xs
xsm
sm
md
lg

จุดจบแผนลุกฮือครั้งสุดท้ายในเวเนซุเอลา

เผยแพร่:   โดย: ทับทิม พญาไท

ประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร แห่งเวเนซุเอลา
ปิดฉากสัปดาห์นี้...คงหนีไม่พ้นต้องไปอัพเดท ไปไล่เรียงถึงแนวโน้มความเป็นไปของฉากสถานการณ์ “ใส่เสื้อแดง-แขวนกระดิ่ง-ปล้นกันกลางวันแสกๆ” ในประเทศเวเนซุเอลาต่อกันอีกสักตั้ง ซึ่งเมื่อมาถึง ณ ขณะนี้...คงต้องสรุปอย่างมิอาจปฏิเสธได้ว่าไม่ว่าจะเป็นประธานาธิบดีที่มาจากการแต่งตัวเอง อย่าง “นายฮวน กุยโด” หรือผู้หนุนหลังอย่างคุณพ่ออเมริกา น่าจะออกอาการ “แห้วกระป๋อง” ไปด้วยกันทั้งสิ้น!!!

คือเมื่อแผนการลุกฮือครั้งสุดท้าย ที่เรียกๆ กันว่า “Operation Freedom” ที่หวังจะอาศัย “มวลชน” กับ “กองกำลังไม่ทราบฝ่าย” ผนวกรวมตัวกันยึดสี่แยกราชประสงค์ สวนลุมฯ วัดปทุมวนาราม (ประทานโทษ...ออกนอกเรื่องไปซะหน่อย) คือแผนการที่ “นายกุยโด” แกประกาศว่า จะเป็น “จุดเริ่มต้น...ของจุดจบ” ของรัฐบาลฝ่ายตรงข้าม อย่าง “นายนิโคลัส มาดูโร” เอาไป-เอามาแล้ว มันดันออกไปทาง “นกกระจอกยังไม่ทันกินน้ำ” เจอกับรถหุ้มเกราะ กระสุนยาง กระสุนจริง เข้าแค่ไม่กี่ระลอก ทุกสิ่งทุกอย่างก็ถูกสรุปว่าเป็นการ “ปฏิวัติล้มเหลว” หรือ “รัฐประหารล้มเหลว” โดยสิ้นเชิง เพราะผู้ที่อยู่ในชุดเครื่องแบบทหารซึ่งเคยยืนหยัด เคียงข้าง รายรอบ “นายกุยโด” ขณะกำลังส่งสาส์นปลุกระดมอยู่ที่ฐานทัพอากาศ “La Carlota” ที่ไม่รู้ว่าจะมีอยู่สักกี่สิบคน เมื่อโดนกองทัพแห่งชาติเวเนซุเอลา “กระชับพื้นที่” เข้าหนักๆ ก็แตกกระสานซ่านเส็น กลายสภาพเป็น “ขอนแก่นโมเดล” ไปภายในเวลาอันรวดเร็ว...

กระทั่ง “นายลิโปลโด โลเปซ” (Leopoldo Lopez) ที่ว่ากันว่าถือเป็น “มือขวา” เป็น “อารีย์ ไกรนรา” หรือเป็นระดับองครักษ์ประจำตัวของ “นายฮวน กุยโด” เอาเลยก็ว่าได้ ซึ่งเคยมีข่าวว่า “ทหารแตงโม” ได้ปล่อยตัวหลังจากที่เคยถูกจับกุมมาก่อนหน้านี้ และกลายมาเป็นกุญแจสำคัญในแผนปฏิบัติการขั้นสุดท้าย “Operation Freedom” คราวนี้ ไปๆ-มาๆ แล้ว...ก็ออกไปทาง “เผามันเลยครับพี่น้อง...ผมรับผิดชอบเอง” ซะยังงั้น!!! คือหันไปหอบลูก หอบเมีย หนีเข้าไปซุกอยู่ในสถานทูตสเปน ประจำกรุงคารารัส เพื่อเอาตัวรอด-ปลอดภัยไว้ก่อน ทิ้งให้บรรดาพ่อ-แม่-น้องทั้งหลาย ต้องถูกจับขึ้นศาล ต้องวิ่งหาเงินประกันตัวกันไปตามมี-ตามเกิด...

