xs
xsm
sm
md
lg

การเปลี่ยนระบอบปกครองด้วย “สงครามนอกรูปแบบ”

เผยแพร่:   โดย: ทับทิม พญาไท

ประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร แห่งเวเนซุเอลา
เปิดฉากสัปดาห์นี้...หนีไม่พ้นต้องลองไป “อัพเดต” ฉากสถานการณ์ในเวเนซุเอลากันดูอีกสักรอบนั่นแหละทั่น เพราะอย่างน้อย ก็อาจนำมาใช้เป็นบทเรียน บทศึกษา สำหรับประเทศเล็กๆ อย่างไทยแลนด์ แดนสยาม ของหมู่เฮาได้มั่ง ยิ่งโดยเฉพาะช่วงหลังๆ นี้ ที่อะไรต่อมิอะไรมันชักจะอุตลุดชุลมุนวุ่นวายอยู่พอประมาณ เกิดบรรยากาศหนักไปทางซับซ้อน ซ่อนเงื่อน เพื่อนทรยศยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ชนิดแทบทำให้ “การแย่งกันจัดตั้งรัฐบาล” ของประเทศไทยหลังเลือกตั้ง เริ่มออกอาการประมาณน้องๆ “การแย่งกันเป็นประธานาธิบดี” ของเวเนซุเอลาเข้าไปทุกที...

อย่างไรก็ตาม...สำหรับเวเนซุเอลาทุกวันนี้ แม้คุณพ่ออเมริกาท่านออกจะคันมือ คันตีน อย่างชนิดแทบถึงที่สุดแล้ว แต่การคิดส่งกำลังทหารบุกเข้าไปยังประเทศสวนหลังบ้านของตัวเองแบบดื้อๆ ทื่อๆ นั้น ค่อนข้างจะเป็นอะไรที่ยากส์ส์ส์ลำบากมิใช่น้อย ถึงแม้แผนการใช้กำลังทหาร จะยังคง “วางอยู่บนโต๊ะประธานาธิบดี” ก็ตามแต่ เพราะอย่างที่รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย “นายเซอร์เกย์ ลาฟรอฟ” ท่านได้ให้ความเห็นเอาไว้กับหนังสือพิมพ์ “Moskovsky Komsomolets” เมื่อช่วงกลางสัปดาห์ที่แล้วนั่นแหละว่า ถึงบรรดานานาประเทศในละตินอเมริกาส่วนใหญ่ จะถือหางอเมริกาและประธานาธิบดีที่อเมริกาให้การสนับสนุน หรือประธานาธิบดีที่มาจากการแต่งตั้งตัวเอง อย่าง “นายฮวน กุยโด” ก็ตาม แต่แทบทุกประเทศที่เคยรู้รส รู้ชาติ เคยถูกกองทัพอเมริกันบุกเข้าไปเล่นงานมาแล้วด้วยกันทั้งนั้น ต่างก็พร้อมที่จะปฏิเสธ หรือ “ไม่เห็นควรด้วย” โดยเด็ดขาด กับการใช้กรรมวิธีชนิดนี้ และพร้อมที่จะตีตัวออกห่างโดยทันที ถ้าหากอเมริกาคิดจะเล่นกันแบบหยาบๆ สากๆ ไปได้ถึงขั้นนั้น...

อีกทั้งความพยายามอ้างความชอบธรรม ในการปกป้องความมั่นคงภายใน “สวนหลังบ้าน” ของตัวเอง ชนิดหันไปย้อนยุค ไปคว้าเอา “ลัทธิมอนโร” (Monroe Doctrine) ตั้งแต่สมัยพระเจ้าเหา หรือสมัยประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังใส่กางเกงหูรูด มาใช้เป็นมาตรฐานในการห้ามมิให้ใครแทรกแซงซีกโลกตะวันตกของอเมริกาโดยเด็ดขาด ถึงขั้นบรรดาวุฒิสมาชิกอเมริกันไม่ต่ำกว่า 15 ราย กำลังคิดจะเสนอกฎหมายที่เรียกว่า “Democracy Assistant and Development Act-VERDAD” เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของประเทศใดก็ตาม ที่เป็นภัยต่อความมั่นคงภายในสวนหลังบ้านของอเมริกา แต่โดย “ข้อเท็จจริง” ก็กลับเป็นอเมริกาเองนั่นแหละ ที่กลายเป็นผู้หันไปแทรกแซงซีกโลกตะวันออก หรือแทบจะทั่วทุกซีกโลก หรือเป็นผู้กระทำย่ำยีต่อหลักการลัทธิมอนโรมาโดยตลอด ความพยายามอ้างอิงถึงมาตรฐานเหล่านี้ จึงไม่น่าจะมีประเทศไหนเอาด้วย เพราะออกจะเป็นอะไรที่ทะลึ่งตึงตัง หรืออวดดี (Insolent) อย่างที่รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซียท่านว่าเอาไว้นั่นแล...

