xs
xsm
sm
md
lg

ข่าวปนคน คนปนข่าว

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

ข่าวปนคน คนปนข่าว

**พีคได้อีก เมื่ออากู๋ "Google"เดินตามคำสั่ง "โดนัลด์ ทรัมป์" ประกาศไม่ทำธุรกิจกับ "หัวเว่ย" ยักษ์ใหญ่จีน คนใช้แอบหวั่นเกรงมือถือเครื่องใหม่ แอพฯยอดฮิตในแอนดรอยด์ จะเป็นง่อย

แชร์ว่อนเน็ต แตกตื่นกันไปทั่วหัวระแหง โดยเฉพาะผู้นิยมเทคโนโลยีของ"หัวเว่ย" มือถือจีน ที่ซูมไปถึงดวงจันทร์ จากข่าวที่ว่า Googleประกาศหยุดทำธุรกิจกับ Huawei ยักษ์ใหญ่ทางด้านมือถือและอุปกรณ์โทรคมนาคมเบอร์ต้นๆ ของโลกชั่วโมงนี้ ... ผู้ใช้โทรศัพท์มือถือของหัวเว่ย เอามือก่ายหน้าผาก สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯกับจีน มาถึงจุดนี้ได้อย่างไร หัวเว่ย ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Android อาจจะใช้บริการของ Googleไม่ได้
เรื่องมันมาถึงจุดนี้ ก็ต้องย้อนไปตอนที่ สหรัฐฯ เปิดฉากสงครามการค้ากับจีน โดยประธานาธิบดี "โดนัลด์ ทรัมป์" ได้ลงนามคำสั่งบริหาร ห้ามบริษัทในสหรัฐฯ ใช้อุปกรณ์โทรคมนาคมที่เป็นภัยต่อความมั่นคง เพื่อที่จะปกป้องระบบอินเตอร์เน็ต และเทคโนโลยีสารสนเทศของสหรัฐ จากการคุกคามของเทคโนโลยีต่างชาติ... คำสั่งไม่ได้ระบุชื่อบริษัทใดอย่างเป็นทางการ แต่กระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐฯ ใส่ชื่อ "หัวเว่ย" และบริษัทที่เกี่ยวเนื่องกว่า 70 บริษัท ขึ้นบัญชีดำทันที
ทำไมทรัมป์ต้องกลัวหัวเว่ย ?
ว่ากันว่า "หัวเว่ย" พัฒนาเทคโนโลยี 5G ที่จะมาเปลี่ยนโฉมหน้าโลกไปอีกขึ้น ล้ำหน้าบริษัทฝรั่งมังค่าไปไกล ซึ่งพิสูจน์ได้ว่า การวิจัยและพัฒนาของหัวเว่ย เป็นเบอร์ต้นๆของโลกไปเรียบร้อย ที่สำคัญ อุปกรณ์โทรคมนาคมของจีนช่วงหลังได้รับความนิยมมาก ด้วยคุณภาพและราคาที่ถูกกว่าเยอะ ...ที่ หัวเว่ย ตกเป็นเป้าทำสงครามการค้าก็เพราะเหตุนี้ สหรัฐฯ ต้องถล่มหัวเว่ยที่เป็นส่วนหนึ่งในแผนการ Made in China 2025 ที่จีนพยายามปั้นให้ไปครองโลก
Google ต้องแบนหัวเว่ยก็เพราะว่า ทำตามคำสั่งทรัมป์ ซึ่งเชื่อว่าจะมีบริษัทใหญ่ๆ ตามมาอีก เช่น อินเทล Qualcomm และ TSMC ผู้ผลิตชิปรายใหญ่ ก็กำลังตัดสินใจที่จะไม่ทำธุรกิจกับยักษ์ใหญ่จากประเทศจีน ... เหล่านี้จะต้องปฏิบัติตามกฎหมายสหรัฐ อย่างเคร่งครัด ไม่งั้นแล้วอาจโดนลงโทษ และเกิดความเสียหายเกินกว่าที่คาดเดาได้
เมื่อมาถึงไฟต์บังคับ คนใช้หัวเว่ย ก็เลยกลัวกันว่ามือถือรุ่นใหม่ๆ จะไม่มีการติดตั้งแอปพลิเคชันพื้นฐานยอดฮิตของกูเกิล อย่าง Gmail Youtube และ Google Maps
อย่างไรก็ดี "กูเกิล" ออกแถลงสั้นๆ ยืนยันว่าจะให้บริการ Google Play กับโทรศัพท์หัวเว่ยต่อไป แม้จะมีคำสั่งแบนหัวเว่ย และบริษัทในเครือจากประธานาธิบดีทรัมป์ แต่จะใช้ได้เฉพาะ "รุ่นปัจจุบัน" เท่านั้น โดยยังไม่มีรายละเอียดว่ารุ่นต่อไปในอนาคตจะเป็นอย่างไร
สงครามยังไม่จบ อย่าเพิ่งมองว่างานนี้ หัวเว่ย จะเพลี่ยงพล้ำหมากกลของ โดนัลด์ ทรัมป์ เพราะ "สี จิ้นผิง" ประธานาธิบดีจีน ก็ประกาศแล้วว่า จะตาต่อตาฟันต่อฟัน ... ที่แน่ๆไม่มีอากู๋ หัวเว่ยก็ไม่ตาย ... จีนมีทางของตัวเองเสมอ รอดูกันไปยาวๆ

