xs
xsm
sm
md
lg

สงครามตะวันออกกลางกับ “Team-B”

เผยแพร่:   โดย: ทับทิม พญาไท


เปิดฉาก เปิดผ้าม่านกั้งกันในสัปดาห์นี้...ก็คงหนีไม่พ้นที่จะต้องไปเปิดกันแถวๆ อิหร่านกันอีกนั่นแหละทั่น เพราะโดยสีสันบรรยากาศในช่วงระหว่างนี้ มันออกจะพิลึกกึกกือ ออกอาการเขย่าขวัญ สยองขวัญ พอๆ กับหนังผี หรือหนังทริลเลอร์ ประเภทขณะที่เหยื่อกำลังเปิดประตูเข้าไปในบ้านผีสิง หรือฆาตกร “สิงหาสับ” กำลังโผล่เข้ามาในฉาก อะไรประมาณนั้น...

ไม่ว่าไล่มาตั้งแต่ทางการสหรัฐฯ สั่งการให้อพยพผู้คนของประเทศตัวเอง ออกจากสถานทูตอิรักที่อยู่ใกล้ชิดติดพันกับอิหร่าน แถมสำนักงานบริหารการบินแห่งชาติสหรัฐฯ (FAA) ยังประกาศเตือนสายการบินพาณิชย์ของแต่ละประเทศ ให้ระมัดระวังการบินเหนือน่านฟ้าอ่าวเปอร์เซียและโอมาน ว่าอาจเสี่ยงต่อการถูกเข้าใจผิด หรือ “ถูกระบุตัวตนผิดพลาด” (misidentified) อันถือเป็นการเพิ่มความสยองขวัญให้กับพื้นที่อาณาบริเวณนี้ ให้น่าขนหัวลุกยิ่งขึ้นไปใหญ่ระหว่างนั้นก็ยังจงใจเพิ่มบรรยากาศ “สิงหาสับ” ด้วยการส่งเรือพิฆาตติดจรวดโทมาฮอว์ก 2 ลำ คือเรือ USS Gonzalez และ USS McFaul เข้าไปยั่วยวนกวนส้นตีนกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามอิหร่าน ถึงในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ เมื่อช่วงบ่ายวันพฤหัส (16 พ.ค.) ที่ผ่านมา...

และล่าสุด...ก็ได้อวดโชว์ภาพ แพร่ภาพเครื่องบินทิ้งระเบิด B-2 Stealth ที่ขนเอาระเบิด “Bunker Buster” หรือระเบิดทำลายล้างประเภทสามารถเจาะทะลวงเข้าไปทำลายอุโมงค์ใต้พื้นลึกๆ มาเผยแพร่สู่สาธารณชนเพื่อให้เกิดอาการขนหัวลุกหนักขึ้นไปอีกส่งผลให้บรรดาพลเรือนประเภท “ขวัญอ่อน” ทั้งหลาย...เลยต้องเผ่นกันกระเจิดกระเจิงจากอาณาบริเวณพื้นที่เหล่านี้ ไม่ว่าคนงาน ลูกจ้างของบริษัทน้ำมัน “Exxon” ที่ต้องอพยพโยกย้ายพนักงานออกจากแหล่งขุดที่เมืองบัสรา ประเทศอิรัก ซะเกลี้ยง ประเทศบาห์เรนต้องออกประกาศเตือนประชาชนประเทศตัวเอง ว่าถ้าอยากอยู่ดีมีสุข...อย่าเดินทางไปแถวๆ ประเทศอิรักหรืออิหร่านโดยเด็ดขาด ส่วนใครก็ตามที่ยังติดค้างอยู่ใน 2 ประเทศนี้ ก็ให้รีบหาทางกลับบ้านโดยฉับพลันทันที ฯลฯ ฯลฯ...

