ในช่วง 2-3 ปีมานี้ความเข้าใจเรื่องกัญชา (Marijuana) ว่าเป็นยารักษาโรคของคนไทยเรากำลังขึ้นสู่กระแสสูงมาก แต่ยังมีพืชอีกชนิดหนึ่งซึ่งมีลักษณะภายนอกคล้ายกันมากราวกับเป็น “ลูกพี่ลูกน้อง” กัน จนยากที่คนไม่คุ้นเคยจริงจะสามารถจำแนกได้ แถมยังมีสรรพคุณเป็นยารักษาโรคสำคัญๆ นับร้อยโรค
พืชที่ว่านี้ก็คือ กัญชง (Hemp) ผมมีรูปและสรรพคุณทางยารวมทั้งความแตกต่างเบื้องต้นมาให้ดูด้วยครับ

จากภาพดังกล่าวพอสรุปให้เข้าใจได้อย่างง่ายๆ ว่า ถ้าเปรียบเทียบกับคนแล้ว กัญชากับกัญชงเป็นญาติสนิทชิดใกล้กันมาก เทียบเท่ากับ “ลูกพี่ลูกน้อง” กันเลยทีเดียว โดยทั้งสองสปีชีส์ย่อย (sub species) ก็มีสารเคมีสำคัญ 2 ชนิดร่วมกันอยู่ แต่มีระดับความเข้มข้นที่แตกต่างกัน คือกัญชงมีความเข้มข้นของสารเคมีที่เรียกว่า THC (Tetrahydrocannabinol) มากกว่า 20% มีสาร CBD (Cannabidiol) น้อยกว่า 0.3% ในขณะที่กัญชามีสาร THC (ซึ่งขอเรียนในเบื้องต้นว่า มีผลข้างเคียง เช่น ทำให้เมา) มากกว่า 20% แต่มี CBD มากกว่า 20% (หมายเหตุ คนไทยไม่ค่อยรู้จักชื่อคำว่า Cannabis ซึ่งผมเปรียบเสมือน พ่อ-แม่ของกัญชาและกัญชง แต่ในภาษาอังกฤษเรียกสาร THC และ CBD ที่มาจากพืชอย่างรวมๆ ว่า Phytocannabinoils-หรือสาร cannabidiol ที่มาจากพืช)
ในขณะเดียวกันทั้ง THC และ CBD เป็นสารที่เรียกว่า Endocannabinoids ซึ่งร่างกายของมนุษย์ (และสัตว์มีกระดูกสันหลังอื่นๆ) จะผลิตขึ้นมาเอง เพื่อทำหน้าที่ควบคุมและปรับสมดุลของร่างกาย
โครงสร้างโมเลกุลของสาร THC และ CBD ประกอบด้วย คาร์บอน 21 อะตอม ไฮโดรเจน 30 อะตอม และออกซิเจน 2 อะตอม เหมือนกัน มีน้ำหนักโมเลกุลเท่ากัน ที่ต่างกันคือการเรียงตัวของอะตอมดังกล่าวกันคนละตำแหน่งเท่านั้นเอง
ถ้าร่างกายของใครมีความบกพร่องไม่สามารถผลิตสารสำคัญดังกล่าวได้เพียงพอ ก็สามารถกินสารจากพืชกัญชาหรือกัญชงมาเสริมได้ แต่เมื่อพืชดังกล่าวกลายเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ความไม่สมดุลของร่างกายก็เกิดขึ้น และสะสมรุนแรงมากขึ้นๆ
ทั้ง CBD และ THC มีประโยชน์ในทางการแพทย์หลายอย่างเหมือนกัน อย่างไรก็ตาม CBD ไม่สามารถทำให้เกิดความรู้สึกร่าเริง (euphoric effects ซึ่งผมใช้คำว่า “เมา” ในเบื้องต้น) ในขณะที่ THC มีผลทำให้เกิดความรู้สึกดังกล่าว รวมทั้งทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น ตาแดง สูญเสียความจำ และปากแห้ง เป็นต้น ดังนั้น การใช้ประโยชน์ของคนบางกลุ่ม (เช่น เพื่อลดอาการชักในเด็ก ซึ่งผมเห็นกับตาตนเองว่า อาการชักหยุดลงแทบจะทันทีทันใดเมื่อได้ยา) จึงนิยมใช้ CBD มากกว่า
