xs
xsm
sm
md
lg

โกก-มาโกก...และสงครามครั้งสุดท้ายของมวลมนุษย์ (จบ)

เผยแพร่:   โดย: ทับทิม พญาไท

ดร.ซามูเอล ฮันติงตัน
การที่รัฐบาลแห่งประเทศ “United State of America” ภายใต้การนำของ “ทรัมป์บ้า” พร้อมที่จะรื้อข้อตกลงที่รัฐบาลตัวเองเคยไปร่วมลงนามกับประชาคมระหว่างประเทศ ด้วยการถอนตัวออกจาก “ข้อตกลงนิวเคลียร์กับอิหร่าน” (JCPOA) ตามคำเรียกร้อง ยุแยงของรัฐบาลอิสราเอล ยอมฝ่าฝืนมติสหประชาชาติและกฎหมายระหว่างประเทศ ด้วยการประกาศรับรองกรุงเยรูซาเล็มให้เป็นเมืองหลวงของอิสราเอล ประกาศรับรองพื้นที่ที่ประเทศอิสราเอลไปปล้น ไปแย่งชิงมาจากประเทศซีเรีย อย่าง “ที่ราบสูงโกลัน” ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของอิสราเอล และอาจก้าวล่วงเลยไปถึงการเห็นดี เห็นงาม กับยกดินแดนฉนวนกาซา ให้เป็นดินแดนของอิสราเอลในอีกไม่นาน-ไม่ช้า ไปจนถึงอาจสนับสนุนให้มีการสร้าง “วิหารแห่งพระเจ้าครั้งที่ 3” ของชาวอิสราเอลขึ้นมาทาบทับ “โดมแห่งศิลา” ศาสนสถานอันดับ 3 ของชาวมุสลิมอีกด้วยก็เป็นได้ อันจะทำให้ประเทศอเมริกา อาจต้องร่วงหล่นลงไปใน “กับดักและหลุมพรางแห่งการเผชิญหน้ากับโลกมุสลิม ซึ่งมีจำนวนประชากรถึง 1 ใน 3 ของพลโลก” อย่างที่นักคิด นักทฤษฎีชาวอเมริกัน “ดร.ซามูเอล ฮันติงตัน” (Samuel Huntington) ได้เคยเตือนๆ เอาไว้ก่อนตาย สิ่งเหล่านี้...ย่อมทำให้การเรียกขานประเทศอเมริกาทุกวันนี้ว่า “United State of Israel” จึงไม่ถึงกับแปร่งหู แปลกหู มากมายสักเท่าไหร่นัก...

และการที่รัฐบาลภายใต้การนำของ “ทรัมป์บ้า” พยายามที่จะฉุด จะลาก ประเทศอังกฤษซึ่งกำลังตีตัวออกห่างจากความเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป ให้ออกมายืนเคียงข้าง เคียงบ่า เคียงไหล่กับอเมริกา ไม่ว่าจะในแบบ “No deal Brexit” หรือไม่ก็แล้วแต่ ก็ยิ่งทำให้อังกฤษและอเมริกา ชักจะมีรูปร่างหน้าตาคล้ายกับสิ่งที่เรียก “โกก” และ “มาโกก” ในคำพยากรณ์ คำทำนายปรัมปราของศาสนาคริสต์ อิสลาม ฮิบรู และฮินดู ยิ่งเข้าไปทุกที ซึ่งอันที่จริงแล้ว...การหันมายืนหยัด เคียงบ่า เคียงไหล่ ร่วมมือ-ร่วมใจกันในลักษณะนี้ ก็ใช่ว่าจะเป็นครั้งแรก สำหรับบรรดาผู้ที่เชื่อๆ กันว่า “คนขาวคือผู้ที่ยิ่งใหญ่สูงสุด” (White Supremacy) หรือพวกที่เคยใฝ่ฝัน และปรารถนาอยากจะให้ “จักรวรรดิโลก” ถูกปกครอง ดูแล โดยชาว “แองโกล-อเมริกัน” มาตั้งแต่ยุคอภิมหาพ่อค้า อภิมหาเศรษฐี อย่าง “นายเซซิล จอห์น โรดส์” โน่นเลย...

