xs
xsm
sm
md
lg

หนี้ครัวเรือน กัญชา และโซลาร์เซลล์

เผยแพร่:   โดย: ประสาท มีแต้ม


“คนกรุงเทพฯ แม้แต่น้ำล้างก้นให้ลูกสักขันก็ยังต้องซื้อ” เป็นประโยคที่ผมได้ยินพ่อเล่าให้เพื่อนบ้านฟังหลังจากกลับมาจากการรักษาตัวที่เมืองหลวงเมื่อ 60 ปีก่อน (พอดี) มันสะท้อนถึงความแตกต่างในความสามารถในการพึ่งตนเองระหว่างคนเมืองกับคนชนบทในเวลานั้น

เมื่อปัจจัยในการดำรงชีวิตไม่ว่าจะเป็นเชื้อเพลิงในการปรุงอาหาร ผัก ปลา ยารักษาโรค ฯลฯ ได้ถูกทำให้หายไปด้วยระบบ “การพัฒนา” ความสามารถในการพึ่งตนเองจึงลดลง ปัญหาหนี้สินจึงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วทั้งในเมืองและชนบท

รายการ “จับตาสถานการณ์” จากสถานีไทยพีบีเอส เมื่อสัปดาห์ที่แล้วได้รายงานว่า “คนไทยมีสัดส่วนหนี้ครัวเรือนสูงเป็นอันดับที่ 10 จากการสำรวจ 89 ประเทศทั่วโลก และสูงเป็นอันดับที่ 3 จาก 29 ประเทศในเอเชียด้วยกันโดยมีมูลค่าหนี้สินในปี 2561 เท่ากับ 12.8 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 78.6 ของจีดีพี โดยเฉลี่ยคนไทยเป็นหนี้ 2 แสนบาทต่อคน”

ผมฟังคลิปชิ้นนี้อยู่หลายรอบ บางช่วงบางตอนผมคิดว่าพิธีกรน่าจะพูดผิด แต่เมื่อเอาเครื่องคิดเลขมาลองกดดูก็พบว่า จริงของเธอครับ นั่นคือ โดยเฉลี่ยแล้วคนไทยไม่ว่าจะเป็นลูกเด็กเล็กแดงต่างก็มีหนี้คนละ 1.91 แสนบาท และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 6.0 ต่อปี สูงกว่าอัตราการเพิ่มของจีดีพีซึ่งอยู่ที่ประมาณร้อยละ 3 ถึง 3.5 เท่านั้น

ครอบครัวใดมีสมาชิก 5 คน ก็เอา 5 คูณ ก็ปาเข้าไปเกือบ 1 ล้านบาท แล้วจะเอาเงินที่ไหนมาใช้หนี้ ในเมื่อรายรับต่อเดือนก็แค่ไม่กี่หมื่นบาทเท่านั้น ที่สำคัญกว่านั้นคือ หนี้มีอัตราการเติบโตเร็วกว่ารายรับ ดังนั้น อนาคตคนไทยก็จะมีหนี้ท่วมหัวในอนาคตอันใกล้

รายงานชิ้นนี้ระบุว่า สาเหตุของการก่อหนี้มาจาก 3 สาเหตุ คือ การซื้อบ้าน รถยนต์ และหนี้บัตรเครดิต ซึ่งผมไม่มีอะไรสงสัยใดๆ

แต่สิ่งที่ผมกำลังจะกล่าวถึงก็คือการพึ่งตนเองในปัจจัยพื้นฐานที่ธรรมชาติได้จัดสรรมาให้กับมนุษย์ทุกคนแล้ว นั่นคือ พลังงานแสงแดดและกัญชาแต่ได้ถูกอำนาจรัฐมาปิดกั้นหรือมายืนบังแดด

จากข้อมูลของศาสตราจารย์ Raphael Mechoulam นักวิทยาศาสตร์ชาวอิสราเอลผู้ได้รับการยกย่องให้เป็น “บิดาแห่งวงการกัญชาเพื่อการแพทย์สมัยใหม่” กล่าวว่า “เมื่อ 1 พันปีที่แล้วยารักษาโรคทุกชนิดมาจากพืชซึ่งกระจายตัวอยู่ทั่วไป” แต่เมื่อบริษัทยาสามารถสังเคราะห์ยาจากสารเคมีได้ ความนิยมในการใช้พืชเป็นยาก็ค่อยๆ หายไป แล้วยาสังเคราะห์ที่ผลิตจากบริษัทก็เข้ามาแทนที่