ด้วยเหตุนี้...การคิดจะ “เปลี่ยนแปลงระบอบปกครองมาดูโร” ในเวเนซุเอลา มันจึงต้องมีการดัดแปลง มีการประยุกต์ใช้ หรือมีการนำเอา “กรรมวิธีใหม่ๆ” เข้าไปผสมผสาน อย่างชนิดน่าจับตา น่าสังเกตเอามากๆ โดยเฉพาะสำหรับประเทศใดๆ ก็ตามที่อาจต้องตกเป็น “เป้าหมาย” ของคุณพ่ออเมริกาไม่วันใดก็วันหนึ่งในอนาคตเบื้องหน้า ซึ่งถ้าฟังจากผู้ซึ่งต้องตกเป็นเป้าหมายของคุณพ่ออเมริกาในเวเนซุเอลาทุกวันนี้ คือประธานาธิบดีที่มาจากการเลือกตั้ง อย่าง “นายนิโคลัส มาดูโร” สิ่งที่รัฐบาลที่ถูกต้องตามกฎหมายของเวเนซุเอลากำลังต้องเผชิญหน้า ก็คือสิ่งที่ประธานาธิบดี “มาดูโร” ท่านเรียกว่า “สงครามนอกรูปแบบ” หรือสงครามที่ไม่ได้ใช้เทคนิคตามรูปแบบเท่าที่เคยเป็นมา (Unconventional warfare tactics) คือไม่ต้องเสียเวลาส่งเครื่องบินไปทิ้งระเบิด หรืองัดจรวดใดๆ มาถล่มให้ต้องพังพินาศกันไปเป็นแถบๆ แต่หันไปอาศัยการโจมตีทางไซเบอร์ หรือการโจมตีด้วยอาวุธอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อเล่นงานสิ่งอำนวยความสะดวกและสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน โหมกระพือความสับสนวุ่นวาย ความไร้เสถียรภาพภายในสังคมนั้นๆ ไปพร้อมๆ กับการปลุกระดมมวลชน การติดอาวุธให้กองกำลังย่อยๆ (Freedom Cells) เข้าทำการปะทะ หรือท้าทายอำนาจรัฐ จะด้วยการเผาบ้าน เผาเมือง หรือ “เผาป่า” ฯลฯ ก็แล้วแต่...

เจอเข้ากับลูกนี้...ต้องเรียกว่า เล่นเอาประเทศเวเนซุเอลาแทบทั้งประเทศ มืดสนิทมาเป็นเดือนๆ ไฟฟ้าดับๆ-ติดๆ เกิดการปล้นสะดม การก่ออาชญากรรม โดยปราศจากการบังคับใช้อำนาจตามกฎหมาย ส่งผลให้ประชาชนที่อ่วมอรทัยเพราะปัญหาทางเศรษฐกิจอยู่แล้ว ยิ่งอ่วมหนักยิ่งขึ้นไปใหญ่ จนรัฐบาลที่ถูกต้องตามกฎหมายของเวเนซุเอลา ต้องหันไประดมมวลชนจำนวนไม่น้อยกว่า 51,000 คน ให้ทำหน้าที่ช่วยสอดส่องดูแลป้องกันการวินาศกรรม อาชญากรรม และระดมอาสาสมัครอีกไม่ต่ำกว่า 2.1 ล้านคน เอาไว้รับมือกับมวลชนของฝ่ายตรงข้าม ที่เตรียมจะลุกฮือกันในขั้นตอนสุดท้าย รวมทั้งต้องสั่งการให้ “หน่วยข่าวกรอง” และ “หน่วยต่อต้านข่าวกรอง” เตรียมพร้อมขั้นสูงสุด เพื่อรับมือกับ “สงครามในรูปแบบใหม่” ...

