xs
xsm
sm
md
lg

ข่าวปนคน คนปนข่าว

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

ข่าวปนคน คนปนข่าว

**ดรามา “จัดฉากแก้หนี้นอกระบบ”สร้างภาพ-แหกตา “ลุงป้อม”พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ความจริงที่ควรต้องทำให้ปรากฏ! ใครจัดฉาก ใครสร้างภาพ-แหกตา และทำอย่างไร ?

จากที่ "นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ" รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กเรื่อง“จัดฉากแก้หนี้นอกระบบ”คืนโฉนดที่ดินให้ชาวบ้าน โดยจับ “โป๊ะแตก”ว่างานนี้ “สร้างภาพ แหกตา”ผู้ใหญ่ในรัฐบาล ... แม้รองหัวหน้าพรรคปชป.ไม่ได้ระบุชื่อ หรือว่าเจาะจงใคร แต่สังคมย่อมมองไปที่ “ลุงป้อม”พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี คนที่รับผิดชอบนโยบายเรื่องนี้ กับ ตำรวจ ในฐานะผู้รับมอบนโยบายไปปฏิบัติให้เกิดผลงาน ที่ว่ากันว่า เป็นผลงานที่จับต้องได้มากที่สุดของ"ลุงป้อม"
ทว่า ทั้ง"ลุงป้อม"และตำรวจ ต่างออกโรงปฏิเสธว่า ไม่ได้ถูกแหกตา และไม่ได้สร้างภาพ อย่างที่ "นิพิฏฐ์" ปูด แถมพูดเป็นนัย“ใครพูดอะไรไว้ก็ต้องรับผิดชอบ”
ดรามาเรื่องนิ้ ต้องแบ่งเป็นสองประเด็น
1. การแก้หนี้นอกระบบ ไม่มีใครไม่เห็นด้วย เพราะหนี้นอกระบบเป็นปัญหาใหญ่ระดับ“วาระแห่งชาติ”รัฐบาลลุงตู่ พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา จึงทำโครงการ “คืนความสุขให้ประชาชน ลดความเหลื่อมล้ำของสังคม”มอบหมาย"ลุงป้อม" รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม เป็นผู้รับผิดชอบโครงการ ... เป้าหมายจะต้องสามารถเอาโฉนดที่ดิน และทรัพย์สินมาคืนให้กับชาวบ้านที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ
"ลุงป้อม" เลยจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามการฉ้อโกงทรัพย์สินของประชาชน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือ ศปอส.ตร. โดย "พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา" ผบ.ตร.ให้ "พล.ต.อ.รุ่งโรจน์ แสงคร้าม" รอง ผบ.ตร. ทำหน้าที่ ผอ.ศปอส.ตร. และ "พล.ต.ท.ปิยะ อุทาโย" ผู้ช่วย ผบ.ตร.เป็นรอง ผอ.ศปอส.ตร.ขับเคลื่อนประสานงานร่วมกับ ฝ่ายทหาร ฝ่ายปกครอง สำนักงาน ปปง. กรมสอบสวนคดีพิเศษ กรมสรรพากร และ ตำรวจภูธรภาคต่างๆ ตำรวจภายใต้ยุทธการ “ขุดรากถอนโคนอาชญากรรม”เปิดปฏิบัติการปิดล้อม และจับกุมกลุ่มนายทุนเงินกู้นอกระบบ พร้อมกับเปิดการเจรจาไกล่เกลี่ย ประนอมหนี้ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมทั้งเจ้าหนี้ และลูกหนี้
ที่ผ่านมา อัปเดตกันเมื่อไม่นานมานี้ ภายใต้ยุทธการขุดรากถอนโคนฯ ทำไปแล้วจำนวน 37ครั้ง ตรวจค้น 44 จังหวัด ดำเนินคดี 171 คน อายัดทรัพย์สิน 27,614,488,361 บาท ขณะที่มีการไกล่เกลี่ยไปแล้ว 24,014ราย คืนโฉนดที่ดินแก่ประชาชนที่เห็น "ลุงป้อม" ตระเวนไปมอบให้ตามจังหวัดต่างๆ ออกสื่อ 11 ครั้งมาแล้วนั้นเป็นโฉนด 20,360 ฉบับ หรือ ประมาณเนื้อที่ 57,648 ไร่ ภาพดูยิ่งใหญ่เสริมสร้าง "บารมีลุงป้อม" แต่ก็นำมาซึ่งเรื่องที่ถูกจับโป๊ะแตก...ว่าแท้จริง ในเรื่องที่แถลงมี "ความไม่จริง" ปนอยู่
นี่เองที่ทำให้เกิดเป็นประเด็นที่ 2. การจัดฉาก สร้างภาพ แหกตา โดยใคร และทำกันอย่างไร