ความพยายามควบรวมอำนาจอิทธิพลของบรรษัทธุรกิจระดับโลกระหว่างฝั่งอังกฤษกับอเมริกา เพื่อให้เกิดการผูกขาดและ ควบคุมทรัพยากรสำคัญๆ ไม่ว่าเพชร, ทองคำ ไปจนถึงน้ำมัน ก็เป็นสิ่งที่ปรากฏให้เห็นมาโดยตลอดอย่างเป็นขั้นเป็นตอน เช่นการควบรวมกิจการกันระหว่างบรรษัทผูกขาดการค้าเพชร อย่างบริษัท “เดอ เบียร์ส” (De Beers) ของ “ซีซิล โรดส์” เข้ากับบริษัทเหมืองข้ามชาติที่ควบคุมกิจการการทำเหมืองแทบทุกชนิด ไม่ว่าทองคำ ทองแดง เหล็ก นิเกิล ถ่านหิน แพลตตินัม ฯลฯ อย่างบริษัท “แองโกล-อเมริกัน คอร์ปอเรชั่น” (Anglo-American Corporation-AAC) ของนักธุรกิจอเมริกันเชื้อสายยิว อย่าง “นายเจ.เพียร์พอนต์ มอร์แกน” (J. Pierpont Morgan) และ “เออร์เนสต์ ออพเพนไฮเมอร์” (Ernest Oppenheimer) การรวมตัวกันระหว่างบรรษัทน้ำมัน อย่าง “รอยัล ดัตช์ เชลล์” (Royal Dutch Shell) และ “บริติช ปิโตรเลียม” (BP) ของอังกฤษกับบริษัทในเครือสแตนดาร์ด ออยล์ หรือ “เอ็กซอน” (Exxon) “เชฟรอน” (Chevron) “เท็กซาโก” (Texaco) ฯลฯ ของอเมริกัน จนกลายเป็น “เจ็ดนางยักษ์” (Seven Sister) ที่สามารถควบคุมและผูกขาดตลาดน้ำมันได้จนตราบเท่าทุกวันนี้...

ดังนั้น...ความเป็น “โกก” และ “มาโกก” ที่กำลังจะปรากฏตัวขึ้นมา ภายใต้ความร่วมมือ-ร่วมใจของรัฐบาลอังกฤษและอเมริกา ภายใต้โลกที่กำลังถูกแบ่งข้าง แบ่งฝ่าย อย่างเห็นได้ชัดเจน มันเลยออกจะเป็นอะไรที่น่าขนลุก ขนพอง ขนแขนสแตนอัพมิใช่น้อย โดยเฉพาะถ้าหากหวนกลับไปนึกถึงตำนาน ความเชื่อปรัมปราที่ถูกระบุเอาไว้ในคำพยากรณ์ คำทำนายของศาสนาต่างๆ ไม่ว่าคริสต์ อิสลาม ฮิบรู และฮินดูก็แล้วแต่ แต่ก็นั่นแหละ...ถ้าหากทุกสิ่งทุกอย่าง เป็นไปตามคำทำนาย คำพยากรณ์แบบชนิดเป๊ะๆๆ อย่างน้อย...ในช่วงจังหวะสุดท้าย ฉากสุดท้าย บรรดาผู้ที่ยังเชื่อมั่นในคุณงาม ความดี เชื่อมั่นในพระเจ้า หรือบรรดา “ธรรมิกชน” ทั้งหลาย ก็อาจพอถอนหายใจ โล่งอก โล่งใจ กันได้บ้าง...

เพราะถ้าว่ากันตามถ้อยคำที่ระบุเอาไว้ในพระคัมภีร์ไบเบิล บท “วิวรณ์” (20:15) ย่อหน้าที่ 2 ได้สรุปเอาไว้ดังนี้ว่า... “ครั้นพันปีล่วงไปแล้ว ก็จะปล่อยซาตานออกจากคุกที่ขังมันไว้ และมันจะไปล่อลวงบรรดาประชาชาติทั้ง 4 ทิศของแผ่นดินโลก คือโกกและมาโกก เพื่อให้มาชุมนุมกันทำศึกสงคราม จำนวนคนเหล่านั้นมากมายดุจเม็ดทรายในทะเล และคนเหล่านั้นก็ยกขบวนออกไปทั่วแผ่นดินโลก ล้อมกองทัพของพวกธรรมิกชน และนครอันเป็นที่รักนั้นไว้ แต่แล้ว...ไฟก็ได้ตกลงมาจากสวรรค์ เผาผลาญคนเหล่านั้น ส่วนพญามารที่ล่อลวงเขาเหล่านั้น ก็ถูกโยนลงไปในบึงไฟและกำมะถัน ที่สัตว์ร้ายและผู้ปลอมตัวเป็นผู้เผยวจนะตกอยู่ในนั้น และมันต้องทนทุกข์ทรมานทั้งกลางวันและกลางคืนอยู่เป็นนิตย์...”

