xs
xsm
sm
md
lg

“ปฏิรูปตำรวจ” เริ่มต้นต้องหยุดการซื้อขายตำแหน่ง

เผยแพร่:   โดย: ผศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์


ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์
ผู้อำนวยการหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิตและวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต
สาขาวิชาการวิเคราะห์ธุรกิจและวิทยาการข้อมูล
คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์


มีข่าวเล่าลือหนาหูมาเสมอว่าการจะได้เป็นสารวัตรหรือผู้กำกับใน สน.ซึ่งมีผลประโยชน์ทางด้านอบายมุขอาทิ เช่น สถานเริงรมย์ Night Club ผับบาร์ ในยามค่ำคืน ใจกลางกรุงเทพฯ ต้องใช้เงินมากเหลือเกิน 10 ล้านบาทหรือหลายสิบล้านบาท อาจจะถึง 50 ล้านบาท

มีข่าวเล่าลือหนาหูมาเสมอว่าการซื้อขายตำแหน่งของตำรวจไทย ได้ทำกันมาเนิ่นนานแต่ลือกันว่าไม่มียุคใดซึ่งมีการซื้อขายตำแหน่งกันอย่างประเจิดประเจ้อมากถึงเพียงนี้มาก่อน ร่ำลือกันว่าการซื้อขายตำแหน่ง บางครั้งถึงกับรับเงินจากหลายหลายหลายคนพร้อมกัน และเป็นการซื้อขายตำแหน่งหน้าบ้านของผู้มีอำนาจในบ้านเมืองในสถานที่ราชการซึ่งบุคคลภายนอกห้ามเข้า แต่ตำรวจจำนวนมากก็ไปชุมนุมกินข้าวเช้ากันหน้าบ้านหลังนั้นอยู่กันเป็นประจำข่าวเล่าลือกันมาอย่างนี้นับ 4-5 ปีมาแล้ว และได้ยินมาว่าตอนนี้ไม่มีตำรวจไปชุมนุมกินข้าวกันหน้าบ้านหลังนั้นอีกแล้ว แตกกระเจิงกันหมดแล้วในไม่กี่วันมานี้

มีข่าวเล่าลือกันว่าการโยกย้ายตำรวจไม่เป็นธรรมแม้กระทั่งนายตำรวจซึ่งเหลืออายุราชการเพียงครึ่งปีถึงก็ถูกโยกย้าย ลงไปในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นการกลั่นแกล้งกัน

มีข่าวเล่าลือกันว่าการโยกย้ายทำกันอย่างไม่รอบคอบจนกระทั่งโผตำรวจออกมามีคน 2 คนไปนั่งทับในตำแหน่งเดียวกันในจังหวัดเดียวกันอย่างเหลือเชื่อและมีการจัดทำรายชื่อโยกย้ายซึ่งเป็นคนที่ตายแล้วมานั่งในตำแหน่งก็ยังมี

มีข่าวเล่าลือกันว่าอดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติบางคนและอดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติบางคนมีความใกล้ชิดสนิทสนมเป็นพี่เป็นน้อง เป็นเพื่อนสนิทกับผู้มีอำนาจบางคนในบ้านเมือง และมีตำรวจที่เส้นใหญ่มากจนกระทั่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติตัวจริงก็ยังต้องพินอบพิเทาให้ด้วยความเกรงใจยิ่ง ถึงขั้นที่เรียกว่าต้องเดินตามหลังพลตำรวจตรีคนหนึ่งซึ่งเติบโตจากพันตำรวจเอกขึ้นมาอย่างรวดเร็วจนกระทั่งเป็นพลตำรวจโทภายในเวลา 4-5 ปีนี้

มีข่าวเล่าลือว่าพลตำรวจโท คนนี้แทบจะเป็นผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติน้อย หรือ ผบ.ตร. น้อย โดยมีอดีตผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่เกษียณไปแล้วหลายปีแทบจะทำหน้าที่เป็นผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติตัวจริงเช่นกัน

ว่ากันว่า กตร. หรือคณะกรรมการข้าราชการตำรวจแห่งชาติ แทบจะไม่มีความสำคัญหรือไม่มีบทบาทใด ๆ ในการโยกย้ายตำรวจทั้งทั้งที่ในอดีตที่ผ่านมา การโยกย้ายตำรวจนั้น กตร. จะเป็นผู้กำหนดนโยบายและมีบทบาทสำคัญยิ่งซึ่งทำให้เกิดหลักคุณธรรมที่แม้จะบางและมีอยู่ค่อนข้างน้อยมากในวงการโลกสีกากีก็กลับไม่สามารถทำหน้าที่ดังกล่าวได้มาสักพักใหญ่