ส่วนตัวของ “นายฮวน กุยโด” เอง...ถ้าว่ากันตามความคิด-ความเห็นของนักวิเคราะห์ของผู้เชี่ยวชาญด้านต่างประเทศ อย่างเช่นอดีตวุฒิสมาชิกอเมริกัน “ดร.รอน พอล” (Ron Paul) แห่งสถาบัน “Ron Paul Institute” และ “นายดาเนียล แมคอาดัมส์” (Daniel McAdams) ผู้อำนวยการสถาบัน สถานะของประธานาธิบดีผู้มาจากการแต่งตั้งตัวเองรายนี้ น่าจะตกอยู่ใน “อันตราย” แบบน่าหวาดหวั่นพรั่นพรึงเอามากๆ ไม่ว่าจากฝ่ายตรงข้ามที่พร้อมจะจับกุมคุมขังตัวเองได้ทุกเมื่อ หลังจากที่ได้พิสูจน์แล้วว่าไม่มี “วอเตอร์ เมดิซีน” เหลือพอที่จะก่อการใดๆ ได้อีกต่อไป หรือแม้แต่ฝ่ายเดียวกันกับตัวเอง คือฝ่ายผู้ให้การหนุนหลังอย่างหน่วยข่าวกรองอเมริกัน หรือ “CIA” ที่อาจต้องหันไปอาศัย “ความตาย” ของ “นายกุยโด” เองนั่นแหละ เป็นตัวจุดชนวนให้สถานการณ์ลุกลามบานปลาย ไม่ได้จบอยู่แค่ “การปฏิวัติล้มเหลว” อย่างที่เห็นๆ กันอยู่ในขณะนี้...

ซึ่งอันนี้...ก็แล้วแต่จะว่ากันไป แต่ที่แน่ๆ ก็คือผู้ที่ให้การสนับสนุน อุ้มชู ฟูฟัก “นายกุยโด” มาตั้งแต่แรก อย่างคุณพ่ออเมริกาก็น่าจะ “หน้าแตก” หรือ “หน้าแหกเป็นริ้วปลาแห้ง” ไปพอสมควร ที่ปฏิบัติการปล้นกันกลางวันแสกๆ มันกลับจบลงเอาดื้อๆ ด้วยเหตุเพราะไม่ได้มีกำลังทหารใดๆ ในเวเนซุเอลาที่คิดจะเอาด้วย รัฐมนตรีกลาโหมที่พยายามปล่อยข่าวออกมาก่อนหน้านี้ ว่าอาจแยกวงจากรัฐบาล “มาดูโร” กลับยังคงยืนหยัด เคียงข้างประธานาธิบดีที่ถูกต้องตามกฎหมายอย่างชนิดถึงไหนก็ถึงกัน อีกทั้งกองกำลัง “ทหารรับจ้าง” อย่าง “Blackwater” ที่ว่ากันว่าระดมมาได้ถึง 5,000 คน ก็ไม่รู้หายหัวไปอยู่ซะที่ไหน??? ปฏิกิริยาที่ออกมาจากทางฝ่ายอเมริกา ก็เลยออกไปทาง “ลิ้นพันกัน” หรือออกไปทางแบบเดียวกับคุณน้อง “ฟ้ารักพ่อ” พยายามออกมาให้ข่าวในเรื่องถือหุ้น-ไม่ถือหุ้น อะไรทำนองนั้น...

เช่น “นายไมค์ ปอมเปโอ” รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ...ที่ออกมาอ้างว่า อันที่จริงแล้ว “นายมาดูโร” เตรียมเผ่นหนีไปคิวบาตั้งแต่ปฏิบัติ “Operation Freedom” เริ่มจุดระเบิดถึงขั้นจอดเครื่องบินรอเอาไว้เลยถึงขั้นนั้น แต่เพราะ “ที่ปรึกษาชาวรัสเซีย” มาเกลี้ยกล่อมโน้มน้าวให้สู้ต่อ เลยหันมาไล่ทุบ ไล่บี้ ฝ่ายตรงข้ามจนสามารถ “ประกาศชัยชนะ” ได้ในท้ายที่สุด แต่ในขณะเดียวกันก็พยายามออกข่าวว่า มี “ทหารคิวบา” ปฏิบัติการช่วย “นายมาดูโร” อยู่ในเวเนซุเอลาถึง 25,000 คนด้วยกัน อันเป็นเหตุให้ประธานาธิบดีอเมริกัน อย่าง “ทรัมป์บ้า” ถึงกับต้องลงทุน “ทวีต” ในเวลาต่อมาว่า ถ้าหากทหารคิวบาในเวเนซุเอลายังไม่ยุติปฏิบัติการใดๆ อเมริกาก็จะเริ่มต้น “ห้ามติดต่อค้าขายแบบเต็มรูปแบบ” (full and complete embargo) กับคิวบาโดยฉับพลัน-ทันที...