หรือสรุปรวมความได้ว่า...แม้ว่าผู้นำอเมริกาอย่าง “ทรัมป์บ้า” หรือผู้นำอิหร่านไล่มาตั้งแต่ประมุขสูงสุดด้านจิตวิญญาณ ประธานาธิบดี ตลอดไปจนรัฐมนตรีต่างประเทศ จะออกมาประสานเสียงไปในลักษณะเดียวกัน ว่าต่างไม่ต้องการที่จะให้เกิด “สงครามระหว่างอเมริกากับอิหร่าน” ไปด้วยกันทั้งคู่ แต่ก็อย่างที่ “นายจาวาด ซารีฟ” รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านท่านต้องต่อสร้อย ห้อยท้ายเอาไว้ด้วยคำพูดที่ว่า “แม้ว่าจะเป็นความปรารถนาของพวก Team-B ก็ตาม” ซึ่งท่านก็เคยได้อธิบายขยายความเอาไว้แล้วก่อนหน้านี้ ว่าหมายถึงบรรดาผู้ที่ชื่อเสียง เรียงนาม อันประกอบไปด้วยตัวอักษรตัว “B” สอดแทรกเอาไว้ในชื่อในแต่ละราย ไม่ว่าตั้งแต่ “นายBibi” หรือ “นายเบนจามิน เนทันยาฮู” (Benjamin Netanyahu) นายกรัฐมนตรีอิสราเอล “นายจอห์น โบลตัน” (John Bolton) ที่ปรึกษาความมั่นคงทำเนียบขาว มกุฎราชกุมาร “MbS” หรือ “เจ้าชายโมฮัมหมัด บิน ซัลมาน” (Mohammad bin Salman) แห่งซาอุดีอาระเบีย ไปจนถึงมกุฎราชกุมาร “MbZ” หรือ “เจ้าชายโมฮัมหมัด บิน ซาเยด อัล-นาห์ยาน” (Mohammad bin Zayed Al-Nahyan) แห่งยูเออี ที่รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านท่านเชื่อของท่านว่า ต่างกระเหี้ยนกระหือรือ ปรารถนาและต้องการที่จะให้กองทัพอเมริกันกับกองทัพอิหร่าน “ใส่” กันให้เละไปข้างซะเหลือเกิน...

และว่าไปแล้ว...สิ่งที่ทำให้รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านท่านเกิด “ความเชื่อ” เช่นนี้ ก็น่าจะพอมีเค้าลาง หรือมี “มูล” อยู่พอสมควรเช่นจู่ๆ...ก็ดันเกิดการวางระเบิดเรือขนส่งสินค้าและเรือน้ำมันของซาอุฯ และยูเออีที่เมืองท่า “Fujairah” ขึ้นมาในแบบจับมือใครดมแทบไม่ได้ โดยถูกนำเอามาผสมผสานกับกรณีที่พวก “กบฏฮูตี” ในเยเมน ซึ่งเคยยิงจรวดถล่มสนามบิน ฐานทัพซาอุฯ มาโดยตลอดไม่รู้ต่อกี่ครั้ง กี่หน แต่เมื่อดันส่งเครื่องบินโดรนไปถล่มสถานีสูบและท่อส่งน้ำมันบริษัท “Aramco” ของซาอุฯ ในจังหวะนี้แบบพอดิบ พอดี เลยถูก “เหมารวม” โดยรัฐมนตรีพลังงานและรัฐมนตรีช่วยกลาโหมซาอุฯ ว่าต่างเป็นฉากเหตุการณ์ที่มี “อิหร่าน” อยู่เบื้องหลังไปด้วยกันทั้งสิ้น...

แถมยังไม่ได้คิดจะป้ายขี้ โยนขี้ ไปให้กับอิหร่านในเรื่องนี้เท่านั้น...ว่ากันว่าเมื่อวันสองวันที่ผ่านมา หรือถ้าว่ากันตามรายงานข่าวของเว็บไซต์ข่าวออนไลน์ “Al-Arabi Al-Jadeed” ซึ่งมีสำนักงานที่ตั้งอยู่ ณ กรุงลอนดอนเมื่อช่วงวันเสาร์ (18 พ.ค.) ที่ผ่านมา ถึงขั้นที่มกุฎราชกุมารยูเออี และรัฐมนตรีพลังงานซาอุฯ ลงทุนเดินทางไปเกลี้ยกล่อมโน้มน้าวให้ผู้นำอียิปต์ ที่ทำท่าว่าเริ่มจะหันมาญาติดีกับอิหร่าน จนประกาศถอนตัวออกจากความต้องการที่จะเป็นหนึ่งในกองกำลัง “อาหรับ นาโต” ไปเมื่อไม่นานมานี้ ให้เร่งปรับเปลี่ยนนโยบายหันมาต่อต้านอิหร่านอย่างเป็นงาน เป็นการชนิดพยายามเสนอ “ข้อเสนอที่เอ็งมิอาจปฏิเสธได้” ด้วยการประกาศว่าจะให้อียิปต์ใช้น้ำมันฟรี มูลค่าถึง 750 ล้านดอลลาร์ต่อเดือน รวมทั้งจะไม่ถอนเงินฝากของยูเออีและซาอุฯ มูลค่าประมาณ 15,000 ล้านดอลลาร์จากธนาคารกลางอียิปต์ หรือเงินที่รัฐบาลอียิปต์นำมาใช้เป็นทุนสำรองอยู่ในทุกวันนี้...