การบริหารงานบุคคลถือว่าเป็นหัวใจของการบริหารราชการแผ่นดินไม่ว่าจะเป็นราชการพลเรือน ราชการตำรวจ หรือราชการทหารก็เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการโยกย้ายหรือการเลื่อนตำแหน่งนั้นถือว่าเป็นหนทางของการเข้าสู่อำนาจของข้าราชการ ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการตำรวจ ข้าราชการทหาร ข้าราชการพลเรือนก็ตาม หากกระทำโดยการวิ่งเต้นและใช้เงินแล้วย่อมทำให้ระบบราชการตำรวจซึ่งเป็นต้นธารของกระบวนการยุติธรรมบิดเบี้ยวโสมมและไม่อาจนำไปสู่ความยุติธรรมในสังคมได้ เมื่อสังคมปราศจากความยุติธรรม ความสามัคคีในสังคมก็ยากที่จะเกิดได้

ข่าวลือที่ว่านี้หากเป็นจริงทั้งหมด ย่อมแสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง และแสดงให้เห็นว่าการบริหารราชการตำรวจนั้นเลวลงอย่างเห็นได้ชัด แล้วประชาชนจะหวังพึ่งใครได้เล่า ในเมื่อต้นธารของกระบวนการยุติธรรมทั้งหมดนั้นเลวเสียแล้ว เละจนเป็น “โจ๊ก หวานเจี๊ยบ” เสียแล้วหนอ

เชื่อหรือไม่ครับว่าไม่ว่า จะสีเหลือง สีแดง หรือสีฟ้า จะสีสลิ่มหรือเสื้อหลากสี แทบทุกฝ่ายมีความเห็นต้องตรงกันหมดว่ามีความเลวร้ายของกิจการตำรวจมาอย่างยาวนาน ประชาชนรู้สึกขื่นขม และหากมีการสำรวจแทบจะทุกครั้งในแง่ของความซื่อสัตย์สุจริตหรือสำรวจการรับรู้การทุจริตประพฤติมิชอบหรือ Corruption Index ตำรวจไทยไม่เคยได้คะแนนดีเท่าที่ควรเลย และหากมีผู้ใดซึ่งลุกขึ้นมาปฏิรูปตำรวจได้จริงย่อมจะได้รับความพึงพอใจและการสนับสนุนจากประชาชนอย่างท่วมท้น แต่ก็น่าแปลกใจที่ในระยะ 4-5 ปีนี้กระบวนการปฏิรูปตำรวจแทบจะไม่ประสบความสำเร็จ คงเป็นไปตามข่าวเล่าลือว่าต้องมีไอ้เข้บางตัวอาจขวางคลองไว้ตลอดเวลาเพราะมีผลประโยชน์บางอย่างหรือไม่ที่จะทำให้ใครต้องเสียผลประโยชน์และอำนาจ

การวิ่งเต้นโยกย้ายราชการตำรวจหากเกิดขึ้นจริงและมีการรับเงินกัน ถึงขั้นมีข่าวร่ำลือว่ามีเงินเป็นร้อยล้าน พันล้านฝากไว้ตาม safe house หรือฝากไว้ในต่างประเทศ แล้วเราจะมีทางได้ตำรวจที่ดี ที่มีความสามารถและมีคุณธรรมมาช่วยเหลือในการพิทักษ์สันติราษฎร์ ในการปกครองบ้านเมืองให้เป็นไปตามหลักกฎหมายหรือไม่

เมื่อตำรวจที่ต้องการได้ตำแหน่งต้องใช้เงินมากมหาศาลในการวิ่งเต้นโยกย้าย หนำซ้ำยังถูกบิดพริ้วหลอกลวงด้วยการรับเงินจากตำรวจหลาย ๆ คนซึ่งอาจจะอยากได้ตำแหน่งที่เดียวกันก็ย่อมเกิดความเคียดแค้นและเกิดความคิดที่จะถอนทุนคืน อาจจะต้องมีการรีดไถประชาชน? อาจจะต้องมีการโกงกินเงินของแผ่นดินหรือไม่?เพื่อจะได้ถอนทุนคือ ให้คุ้มทุนในสิ่งที่ตนเองได้ลงทุนไป

หากยังคงมีการวิ่งเต้นโยกย้ายอยู่ในราชการตำรวจเราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าเราได้ตำรวจที่ดี มีความรู้ความสามารถมีคุณธรรมมาทำงานเพื่อรับใช้ประชาชนและอำนวยความสันติสุขแก่ราษฎร

โปรดอย่าลืมว่าตำรวจมีอำนาจในการบังคับใช้กฎหมายครอบจักรวาลมากกว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐแทบจะทุกหน่วยงาน ไม่มีเจ้าหน้าที่ของรัฐหน่วยงานใดซึ่งมีอำนาจในการบังคับใช้กฎหมายเท่ากับเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกแล้วในประเทศไทย

การที่เจ้าหน้าที่ตำรวจมีอำนาจในการบังคับใช้กฎหมายมากมายหลายฉบับเหลือเกินและในการบังคับใช้กฎหมายนั้นหลายครั้งก็ต้องใช้ดุลพินิจ และในหลายครั้งการใช้ดุลพินิจก็นำไปสู่การทุจริตประพฤติมิชอบ หากอำนาจในการบังคับใช้กฎหมาย ตกลงไปอยู่ในมือของคนที่ไม่ดีและบังคับใช้กฎหมายหรือละเว้นการบังคับใช้กฎหมายในทางที่มิชอบหรือในทางทุจริตแล้ว ประชาชนย่อมเดือดร้อน บ้านเมืองย่อมไม่เป็นไปตามหลักนิติรัฐ และท้ายที่สุดสังคมจะเกิดความแตกแยก ไม่เกิดความสามัคคี ประชาชนจะอยู่อย่างปราศจากสันติ เกิดอาชญากรรมมากมายและเกิดอบายมุขเต็มเมืองซึ่งรวมไปถึงปัญหายาเสพติดด้วย เต็มไปด้วยความหวาดกลัว และปัญหาสังคมมากมาย

