xs
xsm
sm
md
lg

แด่...ป๋าเปรม!!!

เผยแพร่:   โดย: ทับทิม พญาไท

พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ
วันนี้...ก่อนอื่น คงต้องขออนุญาตแวะกลับมา “เคารพศพ” ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ “พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์” ผู้ซึ่งจากโลกนี้ จากประเทศไทยไปด้วยความสงบ เมื่อช่วงวันอาทิตย์ที่ 26 พฤษภาคม ณ เวลา 9 นาฬิกา 9 นาที ขณะสิริอายุได้ 99 ปี ซึ่งต้องถือเป็นการสูญเสียครั้งใหญ่ของชาติบ้านเมือง สูญเสีย “เสาหลัก” สูญเสีย “ผู้หลัก-ผู้ใหญ่” ผู้เคยช่วยสร้างแรงกระตุ้น แรงบันดาลใจ ผู้ซึ่งสามารถนำมาใช้เป็นแบบอย่าง แนวทาง ให้กับใครต่อใครในการยืนหยัด ต่อสู้ เสียสละ เพื่อชาติบ้านเมือง หรือเพื่อ “ใช้หนี้แผ่นดิน”...

เพราะในยุคของการ “ต่อสู้เพื่อเอาชนะคอมมิวนิสต์” ที่มี “ป๋าเปรม” เป็นส่วนหนึ่งและส่วนสำคัญนั้น...ถ้าหากยังสู้ในแบบเก่าๆ คือสู้โดยไม่รู้ว่า...ใครคือคอมมิวนิสต์? หรืออะไรคือคอมมิวนิสต์? กันแน่ โดยอาศัย “การทหาร” เป็นหลัก มุ่งพร่าผลาญล้างผลาญพวกคอมมิวนิสต์ที่ถูกทำให้มีรูปร่างหน้าตา ไม่ต่างอะไรไปจากผี-ปิศาจ หรือโจรกระจอกอะไรประมาณนั้น รับรองว่า...ป่านนี้ประเทศไทยกลายสภาพเป็น “โดมิโน” หรือต้อง “เสร็จคอมมิวนิสต์” ไปนานแล้ว โดยที่ยังนึกภาพไม่ออก ว่าสุดท้าย...จะเป็นคอมมิวนิสต์สายจีน สายเวียดนาม หรือสายโซเวียต ฯลฯ กันแน่ จะเป็นคอมมิวนิสต์ที่ประสบความสำเร็จแบบเวียดนามและลาว หรือจะต้องประสบความล้มเหลว เจ็บปวดรวดร้าวแบบคอมมิวนิสต์เขมร หรือ “เขมรแดง” ก็ยังยากส์ส์ส์จะสรุปได้...

แต่ด้วยความพยายามเรียนรู้ พยายามที่จะ “เข้าถึง” และ “เข้าใจ” ต่อสิ่งที่เรียกว่า “คอมมิวนิสต์” ของ “ป๋าเปรม” และบรรดาเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงบางกลุ่ม บางเหล่า ซึ่งมีจำนวนไม่มากนักในระยะแรกๆ ภาพของคอมมิวนิสต์ที่ถูกเปลี่ยนแปลงไปในสายตาของ “นักต่อสู้เพื่อเอาชนะคอมมิวนิสต์” ทั้งหลาย กลายเป็นภาพของเพื่อนมนุษย์ที่ต่างเป็นปวงชนชาวไทยด้วยกันเอง เป็นพี่ๆ-น้องๆ เป็นพ่อ-แม่-ลุง-ป้า-น้า-อา ผู้ถูกเอารัด-เอาเปรียบ ผู้ไม่ได้ “ความเป็นธรรม” จากอำนาจรัฐ หรือกลไกรัฐ จึงทำให้ “ป๋าเปรม” และบรรดาเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงเหล่านี้ กลายมาเป็นผู้พลิกยุทธศาสตร์ เปลี่ยนแปลงยุทธศาสตร์การต่อสู้ หันมาอาศัย “การเมือง” นำ “การทหาร” อาศัย “ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” มาใช้รับมือกับลัทธิอุดมการณ์ในระดับสากล อย่างชนิดได้ผลมิใช่น้อย...

