ หรือส่งต่อข่าวที่บิดเบือน และแจ้งเบาะแสแก่เจ้าหน้าที่หากพบแหล่งข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง" รองโฆษกฯกล่าว

สำหรับกรณีเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.ตรวจพบโรงเรียนในจ.นครราชสีมา เข้าข่ายทุจริตโครงการอาหารกลางวันเด็กนักเรียนนั้น รัฐบาลพร้อมให้ความร่วมมือเพื่อปราบปรามการทุจริตอย่างจริงจัง ไม่มีละเว้น พร้อมทั้งกำชับให้กระทรวงศึกษาธิการ ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย กำกับดูแลและตรวจสอบทุกโรงเรียนทั่วประเทศอย่างใกล้ชิด

"นายกฯ ให้ความสำคัญกับคุณภาพของเด็กนักเรียนและเยาวชนเป็นอย่างมาก เพราะถือเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าของชาติ และการศึกษาเป็นเรื่องพื้นฐานที่สำคัญของการพัฒนาประเทศเช่นกัน" พล.ท.วีรชน กล่าว

จี้"บิ๊กตู่"ใช้ ม.44 ฟัน"อุตตม"

นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตสมาชิกพรรคไทยรักษาชาติ เผยว่า เตรียมยื่นเรื่องถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. ขอให้ใช้อำนาจตาม มาตรา 44 ดำเนินการกับ นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) กรณีอนุมัติสินเชื่อวงเงิน 9,900 ล้านบาท ที่ศาลได้มีคำพิพากษาไปแล้ว แม้นาย อุตตม จะไม่ถูกฟ้อง และออกมาประกาศว่าไม่มีความผิดก็ตาม แต่ขอให้พิจารณาความเหมาะสม ที่จะให้ไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ในครม.ประยุทธ์ 2/1 ซึ่งอาจขัดต่อรธน. มาตรา 160 (4) หรือไม่ เนื่องจาก กม.บัญญัติไว้ว่า รัฐมนตรีต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ โดยจะไปยื่นที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ทำเนียบรัฐบาล ในวันนี้( 8 ก.ค.) นายเรื่องไกร กล่าวด้วยว่า ในคดีที่ศาลได้มีคำพิพากษาแล้วนั้น เกิดขึ้นในสมัยที่นายอุตตม เป็นกรรมการบริหารธนาคารกรุงไทย อยู่ด้วย ขณะเดียวกันคำ พิพากษาศาลฎีกา ระบุไว้ส่วนหนึ่งว่า คณะกรรมการบริหารจะมีเจตนาฝ่าฝืนประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่องการให้สินเชื่อที่เล็งเห็นว่าจะเรียกคืนไม่ได้แล้ว คณะกรรมการบริหาร ยังมีเจตนาช่วยเหลือจำเลยได้รับอนุมัติสินเชื่อ โดยไม่ได้รักษาประโยชน์ของธนาคารผู้เสียหาย ซึ่งในคำพิพากษานี้ ย่อมหมายถึงนายอุตตม รวมอยู่ด้วย

"ชวน"แนะส.ส.แต่งกายถูกกาละเทศะ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึง กรณีที่มีการขอให้วินิจฉัยเรื่องการแต่งกายของส.ส.นั้น ตามขั้นตอนต้องรอข้อบังคับการประชุมสภาฯ ก่อน ซึ่งเมื่อข้อบังคับได้ข้อสรุปแล้ว ตนในฐานะประธานสภาฯ ก็จะเป็นผู้กำหนด

"ผมมองว่าเป็นเรื่องของกาละเทศะ ยกตัวอย่างกรณีแต่งตัวสวยๆไปร่วมงานศพ มันก็อาจจะไม่สวย ทั้งหมดขึ้นอยู่กับกาละเทศะ เรื่องดังกล่าวไม่น่ามีปัญหาอะไร เพราะสมาชิก ส.ส. เป็นผู้ใหญ่แล้วก็น่าจะรู้ว่าความเหมาะสมอยู่ตรงไหน" นายชวนกล่าว และว่า การแต่งกาย บางกรณีก็สามารถยกเว้นได้ อย่างสมาชิกส.ส. ที่เป็นผู้พิการ ก็ได้เข้ามาปรึกษาและขออนุญาตแต่งกายด้วยชุดกางเกงขาสั้น เพราะหากสวมกางเกงขายาว อาจมีความลำบากในการแต่งกาย ซึ่งตนก็ได้อนุโลมให้ ส่วนกรณีรายอื่นรวมทั้งการแต่งกายตามเพศสภาพ ยังไม่มีการมาขออนุญาต อย่างไรก็ตาม เรื่องการแต่งกาย คาดว่าจะมีการพิจารณาแล้วเสร็จในสัปดาห์นี้

"ผมสนับสนุนให้ใช้วัสดุผ้าไทย ไหมไทย เป็นส่วนหนึ่งในการแต่งกาย แต่เราก็ต้องมากำหนดว่า จะเป็นวันใด ทั้งหมดนี้คงต้องรอข้อบังคับก่อน เมื่อข้อบังคับกำหนดไว้อย่างไร ประธานสภาฯ ก็จะกำหนดอีกครั้ง เพราะในอนาคตการประชุมสภาฯนั้น ไม่ได้มีเพียงแค่วัน พุธ- พฤหัสบดี เท่านั้น ต่อไปอาจจะมีการประชุม 5 วัน ต่อสัปดาห์ ต้องค่อยว่ากันอีกครั้ง แต่ตอนนี้ทุกคนก็ควรจะรู้ว่ากาละเทศะ ในห้องประชุมเป็นอย่างไร ซึ่งเป็นสถานที่ที่เราต้องให้ความสำคัญในเรื่องของการประพฤติ ปฏิบัติตน ซึ่งส่วนหนึ่งคือเรื่องของการแต่งกายด้วย "นายชวน กล่าว
กำลังโหลดความคิดเห็น...