การปฏิรูปตำรวจจึงไม่ใช่การปรับโครงสร้าง หรือการลดทอนอำนาจของตำรวจลง หรือกระจายอำนาจของตำรวจลงแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ต้องทำให้มั่นใจได้ว่าระบบการบริหารงานบุคคลของราชการตำรวจนั้นเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม ตามหลักความรู้ ความสามารถ และหลักคุณธรรม โดยปราศจากการวิ่งเต้นเส้นสายปราศจากการซื้อขายตำแหน่งเพื่อมิให้เกิดการโยกย้ายหรือการเลื่อนตำแหน่งอย่างไม่เป็นธรรม

หากไม่สามารถขจัดความชั่วร้ายเหล่านี้ออกไปจากระบบการบริหารงานบุคคลของราชการตำรวจย่อมไม่มีทางที่จะปฏิรูปตำรวจอันเป็นต้นธารของการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมในประเทศไทยให้เกิดขึ้นได้ และหากปราศจากความยุติธรรมในสังคมไทยเสียแล้ว สังคมไทยก็ยากที่จะเกิดความปรองดองและเกิดความผาสุกได้

ขอให้รำลึกถึงพระบรมราโชวาทในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชบรมนาถบพิตรซึ่งได้พระราชทานไว้ดังนี้

“....ในบ้านเมืองนั้น มีทั้งคนดีและคนไม่ดี ไม่มีใครจะทำให้คนทุกคนเป็นคนดีได้ทั้งหมด การทำให้บ้านเมืองมีความปกติสุขเรียบร้อย จึงมิใช่การทำให้ทุกคนเป็นคนดี หากแต่อยู่ที่การส่งเสริมคนดี ให้คนดีได้ปกครองบ้านเมือง และควบคุมคนไม่ดีไม่ให้มีอำนาจ ไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้...”
(พระบรมราโชวาทในพิธีเปิดงานชุมนุมลูกเสือแห่งชาติ ครั้งที่ 6 ณ ค่ายลูกเสือวชิราวุธ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี วันที่ 11 ธันวาคม 2512)

การปฏิรูปตำรวจจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องล้างบางข่าวลือซึ่งผู้คนทั้งแผ่นดินต่างคิดและสงสัยว่าเป็นความจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีการโยกย้ายข้าราชการตำรวจหรือการเลื่อนตำแหน่งโดยการซื้อขายตำแหน่ง โดยการวิ่งตำแหน่งกันอย่างมากมาย ผ่านคนที่มีอำนาจและพวกพ้อง และทางเลือกที่ดีที่สุดต้องมีการล้างบางไม่ให้คนเหล่านี้ได้มีอำนาจไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายแก่แผ่นดินต่อไปอีกในอนาคต

หากคนเหล่านี้ซึ่งทำมาหากินโดยไม่สุจริตโดยการขายตำแหน่ง โดยการวิ่งโยกย้ายตำแหน่ง ด้วยการรับเงินซื้อตำแหน่งถูกล้างบางออกไปจากระบบราชการและการบริหารราชการแผ่นดิน และได้รับการลงโทษอย่างหนักย่อมจะเป็นเยี่ยงอย่างที่ดีไม่ให้ตำรวจด้วยกันเอง หรือแม้แต่ผู้มีอำนาจในบ้านเมืองคิดชั่ว ทำชั่ว ทำลายหลักคุณธรรมของการบริหารงานบุคคล การบริหารบ้านเมืองและการบริหารกิจการตำรวจอันเป็นต้นธารของกระบวนการยุติธรรม เนื่องจากการกระทำเหล่านี้คือการซื้อขายตำแหน่ง ย่อมไม่สอดคล้องกับพระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชบรมนาถบพิตรที่ได้ทรงสั่งสอนพวกเราไว้และเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องทำตามเพื่อสวัสดิภาพและความผาสุกแห่งบ้านเมืองเป็นที่ตั้งก่อนสิ่งอื่นใด

ผมได้แต่ขอภาวนาให้กฎแห่งกรรมทำหน้าที่อย่างเคร่งครัดและรวดเร็ว ใครก็ตามซึ่งทุจริตประพฤติมิชอบในบ้านเมืองนี้ ขอให้ไม่ตายดี ได้รับโทษทัณฑ์อันสมควรแก่โทษานุโทษ และมีจุดจบที่เลวร้ายเพื่อบ้านเมืองที่ขาวสะอาดขึ้นอย่างรวดเร็ว


กำลังโหลดความคิดเห็น...