คือถ้าหากมีทหารคิวบาอยู่ในเวเนซุเอลาถึง 25,000 คน “นายมาดูโร” แกก็ไม่น่าคิดจะหนี เพราะจำนวนทหารนับเป็นหมื่นๆ คนย่อมต้องสามารถรับมือกับ “ทหารรับจ้าง” ระดับสี่-ซ้าห้าพันคนได้สบายๆ และถ้าว่ากันตามคำชี้แจง ยืนยันของรัฐมนตรีต่างประเทศคิวบา “นายบรูโน ร็อดริเกซ” (Bruno Rodriguez) บรรดาชาวคิวบาที่อยู่ในเวเนซุเอลาทุกวันนี้ ไม่ได้มีแค่ 25,000 คน แต่มีถึง 31,000 คน เพียงแต่ไม่มีรายใดแม้แต่คนเดียวที่เกี่ยวข้องกับกิจการด้านทหาร มีแต่แพทย์ พยาบาล และหน่วยงานทางมนุษยธรรม ที่ถูกส่งไปช่วยเหลือรัฐบาลเวเนซุเอลามาตั้งแต่ยุคประธานาธิบดี “ชาเวซ” โน่นเลย เพื่อแลกกับความช่วยเหลือที่เวเนซุเอลาส่งน้ำมันฟรีๆ ให้คิวบาวันละ 100,000 บาร์เรลมาโดยตลอด อีกทั้ง “ที่ปรึกษาชาวรัสเซีย” ที่น่าจะมีส่วนเกลี้ยกล่อมให้เหตุการณ์ความรุนแรงในเวเนซุเอลายุติลงไปได้ เอาเข้าจริงๆ แล้ว...ก็น่าจะเป็น “นายเซอร์เกย์ ลาฟรอฟ” รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซียเองนั่นแหละ ที่แทบไม่ต้องเสียเวลาไปโน้มน้าว “นายมาดูโร” เอาเลยแม้แต่น้อย แต่อาศัยเพียงแค่การโทรศัพท์สายตรง พูดคุยกับรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ เมื่อช่วงวันพุธ (1 พ.ค.) ที่ผ่านมา ทำนองว่า...ถ้าสหรัฐฯ คิด “ยกระดับความรุนแรง” ในการแทรกแซงเวเนซุเอลา อเมริกาจะต้องได้รับ “ผลตอบแทนที่เลวร้าย” อย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้เลย...

เพียงเท่านี้...ก็น่าจะทำให้ภาพแห่งการหนียะย่าย พ่ายจะแจของกองทัพสหรัฐฯ ในซีเรีย โผล่เข้ามาหลอกหลอนรัฐบาลอเมริกันได้เพียงพอแล้ว และนั่นเอง...ที่อาจส่งผลให้อภิมหาอำนาจผู้เคยแทรกแซงใครต่อใครในสวนหลังบ้านของตัวเองมาโดยตลอด ต้องตกอยู่ในอาการ “หน้าแตก-หน้าแหก” อย่างมิอาจปฏิเสธได้ หรือพูดง่ายๆ ว่า...สำหรับยุคนี้ สมัยนี้ ยุคที่ “โลกขั้วอำนาจเดียว” ได้ถูกแปรสภาพให้กลายเป็น “โลกหลายขั้วอำนาจ” ยิ่งขึ้นเรื่อยๆ โอกาสที่จะ “ใส่เสื้อแดง-แขวนกระดิ่ง-ปล้นกันกลางวันแสกๆ” มันชักจะเป็นอะไรที่ยากส์ส์ส์เข้าไปทุกที...
กำลังโหลดความคิดเห็น...