สรรพคุณด้านยารักษาโรคของทั้งกัญชาและกัญชง (ที่ผ่านทางสาร THC และ CBD) มีมากมายมหาศาลมีมากกว่า 100 โรค มีตั้งแต่โรคพื้นๆ ที่ผู้หญิงส่วนใหญ่เป็น เช่น ปวดประจำเดือน (ซึ่งมีเอกสารอ้างว่าสมเด็จพระราชินีวิกตอเรียของอังกฤษทรงใช้) จนถึงโรคยากๆ ที่แพทย์แผนปัจจุบันยังรักษาไม่ได้
อาจารย์ของผมท่านหนึ่งซึ่งมักจะโทร.มาให้กำลังใจผมแทบทุกครั้งที่ผมเขียนถึงเรื่องนี้ เล่าว่า เพื่อนของท่านคนหนึ่งเป็นมะเร็งตับ ได้ยาที่เรียกว่า “Hemp Oil” ตอนนี้ยังอยู่สบายดีและแข็งแรงจนมีกิจกรรมพิเศษๆ ได้ด้วย โดยได้ยาตัวนี้มาจากการลักลอบนำเข้าจากประเทศจีน
อ่านมาถึงตอนนี้ กรุณาหยุดคิดและใคร่ครวญสักครู่ครับ ว่าทำไมคนไทยเราจะต้องมารับกรรมจากการกระทำของรัฐที่ไร้เหตุผลทางวิชาการถึงเพียงนี้ ทั้งๆ ที่กฎของธรรมชาติได้จัดสรรมาให้เราอย่างลงตัวแล้ว
และกรุณาคิดถึงความรู้สึกของอาจารย์เดชา ศิริภัทร ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ ที่ต้องสูญเสียแม่เพราะโรคมะเร็ง
ผมขอพักเรื่องสรรพคุณด้านยารักษาโรคของกัญชาและกัญชงไว้เพียงแค่นี้ เพราะตั้งใจจะพูดถึงประโยชน์ของกัญชงในด้านอุตสาหกรรมซึ่งมีมากมายมหาศาล โปรดดูเรื่องราวโดยย่อจากภาพข้างล่างก่อนครับ

ผมได้เคยเล่าให้ฟังหลายครั้งแล้วว่า พืชกัญชาและกัญชงได้กลายเป็นพืชผิดกฎหมายอย่างมีเลศนัยในสหรัฐอเมริกาเมื่อปี 1937 และได้ลามไปเกือบทั่วโลก โดยอิทธิพลขององค์การสหประชาชาติ ในปี 1961
เราจะเห็นความไม่จริงใจของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาในเรื่องการใช้ประโยชน์จากพืชกัญชาและกัญชงได้อย่างชัดเจนจากกรณีต่อไปนี้ กล่าวคือเมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง (1939 ถึง 1945) ทั้งๆ ที่ตนได้ประกาศให้กัญชาและกัญชงเป็นสิ่งผิดกฎหมายไปแล้ว แต่เมื่อเกิดสงครามโลก กองทัพเรือสหรัฐฯ ต้องการใช้เชือกจำนวนมากในการทำสงคราม จึงได้ประกาศงดใช้กฎหมายชั่วคราวในปี 1942 และได้ส่งเสริมให้เกษตรกรมาช่วยกันปลูกกัญชงเพื่อใช้เส้นใยไปทำเชือก โดยการผลิตภาพยนตร์ขาวดำเรื่อง “กัญชงเพื่อชัยชนะ (Hemp for Victory)” เมื่อสงครามเลิกแล้ว กัญชงก็กลับมีสภาพผิดกฎหมายเช่นเดิม

นับถึงเดือนกรกฎาคม 2561 ในสหรัฐอเมริกา มีการใช้ THC ทางการแพทย์อย่างถูกกฎหมายจำนวน 29 รัฐ ในขณะที่การใช้กัญชาเพื่อสันทนาการอย่างถูกกฎหมายมีจำนวน 9 รัฐ และในวอชิงตัน ดี.ซี ด้วย