**ใครกัน ? "พีระพันธุ์" สาวไส้ “ผู้ใหญ่ที่นับถือมา 30 ปี”มาโป๊ะแตกตอนหาเสียงชิงหัวหน้าพรรคปชป. เคยเชื่อว่าดี ที่แท้ภาพลวงตา คอยตอกลิ่มให้เกิดความแตกแยกภายใน "มาร์ค" ทิ้งทุ่นลาออก หากพรรคเลือกไปกับ พปชร. "พิเชษฐ" ฟันธงยังไงก็ไม่พ้นทางตัน

"นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค" ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อดีตผู้ท้าชิงเก้าอี้หัวหน้าพรรค โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ถึงเบื้องหลังศึกชิงหัวหน้าพรรคที่เพิ่งผ่านมา
“ผมเพิ่งจะประจักษ์ด้วยตัวผมเองว่าผู้ใหญ่บางคนที่ผมเคยเคารพนับถือมาเกือบ 30 ปี ที่ผมเคยเชื่อว่าดี แท้จริงแล้วก็เป็นเพียงภาพลวงตา ใครไม่ยอมอยู่ในอาณัติ หรืออยู่ฝ่ายตรงข้ามกันเมื่อใดก็กลายเป็นคนที่ต้องถูกพิฆาต แผ่บารมีต่อต้าน วาดภาพให้เป็นคนไม่ดี เป็นคนของคนนั้นคนนี้ เพื่อให้ดูไม่ดีในสายตาเพื่อน บารมีมากล้นที่ควรจะวางตัวเป็นกลางเพื่อสร้างเอกภาพ กลายเป็นตัวตอกลิ่มให้เกิดความแตกแยกมากขึ้น"
นายพีระพันธุ์ เป็น 1 ใน 4 แคนดิเดต ชิงหัวหน้าปชป. ที่เปิดตัวชิงเก้าอี้ เมื่อ 8 พ.ค.ที่ผ่านมา และแพ้โหวต ให้แก่ "นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์" ด้วยคะแนน 50.59% ต่อ 37.21%
นายพีระพันธุ์ระบุว่า ในช่วงเวลา 6 วันช่วงหาเสียงเลือกตั้งหัวหน้าพรรค ได้เรียนรู้อะไรมากขึ้น และได้เรียนรู้ตัวตนที่แท้จริงของคนหลายๆ คน อย่างไรก็ตาม ยังมีผู้ใหญ่อีกหลายคนที่กลายเป็น “นักสู้ใจเด็ดที่ไม่ยอมสยบให้กับอำนาจบารมีที่มากล้น”พร้อมย้ำด้วยว่า ไม่รู้สึกเสียใจที่พลาดตำแหน่งหัวหน้าพรรคไป
“พวกเขาต่างหากที่ควรจะต้องเสียใจ และหมดกำลังใจ เพราะแสดงให้เห็นว่า พลังแห่งอำนาจบารมีที่สั่งสมร่วมกันมาหลายสิบปีนั้น บัดนี้เริ่มเสื่อมถอยลงแล้ว สามารถสนับสนุนเอาชนะพลังเล็กๆ ของพวกเราที่ทำงานกันมาเพียงแค่ 6 วัน ได้เพียงแค่ 5 คะแนน ในส่วนของส.ส. 52 คน และ เพียงแค่ 50 คะแนนในส่วน ขององค์ประชุมอื่นประมาณ 250 คน”