ข้อมูลอีกแหล่งหนึ่ง (ซึ่งผมจำไม่ได้) กล่าวว่าเมื่อประมาณ 200-300 ปีที่แล้ว ยาที่ใช้กันอยู่ในโลกประมาณครึ่งหนึ่งมีส่วนผสมของกัญชา ข้อมูลนี้สะท้อนว่ากัญชาสามารถรักษาได้หลายโรค

ก่อนปี พ.ศ. 2442 กัญชาถูกใช้เป็นยาแก้ปวด รวมทั้งแก้ปวดประจำเดือนของสมเด็จพระราชินีวิกตอเรียแห่งสหราชอาณาจักร แต่หลังจากบริษัท Bayer ได้นำยาแอสไพรินซึ่งเป็นยาแก้ปวดออกสู่ตลาด กัญชาก็กลายเป็นสิ่งผิดกฎหมายในเวลาต่อมา

ปัจจุบัน มีการประเมินว่าทั่วโลกใช้ยาแอสไพรินประมาณปีละ 50,000 ถึง 120,000 ล้านเม็ด นอกจากจะใช้เพื่อแก้ปวดแล้วยังช่วยป้องกันเลือดอุดตันซึ่งคนในสังคมสมัยใหม่เป็นกันมาก ถ้าราคายาเม็ดละ 2 บาท มูลค่าก็มหาศาล

นี่คือเบื้องหลังหนึ่งของการทำให้กัญชาเป็นพืชผิดกฎหมาย

จากผลงานวิจัยของศาสตราจารย์ Mechoulam พบว่า สารที่อยู่ในกัญชาเป็นสารชนิดเดียวกับที่ร่างกายสามารถสร้างขึ้นมาใช้งานเองไม่ใช่เฉพาะร่างกายของมนุษย์เท่านั้น แต่ของสัตว์มีกระดูกสันหลังทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นปลา นก หมา แมว

ใช้งานอะไรบ้าง?

สารดังกล่าวใช้เพื่อการควบคุมและรักษาให้ระบบสรีระของร่างกายทุกระบบให้สมดุล ไม่ว่าจะเป็นระบบความเจ็บปวด อารมณ์และความรู้สึก การย่อยอาหาร การเจริญพันธุ์ การสร้างไขกระดูก การอักเสบ การฆ่าเซลล์มะเร็งและการฟื้นฟูเซลล์ให้แข็งแรง ฯลฯ

“แทบจะไม่มีระบบสรีระใดในร่างกายเลยที่ระบบของ Endocannabinoid (สารที่ร่างกายสร้างขึ้นมาเองและอยู่ในกัญชาด้วย) ไม่มีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้องในการทำหน้าที่ด้วย” ศาสตราจารย์ Mechoulam กล่าวไว้ในหนังสือ “Road to Ananda”

ท่านผู้อ่านเคยสังเกตไหมครับว่า ในช่วงหลังๆ มานี้ เราจะพบว่า หมาเป็นโรคมะเร็งและโรคหัวใจกันค่อนข้างเยอะ

ตอนที่ผมยังเป็นเด็ก ผมยังจำได้ติดตาว่าพ่อทำเชือก (ควั่นเชือก) ล่ามวัวด้วยตนเอง โดยใช้เส้นใยจากทางของต้นตาลโตนด แต่เมื่อมีการผลิตเชือกไนลอนได้ (ผลิตโดยบริษัท DuPont ซึ่งเป็น 1 ใน 4 บุคคลผู้อยู่เบื้องหลังการทำให้กัญชาและกัญชงผิดกฎหมาย) พืชกัญชงก็เป็นสิ่งผิดกฎหมายในเวลาไม่นาน

ผมเองไม่ค่อยมีความรู้เรื่องกลไกการทำงานยาเสพติด แต่ผมคิดเอาเองว่า ยาบ้าจะลดลงหากมีการปล่อยให้กัญชาเสรี

รวมทั้งหนี้ครัวเรือนจะลดลงด้วย


มาถึงเรื่องโซลาร์เซลล์ครับ

ในปี 2561 คนไทยใช้พลังงานคิดเป็นเงิน 2.26 ล้านล้านบาท (13.4% ของจีดีพี) โดยเป็นการนำเข้าถึง 54% นั่นหมายความว่า ถ้าคิดในระดับประเทศแล้วประเทศเราก็ไม่สามารถพึ่งตัวเองในด้านพลังงานได้เช่นเดียวกับครัวเรือน