ในปี 2017 มีรายงานว่า ในสหรัฐอเมริกามีการปลูกกัญชงจำนวนประมาณ 6 หมื่นไร่ แต่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 3 เท่าในปี 2018 นอกจากนี้ยังคาดว่าเฉพาะธุรกิจสารสกัด CBD อย่างเดียวจะมีมูลค่าถึง 20,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2022 (รายงานของ Bloomberg- https://www.bloomberg.com/news/articles/2018-12-19/trendy-hemp-compound-cbd-set-for-big-boost-from-u-s-farm-bill)
เท่าที่ผมได้ศึกษาจากอินเทอร์เน็ตพบว่า
1. กัญชงเป็นพืชที่ใช้น้ำน้อยกว่าการปลูกฝ้ายเกือบ 10 เท่าเพื่อให้ได้ผลผลิตที่เท่ากัน ใช้ยาปราบศัตรูพืชน้อยกว่า
2. เสื้อผ้าที่ผลิตจากกัญชงจะมีความทนทานกว่าผลิตจากฝ้าย
3. เมล็ดกัญชงเป็นแหล่งโปรตีนชั้นเลิศ การสกัดโปรตีนจากกัญชงมีราคาถูกกว่าจากถั่วเหลือง
4. กัญชงสามารถปลูกได้ในหลายพื้นที่ และปลูกได้อย่างหนาแน่น ลดเวลาและค่าใช้จ่ายในการกำจัดศัตรูพืช
5. เมล็ดสามารถใช้ผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงได้และราคาถูก
6. กระดาษที่ผลิตจากกัญชงจะมีความทนทานกว่า ใช้สารเคมีในการฟอกน้อย สามารถนำมาผลิตใหม่ได้ถึง 8 ครั้ง บางเว็บไซต์ระบุว่าใช้เป็นกระดาษมวนบุหรี่ และกระดาษทำธนบัตรด้วย
7. กัญชงสามารถยกระดับความเป็นอยู่ของชุมชนทั้งด้านโภชนาการและเศรษฐกิจ รวมทั้งช่วยให้คนมีงานทำด้วย
8. กัญชงสามารถใช้เป็นวัสดุก่อสร้าง (ดูรูปที่ 2 ประกอบ)
เมื่อประมาณปี 2558 ผมเคยได้รับเชิญให้ไปร่วมอภิปรายเรื่องกัญชา (กัญชาอย่างเดียว) ที่หอศิลปวัฒนธรรม กรุงเทพมหานคร ผมได้เสนอให้มีการปลูกกัญชาให้เหมือนกับสมุนไพรประจำครัวเรือน เหมือนตะไคร้ ใบกระเพา ทั้งนี้เพื่อใช้แทนผงชูรส เป็นยานอนหลับ เป็นยาแก้ปวดรวมทั้งแก้ปวดประจำเดือน ปวดฟัน ปวดหัวข้างเดียว (ซึ่งแต่ละวันคนไทยรวมกันหลายล้านคนมีอาการ) และเพื่อเป็นการรักษาสมดุลของร่างกาย
มาวันนี้ผมขอเสนอเพิ่มเติมใช้ชุมชนในชนบทปลูกกัญชงครับ เพื่อเป็นอาหาร ผลิตเสื้อผ้า และสร้างรายได้ รวมไปถึงเพื่อลดการปลูกอ้อยเพื่อการส่งออกที่กลายเป็นต้นเหตุของฝุ่นพิษ PM2.5 เพราะมีการเผาเพื่อลดต้นทุนการผลิต
โดยสรุป ผมมั่นใจว่าสังคมจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีและน่าอยู่ขึ้นเยอะมาก หากมีการปลูกกัญชาและกัญชงโดยชาวบ้านธรรมดาๆ ไม่ใช่กลุ่มทุนขนาดใหญ่ ทั้งช่วยให้สังคมมีสุขภาพดีขึ้น มลพิษลดลงทั้งทางน้ำ ผืนดินอาบยาพิษ และทางอากาศ เป็นการลดความเหลื่อมล้ำและเข้าสู่โหมดของเศรษฐกิจพอเพียงอย่างแท้จริงครับ