"นิพิฏฐ์" ที่ได้ข้อมูลจากลูกความ และเพื่อนนักกฎหมาย รวมถึงตำรวจที่ไม่เปิดเผยตัว ปูดออกมาว่า หลังฉากที่ "ลุงป้อม"ไปมอบโฉนดคืนชาวบ้าน 20,000 กว่าฉบับนั้น เกินจริงไป เพราะจำนวนนายทุนที่ถูกจับกุม และไกล่เกลี่ยต้องมีมากมาย ไม่มีการเปิดเผยข้อมูล ทั้งสองฝ่าย คือ ฝ่ายลูกหนี้ และฝ่ายเจ้าหนี้ มีใครบ้างถูกดำเนินคดีไปแล้วกี่คน โทษอย่างไร เอาแต่ตีปี๊บจัดพิธีแจกโฉนดให้ชาวบ้านเชิญ ลุงป้อมไปเป็นประธานกันโครมๆ
ตรงนี้ที่ว่า คือการจัดฉาก สร้างภาพ แหกตา
แล้วทำอย่างไร ? เริ่มจากหาเป้าหมายสืบทราบว่าใครเป็นนายทุนให้ยืมเงินดอกเบี้ยสูง เจ้าหน้าที่ก็จะเข้าตรวจค้น สมมุติว่า มีลูกหนี้มายืมเงินนายทุนสัก 10 ราย และวางโฉนดไว้ 10 ฉบับ เจ้าหน้าที่ก็จะต่อรองว่า จะดำเนินคดีไม่ถึง 10 คดี แต่นายทุน หรือเจ้าหนี้ ต้องไปหาโฉนดใครก็ได้ ที่ไม่เกี่ยวข้องกันเลยมาสัก 20 -30 ใบ เพื่อสร้างภาพว่าเป็นการกู้ยืมจำนวนมาก และยึดโฉนดเขาไว้มาก จากนั้นก็จะสร้างภาพด้วยการเชิญ "นาย" มาเป็นประธานมอบโฉนดคืนให้ชาวบ้าน ...ฟังดูไม่ได้ซับซ้อนอะไรมาก แค่การเจรจาต่อรอง ตำรวจกับนายทุนเงินกู้ขาโหด ซึ่งบางรายเป็นผู้กว้างขวาง มีอิทธิพลในพื้นที่ มีฐานะ ว่ากันว่า มีตัวอย่างลักษณะเช่นนี้ มีเป็นจำนวนมาก
คำถามคือ ระหว่างปริมาณโฉนดที่ดิน ที่ต้องการจำนวนมากเพื่อผลงานของนาย กับสำนวนคดีที่ทำตรงไปตรงมา ตำรวจควรต้องทำความจริงให้ปรากฏแก่สังคม หรือไม่ และ ใครที่อยู่เบื้องหลังปฏิบัติการ "สร้างภาพ" และ "แหกตา" โดยที่"ลุงป้อม"ไมรู้ ?
สังคมคงอยากรู้อย่างยิ่งว่า จะใช่คนที่มีบทบาทลุยเรื่องนี้ตั้งแต่ต้น จนเป็นผลงานโกยเรตติ้งให้ลุงป้อมอย่าง "พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล" หรือ "โจ๊ก หวานเจี๊ยบ" หรือไม่ ..."โจ๊ก" ก่อนถูกเด้ง มีตำแหน่งเป็นโฆษกประจำตัว เป็นตำรวจข้างกาย "ลุงป้อม" ชนิดตัวแทบติดกัน ในงานพิธีแจกโฉนดคืนชาวบ้านทุกๆ พื้นที่จะมีภาพออกสื่อด้วยเสมอๆ ย่อมต้องถูกเชื่อมโยงเข้ามา
ว่ากันว่า ในสตช.เองก็รู้ ทีมที่ลงมือการเจรจา ต่อรองกับนายทุนเงินกู้ขาโหด กับทีมชุดที่มีรายชื่อตามโครงสร้าง ใครตัวจริงที่ผู้ใหญ่ให้ทำงาน ใครแค่นั่งแถลงข่าว รู้ๆ กันอยู่ ... สอดคล้องกับที่รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ตอนหนึ่งว่า คนที่ทำเรื่องนี้ให้ลุงป้อม "โตเอาโตเอา จนท้องแตกตาย" ซึ่งไม่รู้หมายถึงใคร แต่ลุงป้อม เมื่อวันก่อนก็รีบออกมาปัดข่าว เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับ "โจ๊ก หวานเจี๊ยบ"
ช่วงที่ผ่านมาตอนผลงานเรื่องนี้ มีผลต่อการหาเสียงเลือกตั้ง ผู้ใหญ่ในรัฐบาลทั้งหลายก็เลยตามเลย ไม่ได้สนใจ เอาหูไปนา เอาตาไปไร่ อาศัยกระแสภาพที่ออกมาก็คล้ายกับปฏิบัติการ "ปล้นคนรวยช่วยคนจน" ตำรวจไล่จับผู้ร้ายยังไงซะสังคมย่อมโห่ร้องชมเชยอยู่แล้ว
ตอนนี้เรื่องการสร้างภาพหาเสียงเลือกตั้งจบไปนานแล้ว หากความจริง เป็นอย่างที่ "นิพิฏฐ์" ได้โพสต์ไว้ ก็ต้องฝาก"ลุงป้อม" จัดการเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมา ... โครงการดีๆ แต่มีขบวนการทำเสื่อมเสีย ปล่อยให้ดรามาคาใจกันแบบนี้ ประเดี๋ยวก็ได้เละเป็นโจ๊ก !

