xs
xsm
sm
md
lg

อย่าให้วาทกรรมนำความจริง “ธนาธร” สู้ให้สมศักดิ์ศรี

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


“หนึ่งความคิด”
“สุรวิชช์ วีรวรรณ”

เราคงจำกันได้ว่า วาทกรรมทางการเมืองนั้นนำหน้าความจริงเสมอ เราเคยได้ยินว่า “เซ็นชื่อให้เมียซื้อที่ดินก็ผิด” หรือ “ทำกับข้าวออกทีวีก็ผิด”

คำพูดเหล่านั้นทำให้คนเลิกสนใจข้อกฎหมาย ข้อเท็จจริง เพราะมัวแต่คิดว่า อ้าวแล้วทำอย่างนั้นมันผิดได้อย่างไร กฎหมายไม่เป็นธรรมเลือกปฏิบัติสองมาตรฐานอีกสารพัด เลยไม่ได้คิดให้ถ้วนถี่ว่า ถ้าผิดเพราะเรื่องแบบนี้ประเทศนี้คงมีผัวเซ็นให้เมียซื้อที่ดินหรือเมียเซ็นให้ผัวซื้อที่ดินติดคุกเต็มไปหมด แล้วทำไมคนเหล่านั้นถึงไม่ผิดไม่ติดคุกแบบเดียวกับทักษิณ

หรืออย่าง ม.ร.ว.ถนัดศรี สวัสดิวัตน์ กับลูกของเขา แม่ช้อย คุณสันติ เศวตวิมล ทำกับข้าวออกทีวีมาตั้งนานนม ทำไมถึงไม่ผิดไม่ติดคุก ถ้าเราคิดตามไม่หลงไปตามวาทกรรมก็จะเข้าใจว่า มันมีกฎหมายบังคับไว้ แล้วถ้าอ่านและศึกษาให้มากกว่าฟังวาทกรรมก็จะพบเหตุผลที่แท้จริง

กรณีของสมัครนั้นไม่ได้ติดคุกเพราะทำกับข้าวออกทีวี แต่ผิดเพราะเป็นนายกรัฐมนตรีแล้วยังไปทำงานเป็นลูกจ้างบริษัท ซึ่งเป็นข้อห้ามตามกฎหมาย ส่วนทักษิณนั้นผิดเพราะเป็นเจ้าพนักงานรัฐมีส่วนได้เสีย และกฎหมาย ป.ป.ช.เขาเขียนไว้เพื่อป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน ถ้าทักษิณไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีไปเซ็นชื่อให้เมียก็ไม่ผิด ดังนั้นผิดเพราะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐที่มีส่วนได้ส่วนเสียไม่ใช่ผิดเพราะเซ็นชื่อ

ทักษิณยังทำผิดอีกหลายอย่างเพราะเรื่องนี้ เช่นให้วันสิ้นปีเป็นวันทำการเพื่อให้เมียเสียภาษีที่ดินน้อยลง

สังคมไทยทุกวันนี้เป็นสังคมที่วาทกรรมนำการเมืองเพราะมันง่ายที่จะชี้นำสังคมที่ไม่ชอบอ่านไม่ชอบศึกษาเป็นสังคมวูบไหวไปกับกระแสคลื่นของข่าวสารที่ฉาบฉวย เป็นสังคม short messenge อ่านข่าวแต่พาดหัว อ่านข่าวในโซเชียลมีเดียไม่สนใจที่มาว่าน่าเชื่อถือไหม ไม่สนใจเช็คข้อมูล แม้แต่เรื่องง่ายที่แค่ใช้จิตสำนึกในการวิเคราะห์ก็ไม่ยอมทำ

ผมเชื่อว่า เดี๋ยวสักพักก็ต้องมีวาทกรรมว่า “ให้พรรคยืมเงินก็ผิด” แล้วท่องว่า ไม่เห็นมีกฎหมายไหนเขียนไว้ว่าห้ามพรรคยืมเงิน ประเด็นนี้เถียงเองเลยโดยนักกฎหมายมหาชนชื่อดังที่เป็นเลขาธิการพรรค ชื่อ รศ.ดร.ปิยบุตร แสงกนกกุล ที่ตอนเป็นนิติราษฎร์นั้นแม่นกฎเกณฑ์กติกาหลักกฎหมายมหาชนมากๆ