พืชที่ว่านี้ก็คือ กัญชง (Hemp) ผมมีรูปและสรรพคุณทางยารวมทั้งความแตกต่างเบื้องต้นมาให้ดูด้วยครับ
จากภาพดังกล่าวพอสรุปให้เข้าใจได้อย่างง่ายๆ ว่า ถ้าเปรียบเทียบกับคนแล้ว กัญชากับกัญชงเป็นญาติสนิทชิดใกล้กันมาก เทียบเท่ากับ “ลูกพี่ลูกน้อง” กันเลยทีเดียว โดยทั้งสองสปีชีส์ย่อย (sub species) ก็มีสารเคมีสำคัญ 2 ชนิดร่วมกันอยู่ แต่มีระดับความเข้มข้นที่แตกต่างกัน คือกัญชงมีความเข้มข้นของสารเคมีที่เรียกว่า THC (Tetrahydrocannabinol) มากกว่า 20% มีสาร CBD (Cannabidiol) น้อยกว่า 0.3% ในขณะที่กัญชามีสาร THC (ซึ่งขอเรียนในเบื้องต้นว่า มีผลข้างเคียง เช่น ทำให้เมา) มากกว่า 20% แต่มี CBD มากกว่า 20% (หมายเหตุ คนไทยไม่ค่อยรู้จักชื่อคำว่า Cannabis ซึ่งผมเปรียบเสมือน พ่อ-แม่ของกัญชาและกัญชง แต่ในภาษาอังกฤษเรียกสาร THC และ CBD ที่มาจากพืชอย่างรวมๆ ว่า Phytocannabinoils-หรือสาร cannabidiol ที่มาจากพืช)
ในขณะเดียวกันทั้ง THC และ CBD เป็นสารที่เรียกว่า Endocannabinoids ซึ่งร่างกายของมนุษย์ (และสัตว์มีกระดูกสันหลังอื่นๆ) จะผลิตขึ้นมาเอง เพื่อทำหน้าที่ควบคุมและปรับสมดุลของร่างกาย
โครงสร้างโมเลกุลของสาร THC และ CBD ประกอบด้วย คาร์บอน 21 อะตอม ไฮโดรเจน 30 อะตอม และออกซิเจน 2 อะตอม เหมือนกัน มีน้ำหนักโมเลกุลเท่ากัน ที่ต่างกันคือการเรียงตัวของอะตอมดังกล่าวกันคนละตำแหน่งเท่านั้นเอง
ถ้าร่างกายของใครมีความบกพร่องไม่สามารถผลิตสารสำคัญดังกล่าวได้เพียงพอ ก็สามารถกินสารจากพืชกัญชาหรือกัญชงมาเสริมได้ แต่เมื่อพืชดังกล่าวกลายเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ความไม่สมดุลของร่างกายก็เกิดขึ้น และสะสมรุนแรงมากขึ้นๆ
ทั้ง CBD และ THC มีประโยชน์ในทางการแพทย์หลายอย่างเหมือนกัน อย่างไรก็ตาม CBD ไม่สามารถทำให้เกิดความรู้สึกร่าเริง (euphoric effects ซึ่งผมใช้คำว่า “เมา” ในเบื้องต้น) ในขณะที่ THC มีผลทำให้เกิดความรู้สึกดังกล่าว รวมทั้งทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น ตาแดง สูญเสียความจำ และปากแห้ง เป็นต้น ดังนั้น การใช้ประโยชน์ของคนบางกลุ่ม (เช่น เพื่อลดอาการชักในเด็ก ซึ่งผมเห็นกับตาตนเองว่า อาการชักหยุดลงแทบจะทันทีทันใดเมื่อได้ยา) จึงนิยมใช้ CBD มากกว่า