และยิ่งถ้าหากเป็นคัมภีร์ฮินดูแล้ว...ยิ่งน่าซี๊ดซ๊าด ยิ่งน่าลุ้นยิ่งขึ้นไปใหญ่ เพราะฉากสุดท้ายของ “โกก” และ “มาโกก” ที่ชาวอินตะระเดียใช้คำเรียกขานว่า “โคคา” และ “วิโคคา” นั้น จำต้องเป็นไปดังต่อไปนี้... “เมื่อองค์ศรีภควันกัลกี (หรือพระเมสสิยาห์) โดยความร่วมมือของเทพธรรมะและสัตยา ได้พยายามบุกตะลุยฝ่าเข้าไปถึงป้อมค่ายอันเป็นที่มั่นสุดท้ายของปรปักษ์ หยดเลือดของศัตรูพุ่งกระเซ็นขึ้นมาเปื้อนฉลองพระองค์จนชุ่มโชก ขณะกองทัพของพระองค์อันมีราชามนู เป็นผู้นำ ได้แยกย้ายออกไปโจมตีเมืองต่างๆตามลำดับ แต่ทั้งโคคาและวิโคคา ยังคงยืนหยัดต่อสู้ต่อไปอย่างห้าวหาญ แม้พระองค์จะสังหารพวกเขาด้วยหอก แต่เชื้อสายของปิศาจรายนี้ กลับยังได้รับการปกป้อง คุ้มครอง ด้วยมนต์ดำ เขารู้วิธีที่จะฟื้นขึ้นมาจากความตาย แม้พระศรีภควันกัลกี จะสังหารพวกเขาครั้งแล้ว ครั้งเล่า แต่ก็ยังสามารถฟื้นคืนกลับขึ้นมาอีกจนได้ ถึงจะถูกตัดศีรษะ หรือสับร่างออกเป็นชิ้นเล็ก ชิ้นน้อย แต่สุดท้าย...หัวและร่างกายยังกลับมารวมตัวกันได้อีก พระพรหมเจ้าจึงได้ตรัสบอกกับพระกัลกีว่า เหตุที่ปิศาจทั้งสองมีอำนาจเช่นนี้ เพราะได้รับประทานพรให้เป็นอมตะ มีวิธีเดียวเท่านั้นที่จะสังหารทั้งคู่ให้ตายได้ คือต้องโจมตีในขณะที่แต่ละคนยังไม่ได้รวมเป็นหนึ่งเดียว และจะต้องฆ่าให้ตายในเวลาพร้อมๆ กัน...”

ด้วยคำแนะนำเช่นนี้...สุดท้าย พระกัลกีหรือพระเมสสิยาห์ ท่านเลยใช้วิธีแทรกตัวเข้าไประหว่างกลางของปิศาจทั้งสอง แล้วใช้พระหัตถ์ข้างหนึ่งบีบคอโคคา ขณะที่พระหัตถ์อีกข้างหนึ่งทุบลงไปที่ขมับของวิโคคา จนทำให้ทั้งคู่เด๊ดสะมอเร่ อิน เดอะ เท่งทึงลงไปจนได้ นับจากนั้น...จึงถึงช่วงเวลาแห่งการฟื้นฟูกฎ ระเบียบ คุณธรรม และศีลธรรมอันดีงาม ให้หวนคืนกลับมาสู่มวลมนุษยชาติกันใหม่ จากยุคสมัยที่ถูกเรียกว่า “กลียุค” จึงค่อยๆ หมุนเวียนเปลี่ยนผัน กลายมาเป็นจุดเริ่มต้นของ “สัตยยุค” หรือ “กฤตยายุค” ยุคที่คุณงาม ความดี หวนกลับมาสู่สังคมมนุษย์ทั้งมวลจนอาจเรียกว่า “ยุคทอง” (Golden Age) ของมวลมนุษยชาติทั้งหลาย นั่นแล...


กำลังโหลดความคิดเห็น...