นายพีระพันธุ์ ยังทิ้งคำถามไว้ในเฟซบุ๊กด้วยว่า นี่คือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง และบ่งชี้ถึงความเสื่อมถอยของพวกเขาใช่ หรือไม่ และกลุ่มบารมีมากล้นนี้อาจแตกคอกันในเรื่องการร่วมหรือไม่ร่วมรัฐบาลก็อาจเป็นได้ ซึ่งก็จะเป็นจุดเริ่มต้นของอีกปัญหาหนึ่งต่อไป ... แม้ว่า นายพีระพันธุ์ จะไม่ได้ระบุชื่อผู้ใหญ่มากบารมีคนนั้นว่าเป็นใคร แต่จากปฏิบัติการสาวไส้ให้กากินบนโลกโซเซียลครั้งนี้ ก็มีคนเข้ามาแสดงความเห็นว่า คนๆนั้น ทุกคนก็รู้ว่าเป็นใคร โดยหากย้อนกลับไปคืนหมาหอนก่อนเลือกตั้งหัวหน้าพรรค ก็มีกระแสข่าวว่า "อดีตผู้มีบารมีของพรรค" เที่ยวล็อบบี้โหวตเตอร์ให้หัวละ 2 ล้าน แลก 1 เสียงโหวต เพื่อปูทางไปสู่การร่วมรัฐบาล ร้อนถึง"นายชวน หลีกภัย" อดีตหัวหน้าพรรค ต้องต่อสายถึงคนที่ถูกล็อบบี้ให้คิดถึงอุดมการณ์ และเชื่อมั่นในวิถีประชาธิปัตย์
บางส่วนก็คิดไปในทำนองว่า การที่นายพีรพันธุ์ เลือกวันโพสต์แฉเรื่องนี้ ช่างประจวบเหมาะเป็นวันเดียวกันกับ นายจุรินทร์ หัวหน้าพรรคคนใหม่เรียกประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) นัดแรก ช่วงบ่ายเมื่อวานพอดี แอบซ่อนวาระอะไรไว้ หรือไม่ ... แต่หัวหน้าปชป. บอกว่า จะยังไม่มีการพูดคุยกันว่าจะตัดสินใจทางการว่า จะร่วมหรือไม่ร่วมรัฐบาลกับฝ่ายใด
ปชป. กำลังมาเจอกับ"ทางสองแพร่ง" จะไปทางไหน ขวาลุงตู่ หรือ ซ้ายฝ่ายค้านอิสระ ...ไปทางขวาก็แย่ เพราะขณะที่ยังไม่มีมติพรรคออกมา ข่าวว่า"นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" อดีตหัวหน้าพรรค จะลาออกจากการเป็นส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ หากพรรคไปร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐ ... และหากไปทางซ้าย ก็จะถูกเหมาเป็นพวกเดียวกับเพื่อไทย อนาคตใหม่ ที่เห็นเงา"ทักษิณ ชินวัตร" ทะมึนอยู่ด้านหลัง
"นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล" อดีต ส.ส.กระบี่ พรรคประชาธิปัตย์ ผู้ใหญ่ของพรรคอีกคน ก็โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวต่อกรณีนี้ โดยระบุข้อความว่า “ประชาธิปัตย์ รักจุรินทร์ แต่ไม่ต้องการเสียอภิสิทธิ์” และข้อความต่อมาคือ “นายอภิสิทธิ์ เกิดมาเพื่อเป็นส.ส.และเพื่อประชาชน โปรดอย่าลาออก”...ตามประสบการณ์ของเขา นายพิเชษฐ์ เชื่อว่าไม่ว่าพรรคประชาธิปัตย์จะตัดสินใจจับมือร่วมกับพรรคใด การเมืองไทยยังคงไปไม่พ้นทางตัน เพราะเสียงของแต่ละพรรคการเมืองที่ชิงจัดตั้งรัฐบาล เสียงไม่ทิ้งห่างกัน
สุดท้าย กลับไปที่นายพีระพันธุ์ ไม่ว่าจะโพสต์เพื่ออะไร แม้เสี่ยงต่อการถูกมองว่า "ขี้แพ้ชวนตี" แต่โพสต์นี้ก็สร้างความกระอักกระอ่วนไปทั้งบาง อีกา งี้บินว่อนเชียว !!

** ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ ประกาศร่วม "เดินเพื่อผู้ป่วย" กับ "อ.เดชา" จากพิจิตร ถึง สุพรรณบุรี ระยะทาง 265 กม. เพื่อรณรงค์ "ปลดล็อกกัญชา" พ้นบัญชียาเสพติด เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์อย่างแท้จริง
แม้ว่าที่ผ่านมา"รัฐบาลลุงตู่" จะได้ทำการ "คลายล็อก" ให้ใช้กัญชาในทางการแพทย์ได้ แต่ในทางปฏิบัติก็ยังมีข้อจำกัด หยุมหยิม มากมาย กฎหมายที่แก้ไขใหม่นี้ ก็ยังคงห้ามคนทั่วไปปลูกกัญชา ยกเว้นทำร่วมกับหน่วยงานราชการ และต้องขออนุญาตจากคณะรัฐมนตรีก่อน ทำให้คนทั่วไปไม่สามารถเข้าถึงประโยชน์ของกัญชาได้อย่างเสรี ซึ่งในแง่มุมของการใช้ในทางการแพทย์แล้ว ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง โดยเฉพาะยังไม่ได้มีการ "ปลดล็อก" กัญชาจากบัญชียาเสพติด... เพียงแต่ให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เปิดรับแจ้งครอบครองกัญชาเพื่อใช้ในการรักษาโรค โดยไม่ต้องรับโทษ โดยจะหมดเขตการรับแจ้งในวันนี้ (21 พ.ค.) ขณะที่ชาวบ้านที่ไปขึ้นทะเบียน กลับมาแล้วก็ไม่ค่อยไว้วางใจ รู้สึกเหมือนเป็นการชี้เป้าให้ตำรวจ จึงมีประชาชนอีกจำนวนมากที่ไม่กล้าไปขึ้นทะเบียน ยอมอยู่ใต้ดินเหมือนเดิม...เพราะสิ่งที่รัฐบาลได้ทำไว้นั้น ผู้ที่เกี่ยวข้องกับกัญชา มองว่ามีโอกาสถูกจับกุม ดำเนินคดี ได้ตลอดเวลา
"นายเดชา ศิริภัทร" หมอพื้นบ้าน หรือที่หลายๆ คนเรียก "อ.เดชา" ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ ผู้อุทิศตนในการศึกษาวิจัย สกัด"น้ำมันกัญชา" ช่วยรักษาคนยากไร้ ให้พ้นทุกข์ และได้ต่อสู้เพื่อให้มีการ "ปลดล็อกกัญชา" อย่างจริงจังมาโดยตลอด จึงได้จัดโครงการรณรงค์ "เดินเพื่อผู้ป่วย" ในวันที่ 21 พ.ค. - 9 มิ.ย.นี้ รวม 20 วัน โดยเริ่มเดินจาก วัดป่าวชิรโพธิญาณ จ.พิจิตร จุดกมายปลายทางที่ วัดบางปลาหมอ จ.สุพรรณบุรี รวมระยะทาง 265 กม. และ "ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์" อธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต ก็ประกาศจะร่วมเดินกับ อ.เดชา ด้วย ถือเป็นการ "เดินให้ความรู้" ระหว่างทางก็จะสอบถามชาวบ้านที่เจ็บป่วย เพื่อจะบอกว่า โรคนี้กัญชารักษาได้นะ...