สรรพคุณด้านยารักษาโรคของทั้งกัญชาและกัญชง (ที่ผ่านทางสาร THC และ CBD) มีมากมายมหาศาลมีมากกว่า 100 โรค มีตั้งแต่โรคพื้นๆ ที่ผู้หญิงส่วนใหญ่เป็น เช่น ปวดประจำเดือน (ซึ่งมีเอกสารอ้างว่าสมเด็จพระราชินีวิกตอเรียของอังกฤษทรงใช้) จนถึงโรคยากๆ ที่แพทย์แผนปัจจุบันยังรักษาไม่ได้
อาจารย์ของผมท่านหนึ่งซึ่งมักจะโทร.มาให้กำลังใจผมแทบทุกครั้งที่ผมเขียนถึงเรื่องนี้ เล่าว่า เพื่อนของท่านคนหนึ่งเป็นมะเร็งตับ ได้ยาที่เรียกว่า “Hemp Oil” ตอนนี้ยังอยู่สบายดีและแข็งแรงจนมีกิจกรรมพิเศษๆ ได้ด้วย โดยได้ยาตัวนี้มาจากการลักลอบนำเข้าจากประเทศจีน
อ่านมาถึงตอนนี้ กรุณาหยุดคิดและใคร่ครวญสักครู่ครับ ว่าทำไมคนไทยเราจะต้องมารับกรรมจากการกระทำของรัฐที่ไร้เหตุผลทางวิชาการถึงเพียงนี้ ทั้งๆ ที่กฎของธรรมชาติได้จัดสรรมาให้เราอย่างลงตัวแล้ว
และกรุณาคิดถึงความรู้สึกของอาจารย์เดชา ศิริภัทร ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ ที่ต้องสูญเสียแม่เพราะโรคมะเร็ง
ผมขอพักเรื่องสรรพคุณด้านยารักษาโรคของกัญชาและกัญชงไว้เพียงแค่นี้ เพราะตั้งใจจะพูดถึงประโยชน์ของกัญชงในด้านอุตสาหกรรมซึ่งมีมากมายมหาศาล โปรดดูเรื่องราวโดยย่อจากภาพข้างล่างก่อนครับ
ผมได้เคยเล่าให้ฟังหลายครั้งแล้วว่า พืชกัญชาและกัญชงได้กลายเป็นพืชผิดกฎหมายอย่างมีเลศนัยในสหรัฐอเมริกาเมื่อปี 1937 และได้ลามไปเกือบทั่วโลก โดยอิทธิพลขององค์การสหประชาชาติ ในปี 1961
เราจะเห็นความไม่จริงใจของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาในเรื่องการใช้ประโยชน์จากพืชกัญชาและกัญชงได้อย่างชัดเจนจากกรณีต่อไปนี้ กล่าวคือเมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง (1939 ถึง 1945) ทั้งๆ ที่ตนได้ประกาศให้กัญชาและกัญชงเป็นสิ่งผิดกฎหมายไปแล้ว แต่เมื่อเกิดสงครามโลก กองทัพเรือสหรัฐฯ ต้องการใช้เชือกจำนวนมากในการทำสงคราม จึงได้ประกาศงดใช้กฎหมายชั่วคราวในปี 1942 และได้ส่งเสริมให้เกษตรกรมาช่วยกันปลูกกัญชงเพื่อใช้เส้นใยไปทำเชือก โดยการผลิตภาพยนตร์ขาวดำเรื่อง “กัญชงเพื่อชัยชนะ (Hemp for Victory)” เมื่อสงครามเลิกแล้ว กัญชงก็กลับมีสภาพผิดกฎหมายเช่นเดิม
นับถึงเดือนกรกฎาคม 2561 ในสหรัฐอเมริกา มีการใช้ THC ทางการแพทย์อย่างถูกกฎหมายจำนวน 29 รัฐ ในขณะที่การใช้กัญชาเพื่อสันทนาการอย่างถูกกฎหมายมีจำนวน 9 รัฐ และในวอชิงตัน ดี.ซี ด้วย