ส่วนที่ต้องหันไปเชื้อเชิญทหารรัสเซีย หรือแม้แต่เจ้าหน้าที่จีน ให้เข้ามายังเวเนซุเอลาตามสนธิสัญญาข้อตกลงทางทหาร ที่รัฐบาลยุคสมัยอดีตประธานาธิบดี “ฮูโก ชาเวซ” เคยทำไว้กับรัสเซียตั้งแต่ปี ค.ศ. 2001 โน่นเลย ก็เพื่อที่จะให้มาช่วย “แก้ปัญหาทางเทคนิค” นั่นเอง ไม่ได้เอาไว้สู้รบปรบมือกับฝ่ายหนึ่ง ฝ่ายใด แต่เอามาให้คำแนะนำว่าจะรับมือกับพวก “แฮกเกอร์” ที่โจมตีระบบจ่ายกระแสไฟฟ้าในเขื่อนแต่ละเขื่อนซะจน “เดี้ยง” สนิทกันในแบบไหน อย่างไร หรือเอามาฝึกการใช้เครื่องเฮลิคอปเตอร์ที่เพิ่งสั่งซื้อมาใหม่ ไปจนถึงเอามาสอนวิธีการใช้และการควบคุมระบบป้องกันภัยทางอากาศ อย่างประเภท “S-300” ฯลฯ อะไรทำนองนั้น ซึ่งจะได้ผลมาก-น้อยขนาดไหน หรือไม่ ประการใด คงต้องคอยติดตามกันไปเป็นระยะๆ...

แต่ที่แน่ๆ ก็คือ...การอาศัย “สงครามในรูปแบบใหม่” เพื่อเปลี่ยนแปลงระบอบปกครองในประเทศหนึ่ง ประเทศใด ที่กำลังเกิดขึ้นในเวเนซุเอลาทุกวันนี้ สุดท้าย...สิ่งที่เป็นตัวชี้ขาด ก็คงต้องขึ้นอยู่กับบรรดา “ปวงชนชาวเวเนซุเอลา” ทั้งหลายนั่นเอง ว่าจะมีมุมมองต่อประเทศตัวเอง ต่อสังคมตัวเองไปในแบบไหน อย่างไร มีความอดทน อดกลั้น มีความ “รู้-รัก-สามัคคี” กันมาก-น้อยขนาดไหน เพราะไม่ว่าแรงกดดัน การแทรกแซง จาก “ภายนอก” มันจะดุเดือด รุนแรง หนักหน่วง หรือหนักหนาสาหัสเพียงใด สลับซ้อน ซ่อนเงื่อน เพื่อนทรยศไปถึงขั้นไหนต่อขั้นไหน แต่ถ้าหากชาวเวเนซุเอลาทั้งหลาย ยังตระหนักสำนึกในบุญคุณของแผ่นดินเกิด ยังคงเป็น “หนี้แผ่นดิน” ไม่พร้อมที่จะให้ใครมาเป็นเจ้าเข้าครอง มาบังคับเสือกไสให้ตัวเองต้องตกเป็น “ทาส” ของระบอบปกครองแบบหนึ่ง แบบใด ไม่ว่าจะเรียกว่า “ระบอบประชาธิปไตย” หรือไม่ประชาธิปไตยก็ตาม บทเรียนของประเทศเวเนซุเอลาทุกวันนี้ อาจกลายเป็น “บทศึกษา” ที่น่าสนใจเอามากๆ สำหรับประเทศต่างๆ ทั่วทั้งโลก ในยุคที่ “การล่าอาณานิคมแบบใหม่” เพื่อช่วงชิงความได้เปรียบ-เสียเปรียบ ระหว่างมหาอำนาจในโลกนี้ กำลังมาแรงแซงโค้งยิ่งเข้าไปทุกที...