ในบรรดาค่าพลังงานดังกล่าวเป็นค่าไฟฟ้าจำนวน 6.7 แสนล้านบาท ถ้าเราแบ่งมาให้ภาคครัวเรือนผลิตด้วยโซลาร์เซลล์บนหลังคาในเบื้องต้นสัก 10% ก็จะสามารถลดหนี้ครัวเรือนลงมาได้ถึง 6 หมื่นล้านบาทต่อปี

วิธีการดังกล่าวมีการปฏิบัติกันอย่างแพร่หลายแล้วในต่างประเทศ ทั้งในประเทศร่ำรวยและประเทศยากจน โดยวิธีการง่ายๆ ที่เรียกว่า Net Metering ไม่ต้องมีการลงทุนติดตั้งมิเตอร์เพิ่มโดยไม่จำเป็น

ในตอนกลางวันไฟฟ้าที่ผลิตได้จากหลังคาแต่เหลือใช้ (เพราะคนไม่อยู่บ้าน) ไฟฟ้าก็จะไหลไปตามสายไฟฟ้าไปให้บ้านอื่นที่ไม่ติดโซลาร์เซลล์ใช้ พอตกค่ำไฟฟ้าจากสายส่งก็จะไหลกลับมาให้บ้านที่ติดโซลาร์เซลล์ใช้ พอสิ้นเดือนก็คิดบัญชีกันตามตัวเลขสุทธิในมิเตอร์ จึงเรียกว่า Net Metering

แต่ประเทศไทย (โดยรัฐบาล คสช.) เราไม่ยอมรับ พร้อมกับได้คิดวิธีการที่ปฏิบัติได้ยากและไม่มีเหตุผลทางวิชาการเอาเสียเลย (เช่นเดียวกับการทำให้กัญชาผิดกฎหมาย) คือ

(1) รับซื้อในราคาหน่วยละ 1.68 บาท แต่ขายให้กับผู้อยู่อาศัยในราคาประมาณ 4.25 บาทต่อหน่วย (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

(2) รับซื้อเป็นเวลา 10 ปี ในขณะที่อายุการใช้งานนาน 25 ปี เวลาที่เหลือจะเอาไปขายให้ใคร

(3) ต้องติดมิเตอร์เพิ่มอีก 1 ตัว ในราคาประมาณ 7,500 บาทเงินจำนวนนี้พอๆ กับมูลค่าไฟฟ้าที่โซลาร์เซลล์ขนาด 3 กิโลวัตต์ผลิตนานถึง 3 ปีถ้าใช้วิธีการ Net Metering ก็ไม่จำเป็นต้องติดมิเตอร์ตัวนี้อีก

ข้ออ้างหลักของกระทรวงพลังงานก็คือ ตอนหัวค่ำซึ่งมีการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นจำนวนมาก จะเอาไฟฟ้าที่ไหนใช้

เรื่องนี้ รัฐแคลิฟอร์เนีย สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย ฯลฯ เขาแก้ปัญหาด้วยการติดตั้งแบตเตอรี่ ซึ่งเป็นการลงทุนที่ถูกกว่าการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่หลายสิบเท่าตัว

ใครที่ไม่เชื่อ ก็ลองเข้าไปดูที่นี่ครับ http://www.caiso.com/TodaysOutlook/Pages/supply.aspx

เมื่อคืนผมได้มีโอกาสนั่งคุยกับหลานชายคนหนึ่ง ทำให้ทราบว่า รถยนต์ยี่ห้อใหม่ MD ซึ่งผลิตในประเทศไทยกำลังจะออกรถยนต์ไฟฟ้าในวันที่ 20 เดือนกรกฎาคมนี้ ในราคาคันละประมาณ 1.2 ล้านบาท สามารถชาร์จไฟฟ้าจากบ้านได้ใครจะหาว่าผมโฆษณาให้ก็ไม่สนใจครับ

เขาประเมินว่า ถ้าใช้ขับไปทำงานก็จะลดการจ่ายค่าน้ำมันลงได้เดือนละ 5 พันบาท ลดค่าบำรุงรักษาลงได้เดือนละ 1 พันบาท และจะลดค่าไฟฟ้าในบ้านได้อีก 3 พันบาท

รวมกันก็เกือบหนึ่งหมื่นล้านบาท ยังไม่ได้รวมเรื่องค่ายาจากต้นกัญชาหลังบ้านอีก 2-3 ต้น

ปัญหามีอยู่อย่างเดียวที่ผมรู้สึกหนักใจ คือเขาจะขอยืมตังค์จากผมนะซิ!

จบโดยไม่มีการสรุปนะครับ



กำลังโหลดความคิดเห็น...