** เมื่อรัฐบาลลุงตู่ กำลังเจอปัญหาข้อกฎหมาย ที่ประเด ประดังเข้ามา จน "วิษณุ เครืองาม" ต้องอยู่ในสภาพ "ตำบลกระสุนตก" จึงจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องหา"มือกฎหมาย" มาเสริมความแกร่ง และ "ดิสทัต โหตระกิตย์" อดีตเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ก็ได้รับการวางตัวให้มาเป็น เลขาธิการนายกรัฐมนตรี คนใหม่
เรื่องการสรรหา ส.ว. และ เรื่อง ส.ส.-ส.ว.ถือหุ้นสื่อฯ จะส่งผลให้ผู้ดำรงตำแหน่งเหล่านี้ขาดสมาชิกภาพหรือไม่ กลายเป็นประเด็นร้อนเสมือน "ระเบิดเวลา" ที่จะส่งผลถึงการอยู่รอด หรือล้มพับ ของ "รัฐบาลลุงตู่" พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่กำลังตั้งไข่อยู่ในขณะนี้ ...ปัญหาเกิดจากข้อกฎหมาย ทั้งในรัฐธรรมนูญ และกฎหมายลูก ที่มีการปรับปรุงแก้ไขใหม่ บางครั้งในเรื่องเดียวกัน ปมปัญหาเดียวกัน แต่นักกฎหมายก็ตีความไปคนละทิศละทาง ขึ้นอยู่กับมุมมองของผู้ตีความ และผู้ตีความนั้นยืนอยู่ฝ่ายใด ถึงที่สุดแล้วก็ต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญ เป็นผู้ตัดสินชี้ขาด
โดยเฉพาะในช่วงนี้ มี "นักร้องอาชีพ" อย่าง "ศรีสุวรรณ จรรยา" เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย และ "เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ" อดีตสมาชิกพรรคไทยรักษาชาติ ที่มักมีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับข้อกฎหมายต่างๆ ที่มีผลเกี่ยวพันกับการ "อยู่หรือไป" ของนักการเมือง มิได้ขาด
"นายวิษณุ เครืองาม" รองนายกรัฐมนตรี ที่ดูแลด้านกฎหมาย ของรัฐบาลลุงตู่ จึงกลายเป็น"ตำบลกระสุนตก" ที่จะต้องออกมาอธิบายความว่า เรื่องที่กำลังเป็นกระแส กำลังมีการพูดถึงกันอยู่นั้น ตามข้อกฎหมายแล้ว ผิด ถูกอย่างไร ... และแน่นอนว่า ในบางครั้งความเห็นของ "นายวิษณุ" ก็ถูกมองว่าเลือกที่จะอธิบายในมุมที่ "เป็นคุณ" กับรัฐบาล โดยละเลยที่จะพูดถึงในแง่มุมที่ "เป็นลบ" โดยเฉพาะในช่วงที่ผ่านมานี้ "นายวิษณุ" จะถูกวิพากษ์วิจารณ์หนัก ในเรื่อง คำสั่งหัวหน้าคสช. ที่เกี่ยวกับการตั้งกรรมการสรรหาส.ว. จะต้องมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาก่อนหรือไม่ จึงจะมีผลบังคับใช้ ซึ่งสิ่งที่เขาอธิบายนั้น ถูกฝ่ายตรงข้ามค่อนแคะว่า ทำตัวเป็นกฎหมายเสียเอง
อีกเรื่องที่กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อยู่ในขณะนี้คือ ในฐานะที่นายวิษณุ เป็น "หนึ่งในคณะกรรมการสรรหาส.ว." ทำไมจึงปล่อยให้มี "ส.ว.ที่ถือหุ้นสื่อฯ" หลุดเข้ามามากมายหลายสิบคน จนเป็นเรื่องใหญ่ ที่ฝ่ายตรงข้ามหยิบขึ้นมาร้องเรียน ... แม้ถึงที่สุดแล้วหาก ส.ว.เหล่านี้สิ้นสมาชิกภาพ ก็สามารถเลื่อนคนในบัญชีสำรองขึ้นมาแทนที่ได้ก็ตาม แต่มันก็ทำให้นักกฎหมายระดับ "เนติบริกร" ต้องเสียเหลี่ยม เสียรังวัดได้ ... และเชื่อว่าหลังจากนี้ไป เมื่อ "รัฐบาลลุงตู่" เริ่มบริหารราชการแผ่นดิน ปัญหาเรื่อง "ข้อกฎหมาย" ก็จะยังเป็นเรื่องสำคัญ ที่มีผลต่อการ อยู่หรือไป ของรัฐบาล ไม่ว่า นายวิษณุ จะยังคงเป็นรองนายกฯที่ดูแลด้านกฎหมายอยู่หรือไม่ก็ตาม