แม้ว่าการพลิกเปลี่ยน “ยุทธศาสตร์” ในลักษณะเช่นนี้...ย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ในช่วงเวลานั้น เพราะเผลอๆ.. .“นักต่อสู้เพื่อเอาชนะคอมมิวนิสต์” อาจถูกกล่าวหาว่าเป็น “คอมมิวนิสต์” ซะเองเอาเลยก็ยังได้ แต่ด้วยความพยายามเรียนรู้ พยายามที่จะ “เข้าถึง” และ “เข้าใจ” อย่างที่ว่า “ป๋าเปรม” และบรรดาเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงกลุ่มหนึ่ง ก็สามารถปรับเปลี่ยนกรรมวิธีและนโยบายในการต่อสู้เพื่อเอาชนะคอมมิวนิสต์ จนกลายมาเป็น “คำสั่งนโยบายที่ 66/23” อันเป็นคำสั่งนโยบายที่สอดคล้อง รองรับกับสถานการณ์โลกในช่วงระยะนั้นแบบพอดิบ พอดี หรือช่วงที่โลกคอมมิวนิสต์กำลังขัดแย้ง แตกแยก แบ่งโลกออกเป็นสองโลก สามโลก แบ่งเส้นสายออกเป็นสายจีน สายโซเวียต อันทำให้บรรดาผู้รักชาติ และยังรักและยึดมั่นอยู่กับความเป็นไทย แม้ว่าจะมีสถานะเป็น “คอมมิวนิสต์” ก็ตามที ได้กลายสภาพมาเป็น “ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย” ส่งผลให้ความขัดแย้งในระดับสงครามระหว่างประชาชนกับประชาชนในชาติเดียวกัน ค่อยๆ คลี่คลายลงไปตามลำดับ...

แต่ไม่ใช่เฉพาะการเป็นส่วนหนึ่งและส่วนสำคัญใน “การต่อสู้เพื่อเอาชนะคอมมิวนิสต์” เท่านั้น...ในยุคที่โลกได้หันกลับมาเป็น “ทุนนิยม” กันไปเป็นแผงๆ ภายใต้ความเป็น “โลกาภิวัตน์” ที่มีทุนนิยมเสรีเป็นพลังในการขับเคลื่อนโลกทั้งโลก ในช่วงระยะนั้นรัฐบุรุษและองคมนตรี อย่าง “ป๋าเปรม” ท่านถึงกับอดไม่ได้ที่จะต้องปรารภ รำพึงถึงความผันผวน ปรวนแปร อันน่าวิตกกังวลมิใช่น้อย ต่อกระแสความเปลี่ยนแปลงในทางการเมือง เศรษฐกิจ ตลอดไปจนวัฒนธรรม-ประเพณี ที่สามารถเป็นไปได้แบบ “ลอดรัฐ-ข้ามรัฐ” ได้ทุกเมื่อ แต่ด้วยการอาศัย “เอกลักษณ์” และ “อัตลักษณ์” แห่ง “ความเป็นไทย” ด้วยการอาศัยสิ่งที่เรียกว่า “ชาติ-ศาสนา-พระมหากษัตริย์” อันเป็นสิ่งที่ท่านยึดมั่นมาโดยตลอดนั่นแหละ การประคับประคอง “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ที่ถือเป็น “ลักษณะพิเศษ” แบบไทยๆ จึงเป็นอะไรที่ยังพอรับมือกับความผันผวนปรวนแปรของกระแสโลกได้บ้าง ไม่ว่ามากหรือน้อยก็ตามที...