แถมปิยบุตรบอกด้วยว่าศึกษากฎหมายทั้งหมด พบว่าพรรคการเมืองในต่างประเทศเป็นหนี้ธนาคารเต็มไปหมด เอ้ย แกไม่รู้หรือว่า กฎหมายประเทศไหนก็บังคับใช้ในประเทศนั้น แล้วเราต้องขึ้นกับกฎหมายบ้านเราไม่ใช่เหรอ จะไปเอากฎหมายประเทศอื่นมาบังคับคนไทยมาสู้ในศาลไทยมันจะใช้ได้เหรอ

เวลาฟังปิยบุตรแถลงถึงแง่มุมทางกฎหมายนั้น เท่าที่ผมสังเกต พบว่าแกจะอ้าง “เหลี่ยมทางกฎหมาย” มากกว่า “หลักทางกฎหมาย” แกจะแสดงราวกับว่า แกเป็นหมองูผู้เชี่ยวชาญในการเลี้ยงงู

ยังได้ยินฝั่งธนาธรและพวกพูดว่า เล่นการเมืองแบบโปร่งใสเปิดเผยซึ่งแตกต่างกับพรรคการเมืองอื่นที่ไม่เปิดเผยที่มาของเงินทำไมถึงผิดหรือจะให้เล่นการเมืองแบบเก่า ผมเข้าใจนะครับว่า ทุกพรรคต้องทำบัญชีชี้แจงที่มาของเงินและจ่ายอะไรบ้าง เพราะกฎหมายเขาเขียนบังคับไว้ ก็ต้องถูกตรวจสอบและต้องยึดตามนั้น อนาคตใหม่จะอ้างความโปร่งใสว่าเปิดเผยที่มาแล้ว แต่เป็นที่มาที่ไม่ชอบตามกฎหมายก็คงเอามาอ้างไม่ได้

ไม่นั้นก่อนจะไปปล้นก็ประกาศก่อนว่าจะไปปล้นหรือประกาศว่าเงินนี้ฉันได้มาจากการปล้น แล้วมาอ้างว่านี่เป็นความโปร่งใสเปิดเผยก็ได้ด้วย

จะบอกว่า กติกานี้เขียนขึ้นมาเพื่อเล่นงานอนาคตใหม่ก็ไม่น่าจะใช่ เหมือนเรื่องถือหุ้นสื่อ พอธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ถูกข้อกล่าวหาก็ออกมาตำหนิกฎหมายกันใหญ่ว่า กฎหมายบ้านเราตึงเกินไปบ้าง หยุมหยิมเกินไป ไม่ใช่เจตนารมณ์ของกฎหมายบ้าง คนเขียนกฎหมายตามไม่ทันสังคมบ้างเพราะตอนนี้สื่อไม่ได้มีอิทธิพลแล้ว

ทั้งที่กฎหมายก็เขียนขึ้นมาก่อนแล้วบังคับใช้กับทุกคน ธนาธรก็รู้นะ ถึงได้ไปโอนหุ้นมติชนให้แม่ แต่แทนที่หุ้นนี้จะทำไปพร้อมกันกลับไม่ทำ ข้ออ้างที่สู้คือ โอนกันไปแล้วตั้งแต่วันที่ 8 มกราคมนั้นก็อ้างได้นะครับ แต่มันก็ต้องไปสู้กัน โอนหุ้นวันนั้นจริงไหม แล้วถ้าโอนวันนั้นมันอ้างได้ไหมหรือยึดเอาวันที่แจ้งนายทะเบียน ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ถูกต้องอยู่แล้ว ที่เมื่อมีผู้ร้อง กกต.ก็ต้องนำเรื่องขึ้นสู่ศาล ไม่เห็นจะกลั่นแกล้งอะไรกันเลย จะไปฟังว่า ธนาธรบอกว่าไม่ผิดแล้วจบกันก็คงไม่ได้ เพราะตัวธนาธรไม่ใช่ศาล แต่เป็นผู้ถูกกล่าวหา