ในปี 2017 มีรายงานว่า ในสหรัฐอเมริกามีการปลูกกัญชงจำนวนประมาณ 6 หมื่นไร่ แต่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 3 เท่าในปี 2018 นอกจากนี้ยังคาดว่าเฉพาะธุรกิจสารสกัด CBD อย่างเดียวจะมีมูลค่าถึง 20,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2022 (รายงานของ Bloomberg- https://www.bloomberg.com/news/articles/2018-12-19/trendy-hemp-compound-cbd-set-for-big-boost-from-u-s-farm-bill)
เท่าที่ผมได้ศึกษาจากอินเทอร์เน็ตพบว่า
1. กัญชงเป็นพืชที่ใช้น้ำน้อยกว่าการปลูกฝ้ายเกือบ 10 เท่าเพื่อให้ได้ผลผลิตที่เท่ากัน ใช้ยาปราบศัตรูพืชน้อยกว่า
2. เสื้อผ้าที่ผลิตจากกัญชงจะมีความทนทานกว่าผลิตจากฝ้าย
3. เมล็ดกัญชงเป็นแหล่งโปรตีนชั้นเลิศ การสกัดโปรตีนจากกัญชงมีราคาถูกกว่าจากถั่วเหลือง
4. กัญชงสามารถปลูกได้ในหลายพื้นที่ และปลูกได้อย่างหนาแน่น ลดเวลาและค่าใช้จ่ายในการกำจัดศัตรูพืช
5. เมล็ดสามารถใช้ผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงได้และราคาถูก
6. กระดาษที่ผลิตจากกัญชงจะมีความทนทานกว่า ใช้สารเคมีในการฟอกน้อย สามารถนำมาผลิตใหม่ได้ถึง 8 ครั้ง บางเว็บไซต์ระบุว่าใช้เป็นกระดาษมวนบุหรี่ และกระดาษทำธนบัตรด้วย
7. กัญชงสามารถยกระดับความเป็นอยู่ของชุมชนทั้งด้านโภชนาการและเศรษฐกิจ รวมทั้งช่วยให้คนมีงานทำด้วย
8. กัญชงสามารถใช้เป็นวัสดุก่อสร้าง (ดูรูปที่ 2 ประกอบ)
เมื่อประมาณปี 2558 ผมเคยได้รับเชิญให้ไปร่วมอภิปรายเรื่องกัญชา (กัญชาอย่างเดียว) ที่หอศิลปวัฒนธรรม กรุงเทพมหานคร ผมได้เสนอให้มีการปลูกกัญชาให้เหมือนกับสมุนไพรประจำครัวเรือน เหมือนตะไคร้ ใบกระเพา ทั้งนี้เพื่อใช้แทนผงชูรส เป็นยานอนหลับ เป็นยาแก้ปวดรวมทั้งแก้ปวดประจำเดือน ปวดฟัน ปวดหัวข้างเดียว (ซึ่งแต่ละวันคนไทยรวมกันหลายล้านคนมีอาการ) และเพื่อเป็นการรักษาสมดุลของร่างกาย
มาวันนี้ผมขอเสนอเพิ่มเติมใช้ชุมชนในชนบทปลูกกัญชงครับ เพื่อเป็นอาหาร ผลิตเสื้อผ้า และสร้างรายได้ รวมไปถึงเพื่อลดการปลูกอ้อยเพื่อการส่งออกที่กลายเป็นต้นเหตุของฝุ่นพิษ PM2.5 เพราะมีการเผาเพื่อลดต้นทุนการผลิต
โดยสรุป ผมมั่นใจว่าสังคมจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีและน่าอยู่ขึ้นเยอะมาก หากมีการปลูกกัญชาและกัญชงโดยชาวบ้านธรรมดาๆ ไม่ใช่กลุ่มทุนขนาดใหญ่ ทั้งช่วยให้สังคมมีสุขภาพดีขึ้น มลพิษลดลงทั้งทางน้ำ ผืนดินอาบยาพิษ และทางอากาศ เป็นการลดความเหลื่อมล้ำและเข้าสู่โหมดของเศรษฐกิจพอเพียงอย่างแท้จริงครับ