แม้ว่าตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ผลงานของ นายวิษณุ จะถือได้ว่าเป็น "จุดแข็ง" ของรัฐบาลก็ตาม แต่เมื่อมีปัญหาข้อกฎหมายประเดประดังเข้ามาไม่ขาดสาย ก็จำเป็นที่ "ลุงตู่" จะต้องหา "มือกฎหมาย" เข้ามาเสริมความแกร่งให้มากยิ่งขึ้น และคนที่ลุงตู่เลือกให้มาอยู่ข้างกาย ในตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรี แทน "พล.อ.วิลาศ อรุณศรี" ก็คือ "นายดิสทัต โหตระกิตย์" ที่ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีอยู่ในขณะนี้
"นายดิสทัต โหตระกิตย์ " เกิดในตระกูลนักกฎหมาย เป็นบุตรชายของ "นายสมภพ โหตระกิตย์" อดีตเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ที่เคยดำรงตำแหน่ง รมช.ยุติธรรม ในรัฐบาลจอมพล ถนอม กิตติขจร เรื่อยมาจนถึงรัฐบาลนายสัญญา ธรรมศักดิ์ ...
"นายดิสทัต" จบนิติศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยม) จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปริญญาโท นิติศาสตรมหาบัณฑิต D.E.A. de DROIT PUBLIC มหาวิทยาลัย Strasbourg III (Robert Schuman) สาธารณรัฐฝรั่งเศส ... เคยเป็น กรรมการร่างกฎหมาย ประจำสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เป็นรองเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา และ เป็นเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ... เมื่อเกษียณอายุราชการ ก็ได้รับการแต่งตั้งจาก "นายกฯลุงตู่" ให้เป็น ประธานคณะกรรมการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) หรือ "ประธานบอร์ด กฟผ." เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ก่อนที่จะลาออกมา เป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี
ด้วยสไตล์การทำงานที่รวดเร็ว มีความเชี่ยวชาญทางด้านกฎหมาย "นายดิสทัต" จึงเป็นที่ถูกอกถูกใจ "ลุงตู่" จนถึงขั้นเตรียมยกระดับจากที่ปรึกษาฯ ให้มาเป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ... ก็ขนาดเรื่องที่ "ลุงตู่" จะเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ยังต้องขอคำปรึกษาจาก "นายดิสทัต" ก่อนที่จะตัดสินใจ... ดังนั้นหลังจากนี้คงต้องจับตาว่า เลขาฯคนใหม่ของลุงตู่ จะช่วยขจัดปัดเป่าปัญหาข้อกฎหมาย ได้อย่างที่ลุงตู่ตั้งใจไว้หรือไม่

รูป- พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ- นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ- พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล
-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา –วิษณุ เครืองาม – ดิสทัต โหตระกิตย์

กำลังโหลดความคิดเห็น...