ส่วนผู้ถูกร้องอื่นในภายหลัง กกต.ก็ต้องวินิจฉัย ซึ่งในมุมของผมกรณีของธนาธรนั้นแตกต่างจากผู้ร้องคนอื่นที่เขียนไว้ในบริคณห์สนธิ แม้ศาลจะตัดสินคดีหนึ่งแล้วว่า เขียนบริคณห์สนธิก็ผิด แต่กรณีของธนาธรนั้นทำธุรกิจสื่อจริงๆ

แต่ถ้าใครอ่านคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่มีมติออกมา จะพบว่าในเอกสารของศาลรัฐธรรมนูญนั้น มีข้อความตอนหนึ่งว่า ปรากฏข้อมูลจากเอกสารประกอบคำร้องว่า ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา การเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นทุกครั้ง จะส่งสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น ระบุวันประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น พร้อมมีหนังสือนำส่งนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครในเวลาใกล้ชิดกัน ซึ่งแตกต่างจากการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นในคดีนี้ ตามเอกสารประกอบคำร้องไม่ปรากฏว่ามีการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น

ฟังคล้ายกับว่า ศาลไม่เชื่อนะครับว่า มีการโอนหุ้นในวันนั้นจริง ซึ่งต้องพิสูจน์กัน ถ้าพิสูจน์ไม่ได้เรื่องก็อาจจะยาวนะครับ เพราะจะไม่จบที่ธนาธร แต่จะลามไปที่ตัวแม่คือนางสมพรด้วย ก็จะลวนลามพัวพันอินุงตุงนังถ้าพิสูจน์ไม่ได้ก็ลากกันไปเข้าซังเตไปหมด

ดังนั้นจึงควรปล่อยให้ธนาธรซึ่งประกาศเสมอว่า อยากให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย เคารพหลักนิติรัฐ และมีความเสมอภาคกันทางกฎหมายได้ใช้โอกาสนี้พิสูจน์ตัวเอง ในฐานะคนหนึ่งที่อยู่ภายใต้กฎหมายและยึดมั่นหลักการนิติรัฐและความเสมอภาค สู้กันในกระบวนการยุติธรรม เอาหลักฐานมาดูว่า โอนกันจริงมั้ยในวันนั้น เรื่องที่เขาพูดกันว่า วันนั้นอยู่ที่อื่น แล้วงัดหลักฐานชิ่งรถโดนใบสั่งเสี่ยงตายมาเพื่อโอนให้ทันนั้นจริงไหม

เอ๊ะแล้วทำไมต้องเสี่ยงตายฝ่ามัจจุราชมาโอนให้ทันวันนั้น เพราะยังมีโอกาสโอนหลังจากนั้นก่อนสมัครเลือกตั้งอีกหลายวัน ถ้าพิสูจน์ไม่ได้ก็ไม่ได้เดือดร้อนธนาธรคนเดียวล่ะ

แต่พอธนาธรโดนคดีเข้า ผมก็ได้ยินวาทกรรมหนึ่งลอยมาว่า “ชนชั้นสูงอำนาจเก่า” ต้องการกำจัดธนาธร ซึ่งเราเคยได้ยินคำกล่าวเดียวกันนี้ถูกใช้กับทักษิณมาแล้ว เพื่อบอกว่า ทักษิณไม่ได้ทุจริตไม่ได้กระทำผิดกฎหมาย แต่ถูกอำนาจเก่าและชนชั้นสูงรังแกกลั่นแกล้งเพราะกลัวทักษิณ จนคนจำนวนมากหลงเชื่อ แม้คดีที่เกี่ยวกับทักษิณแต่ละคดีศาลจะอ่านคำพิพากษาแบบเปิดเผยยาวเหยียดทุกขั้นตอน คนอีกฝั่งก็ไม่เชื่อ เพราะถูกกลบด้วยวาทกรรมนี้

หรือบางคนบอกว่า อย่าไปผลักธนาธรไปเล่นการเมืองนอกสภาให้มาเล่นในสภาดีกว่า เพราะมีมวลชนเยอะจะได้ไม่คุ้มเสีย ซึ่งนี่ไม่น่าจะเป็นคำพูดก็พวกที่ชอบท่องหลักการและนิติรัฐ แต่มันเป็นคำพูดของคนพวกนี้จริงๆ