นอกเหนือไปจากนั้น...รัฐบาลอิรักที่ตัวเอกอัครราชทูตประจำกรุงมอสโกเพิ่งออกมาป่าวประกาศว่า อิรักจะไม่ยอมให้กองทัพอเมริกาใช้พื้นที่ประเทศตัวเองไปโจมตีเพื่อนบ้านอย่างอิหร่านเป็นอันขาด จู่ๆ ก็ดันโดน “บีบไข่” กันในอีท่าไหนไม่อาจทราบได้ ถึงขั้นเมื่อช่วงวันเสาร์ที่ผ่านมา ต้องออกมาประกาศเลื่อนการกลับไปเปิดสายการบินระหว่าง “อิรัก-ซีเรีย” ตามกำหนดการเดิมๆ ออกไปอย่างชนิดไม่มีวันกำหนด เช่นเดียวกับบรรดาประเทศในตะวันออกกลางทั้งหลาย ที่แทบไม่เหลือ “พื้นที่เป็นกลาง” ใดๆ ให้เป็นที่นั่ง ที่ยืนอีกต่อไปแล้ว มีแต่ต้องหันมา “เลือกข้าง” ว่าจะอยู่กับฝ่ายไหนกันแน่!!!

และอาจด้วยเหตุเพราะความกระเหี้ยนกระหือรือของพวก “Team-B” ในลักษณะเช่นนี้นี่เอง...ที่ทำให้แม้ว่าผู้นำอเมริกาอย่าง “ทรัมป์บ้า” ไปจนถึงบรรดาผู้นำอิหร่านในแต่ละระดับ ต่างออกมายืนยัน นอนยัน ว่าไม่อยากให้เกิดสงครามในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียขึ้นมาในช่วงนี้โดยเด็ดขาด แต่สำหรับผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบทางทหาร อย่างผู้บัญชาการกองกำลัง “Quds Force” ของอิหร่าน “พลเอกQassem Soleimani” เลยต้องออกมาเตือนบรรดาทหารบ้านของอิหร่านเอาไว้ก่อนล่วงหน้า ว่าให้ระมัดระวังตัวเอาไว้ให้มากๆ หรือให้ “เตรียมพร้อม” ขั้นสูงสุด ต่อ “สงครามตัวแทน” (proxy war) ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นกับประเทศอิหร่าน หรือส่วนหนึ่ง ส่วนใดของอิหร่าน เมื่อไหร่ก็ย่อมได้...

สรุปง่ายๆ ว่า...แม้ว่า “ทรัมป์บ้า” อาจไม่ถึงกับ “บ้า” แบบชนิดสุดลิ่ม สุดหลอด แต่ภายใต้สภาวะแวดล้อมที่ถูกล้อมกรอบไปด้วยพวกที่ “บ้าแบบเบ็ดเสร็จสมบูรณ์” หรือบรรดาพวก “Team-B” ทั้งหลาย อะไรต่อมิอะไรโดยเฉพาะสิ่งที่เรียกว่า “อุบัติเหตุทางทหาร” ย่อมมีสิทธิอุบัติขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ย่อมได้ เหมือนอย่างที่เคยอุบัติขึ้นมาแล้วใน “ประวัติศาสตร์สงคราม” หลายต่อหลายครั้งเท่าที่เคยมีมา ไม่ว่าจะเป็นสงครามโลกครั้งที่ 1 ครั้งที่ 2 หรือแม้แต่ “สงครามกับการก่อการร้าย” ที่เอกสารรายงานล่าสุดของหน่วยงาน “FBI” สหรัฐฯ ซึ่งได้รับการเผยแพร่เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคมที่ผ่านมา ได้ระบุถึงความเกี่ยวข้องโยงใยของหน่วยงานข่าวกรองอิสราเอลกับเหตุการณ์วินาศกรรมในสหรัฐฯ หรือเหตุการณ์ “9/11” อันเป็นตัวจุดชนวนให้เกิดสงครามกับการก่อการร้ายในเวลาต่อมา ใครอยากจะรู้รายละเอียดลองไปตามอ่านข้อเขียนเรื่อง “Newly Released FBI Docs Shed Light on Apparent Mossad Foreknowledge of 9/11 Attacks” ของเหยี่ยวข่าวสาว “Whitney Webb” เอาเองก็แล้วกัน...


กำลังโหลดความคิดเห็น...