"ดร.อาทิตย์" เป็นอีกคนหนึ่งที่ต่อสู้เพื่อให้มีการ"ปลดล็อก" กัญชาเพื่อการแพทย์ โดยไม่มีการหมกเม็ด ได้พูดถึงการตัดสินใจร่วมเดินรณรงค์ครั้งนี้ว่า เพื่อให้รัฐบาลได้รับรู้ถึงความต้องการของประชาชน และถอดกัญชาออกจากบัญชียาเสพติด ให้ประชาชนเข้าถึงยากัญชาได้โดยไม่มีข้อวิตกกังวล เพราะได้มีการพิสูจน์แล้วว่า "กัญชาเป็นยา" ที่มีความมหัศจรรย์ สามารถช่วยชีวิตได้ในราคาถูก แต่รัฐบาลและราชการ กลับสร้างระบบกีดกันให้รัฐยังคงผูกขาดเอาไว้ เพื่อนายทุน และผลประโยชน์มหาศาลของบริษัทต่างชาติ ถ้ายังกดไว้อย่างนี้ กัญชาก็จะมีราคาแพง จนประชาชนทั่วไปไม่มีสิทธิเข้าถึง
ดร.อาทิตย์ บอกว่า แม้ขณะนี้มหาวิทยาลัยรังสิต จะได้รับอนุญาตให้ทำวิจัยกัญชารักษาโรค แต่โดยขั้นตอนแล้วยุ่งยากมาก เพราะมีกัญชาไม่เพียงพอ เดิมเคยได้จาก ปปส. แต่กฎหมายใหม่ อนุญาตให้ปลูกได้ 50 ต้น เพื่องานวิจัย ซึ่งไม่เพียงพอ เพราะยารักษาโรคมะเร็ง ต้องทดลองกับคนนับพัน ในเวลา 6 เดือน จำนวน 50 ต้นที่ปลูก จึงไม่พอ....ทำไมไม่ดูอย่าง สปป.ลาว แม้กัญชาเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย แต่ก็ปล่อยให้ปลูกได้ กลายเป็นเป็นสินค้าส่งออกที่ทำเงินเสียด้วย
"มีคนไทยไปปลูกกัญชาไว้นับร้อยๆไร่ เมื่อไม่กี่วันมานี้ เขามาติดต่อซื้อรังผึ้ง จากพัทลุง เพื่อเอาผึ้งไปเลี้ยงในไร่กัญชา ผลิตน้ำผึ้งกัญชา ส่งออกไปตะวันออกกลาง เขาก้าวหน้าไปถึงขั้นนั้นแล้ว แต่เรากลับยังหวงกันอยู่ ลองคิดดูน้ำผึ้งมีค่าอยู่แล้ว แต่นี่น้ำผึ้งจากดอกกัญชาด้วย ราคายิ่งสูง เราน่าจะทำได้ แต่กลับถูกกีดกัน และหวงผลประโยชน์กันเอง พวกมีอิทธิพลก็หวง ต่างชาติก็จ้องที่จะตักตวง เพราะมีมูลค่าเป็นแสนล้าน"
เรื่องนี้ "ดร.อาทิตย์" เห็นว่า รัฐบาลแสร้งทำเป็นไม่เข้าใจ แล้วเอามาเป็นเรื่องการเมือง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็รู้ความต้องการของประชาชน แต่ก็ยังไม่ยอมปลดล็อก จึงมีคำถามว่า "กั๊กไว้เพื่อใคร" ... การเดิน 265 กม. ครั้งนี้ จึงเป็นการแสดงเจตจำนงค์ต่อรัฐบาลว่า ถึงเวลาถอดกัญชา ออกจากบัญชียาเสพติดได้แล้ว...

--------

รูป- โดนัลด์ ทรัมป์ - สีจิ้นผิง
- พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค - จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์
-ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์- เดชา ศิริภัทร


กำลังโหลดความคิดเห็น...