จนกระทั่งบางคนพูดทำนองว่า ไม่เปิดให้โอกาสเข้ามาทำงานการเมือง กีดกันคนรุ่นใหม่ ซึ่งถามว่ามันใช่เหรอ คนรุ่นใหม่ใครเข้ามาเล่นการเมืองแล้วมันจะผิดเหรอถ้าไม่ได้ทำผิด หรือถ้าคนรุ่นใหม่ถ้าทำผิด แต่เมื่อเขามาเล่นการเมืองแล้วมีเจตนาที่ดี มีนโยบายที่ดีเราต้องละเว้นข้อบังคับทางกฎหมายไปแม้ว่าจะกระทำในสิ่งที่ขัดกับกฎหมายเช่นนั้นหรือ ถ้าอย่างนั้นเราจะปกครองกันอย่างไร

ผมประหลาดใจมากนะครับ ฝั่งที่เชียร์ธนาธรแล้วออกมาปกป้องธนาธรนั้น มักอ้างตัวว่าเป็นฝ่ายประชาธิปไตย มักจะเรียกร้องนิติรัฐ ความเท่าเทียมและความเสมอภาคแต่พอพูดถึงธนาธรก็ไม่สนใจข้อเท็จจริงว่าสิ่งที่ธนาธรได้ทำไปนั้นมันมีความผิดตามกฎหมายหรือไม่

โอเคล่ะครับอาจจะเชื่อว่าสิ่งที่ธนาธรทำนั้นไม่ผิด แต่เราใช้ความเชื่อของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแทนการพิจารณาคดีตามกระบวนการยุติธรรมได้เหรอ

เรื่องหุ้นสื่อนั้นเป็นเรื่องความผิดระดับรัฐธรรมนูญ เรื่องการให้พรรคยืมเงินก็เหมือนกัน ดังนั้นผมจึงเชียร์ธนาธรนะครับว่า ในฐานะคนรุ่นใหม่ อยากเห็นธนาธรสร้างความโปร่งใสด้วยข้อมูลหลักฐานข้อเท็จจริง ไม่มีทางหรอกครับที่กระบวนการยุติธรรมจะทำให้ขาวเป็นดำได้ ถ้าไม่ผิดก็คือไม่ผิด นั่นแหละคือความสง่างาม

กรณีของธนาธรนั้นถูกร้องมาก่อนคนอื่นคดีก็ต้องเดินไปก่อน ส่วนกรณีของคนอื่นที่ถูกร้องถือหุ้นสื่อหรือมีเขียนไว้ในบริคณห์สนธิตามหลังนั้น กกต.ก็ต้องวินิจฉัยตามมา ไม่สามารถนิ่งนอนใจได้หรอกครับ ไม่นั้น กกต.จะมีความผิดเสียเอง แค่เรื่องที่กกต.ทำอยู่หลายเรื่องคนเขาก็ห่วงว่าจะซ้ำรอย กกต.รุ่นพี่ไหมก็หนักหนาแล้ว

สู้เถอะครับธนาธรเป็นคนรุ่นใหม่เดินเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ธนาธรเองก็รู้แต่ต้นแล้วว่า กฎหมายเขาห้ามผู้สมัครส.ส.ถือหุ้นสื่อ ธนาธรก็รู้แต่ต้นแล้วว่า ตัวเองถือหุ้นตัวนี้อยู่ ส่วนทำไมไม่โอนพร้อมหุ้นมติชนนั้นก็ไม่ทราบได้ ธนาธรก็รู้อยู่แล้วว่า กฎหมายมหาชนนั้นเขาจะเขียนไว้ว่าอะไรที่ทำได้ เขาไม่ได้ให้พรรคการเมืองมีเงินมาใช้สอยจากการกู้หนี้ ไม่เชื่อถาม รศ.ดร.ปิยะบุตรส่วนตัวเลยว่ากฎหมายมหาชนเขามีหลักการอย่างนี้จริงไหม

พิสูจน์ตัวเองอย่างกล้าหาญผิดก็ยอมรับผิด อย่าไปเชื่อพวกอ้างประชาธิปไตยที่เล่นการเมืองด้วยวาทกรรมเลยครับ เพราะวาทกรรมทำร้ายประเทศมาหลายปีแล้ว

ติดตามผู้เขียนได้ที่ https://www.facebook.com/surawich.verawan