อย่างไรก็ตาม...เมื่อมาถึงยุคนี้ หรือเมื่อมาถึง ณ ขณะนี้ คงปฏิเสธไม่ได้ว่า...โลกมันได้เปลี่ยนแปลงไปอีกขั้น ไม่ใช่แต่เฉพาะโลกาภิวัตน์แบบยุคเก่าๆ เท่านั้น แต่ยังเป็นโลกาภิวัตน์ที่มี “เทคโนโลยี” เป็นตัวกำหนดการเปลี่ยนแปลงแต่ละสิ่ง แต่ละอย่างมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ แม้แต่การเปลี่ยนแปลง “เอกลักษณ์” หรือ “อัตลักษณ์” ลึกลงไปถึงระดับ “ปัจเจกบุคคล” ชนิดแม้แต่ “ยีน” และ “ดีเอ็นเอ” ของมนุษย์ อาจหนีไม่พ้นต้องถูกเปลี่ยนแปลงไปด้วยเอาเลยก็ว่าได้ ยุคที่ “IT” และ “AI” มันได้ชำแรกแทรกซึมลงไปถึง “จิตวิญญาณความเป็นมนุษย์” จนไม่ใช่แต่ “ความเป็นไทย” เท่านั้น...กระทั่ง “ความเป็นมนุษย์” ยังอาจต้องกระทบกระเทือน หรือต้องถูกเปลี่ยนแปลงให้กลายเป็น “หุ่นยนต์” เอาง่ายๆ...

เสียดาย...ที่ในการต่อสู้และเผชิญหน้ากับยุคที่ว่านี้ รัฐบุรุษและประธานองคมนตรี อย่าง “ป๋าเปรม” ท่านได้ถึงกำหนด ถึงวาระที่จะต้องลา-ละ-สละจากโลกใบนี้ไปตามอายุขัย และตามสภาพ ทิ้งคำถามให้ใครต่อใครที่ยังมี “จิตวิญญาณแห่งความเป็นมนุษย์” ที่ยังพอหลงเหลือ “ความเป็นไทย” ที่ยังมีความตระหนักและสำนึกในการ “ใช้หนี้แผ่นดิน” ให้ต้องหาทางเรียนรู้ หาทาง “เข้าถึง” และ “เข้าใจ” ต่อสภาพความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ๆ ซึ่งจะเป็นตัวกำหนด “ปัจจุบัน” และ “อนาคต” ของประเทศไทย สังคมไทย โดยจะต้องมองหากรรมวิธีในการ “ต่อสู้เพื่อเอาชนะ” สิ่งเหล่านี้กันเอาเอง...

ด้วยเหตุนี้...แม้ว่าการจากไปของรัฐบุรุษและนักต่อสู้ อย่าง “ป๋าเปรม” จะเป็นไปตามวัย ตามอายุขัย และตามสภาพก็ตามที แต่ก็คงต้องยอมรับว่า...ออกจะก่อให้ความรู้สึกที่ “โหวงๆ เหวงๆ” อยู่พอประมาณ แต่ก็นั่นแหละ...แม้จะโหวงๆ เหวงๆ กันเพียงใดก็ตาม ด้วยแบบอย่าง แนวทาง ที่ “ป๋าเปรม” ท่านได้ทิ้งไว้ให้ อย่างน้อย...ก็อาจพอช่วยให้เกิดแรงกระตุ้น แรงบันดาลใจ ในอันที่จะเผชิญหน้ากับฉากสถานการณ์ใดๆ ไปตามแบบฉบับที่มีผู้อรรถาธิบายเอาไว้ว่า... “Lives of great men all remind us, We can make our lives sublime, And departing leave behind us, Foot-prints on the sand of time” หรือที่ล้นเกล้ารัชกาลที่ 6 ถอดความเอาไว้ว่า... “ประวัติวีรบุรุษไซร้-เตือนใจ-เรานา, ว่าเราก็ยังชนม์-เลิศได้, แลยามจะบรรลัย-ทิ้งซึ่ง, รอยบาทเหยียบแน่นไว้-แทบพื้น-ทรายสมัย” ขอแสดงความเคารพและคารวะต่อรัฐบุรุษ วีรบุรุษผู้จากไป เอาไว้ ณ ที่นี้...ดังนี้...แล