xs
xsm
sm
md
lg

ประเทศไทย จะไปต่อหรือถอยหลัง 24 มีนาคม ได้รู้กัน

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


"ฝั่งขวาเจ้าพระยา"
"โชกุน"

ประเทศไทยมาถึงหัวเลี้ยวหัวต่อ เข้าสู่ระยะเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ คืนอำนาจการปกครองกับนักการเมืองผ่านการเลือกตั้ง

หลังวันที่ 24 มีนาคม ประเทศไทยจะก้าวไปทางไหน จะไปข้างหน้าต่อ หรือ จะถอยหลังกลับไปสู่ความขัดแย้งในอดีตอีกครั้งหนึ่ง

ถ้าพรรคพลังประชารัฐ ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ประเทศไทยก็จะได้ไปต่อ โครงการต่างๆ ของรัฐบาลก่อนการเลือกตั้ง ก็จะได้รับการสานต่อให้บรรลุจุดมุ่งหมายในการสร้างความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน มีความพร้อมที่จะก้าวไปให้ทันโลกอนาคตที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง

ถ้าพรรคเพื่อไทย และพรรคอื่นๆ ในเครือข่ายของนายทักษิณ ชินวัตร ได้คะแนนเสียงข้างมาก ไม่ว่าใครจะเป็นนายกรัฐมนตรี ก็เป็นได้เพียงหุ่นเชิดของนายทักษิณ และประเทศไทยก็จะถูกฉุดให้ย้อนกลับไปสู่สถานการณ์ระหว่างปี 2548-2557 ซึ่งเป็นทศวรรษที่หายไปของสังคมไทย เพราะความขัดแย้งทางการเมืองอย่างรุนแรง เพราะการใช้อำนาจเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง ของนายทักษิณกับบริวาร จนถูกประชาชนลุกขึ้นมาต่อต้าน และนำไปสู่การรัฐประหารในที่สุด

ในขณะที่พรรคพลังประชารัฐ ประกาศจุดยืนก้าวข้ามความขัดแย้ง ร่วมงานกับทุกฝ่ายเพื่อนำสังคมไทยเดินไปข้างหน้า นายทักษิณกับพรรคเพื่อไทย พรรคไทยรักษาชาติ พรรคประชาชาติ ชูธงแก้รัฐธรรมนูญ สร้างฉากสมมุติการเลือกตั้งที่จะมาถึงว่า เป็นการต่อสู้ของฝ่ายประชาธิปไตยกับพวกตัวเอง กับพวกเผด็จการ

ยังไม่ทันไร ก็แบ่งสังคมออกเป็นสองฝ่ายเสียแล้ว ไม่ต่างอะไรกับยุคก่อนหน้า คสช.ที่คนไทยถูกแบ่งออกเป็นพวกเสื้อเหลือง เสื้อแดง เพียงแต่เปลี่ยนชื่อใหม่เป็นฝ่ายประชาธิปไตยกับฝ่ายเผด็จการ มันเป็นแค่วาทกรรมทางการเมืองของคนที่ไม่รู้ว่า จะสู้กับพรรคพลังประชารัฐด้วยนโยบายอย่างไร จึงไปหยิบยืมวาทกรรม “พรรคเทพ พรรคมาร” เมื่อ 25 ปีก่อนมาใช้

การยึดอำนาจของ คสช.เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 เป็นเพราะรัฐบาลพรรคเพื่อไทยที่นายทักษิณ เชิดหุ่นน้องสาวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี ไม่สามารถรักษาประชาธิปไตยไว้ได้ ทั้งที่มีเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร มีอำนาจเหนือกองทัพ ข้าราชการ สื่อสารมวลชน และมีประชาชนจำนวนไม่น้อยให้การสนับสนุน แต่เพราะต้องการจะล้างความผิดของตัวเองในคดีคอร์รัปชัน จึงใช้อำนาจที่ได้มาจากการเลือกตั้งอย่างฉ้อฉลจนประชาชนทนไม่ได้ พร้อมใจลุกฮือขึ้นทั่วประเทศ ขับไล่ให้พ้นจากตำแหน่ง ทำให้กองทัพไม่มีทางเลือก นอกจากขออำนาจคืนจากพรรคเพื่อไทย เพราะมีอำนาจแล้วใช้ไม่เป็น ใช้เพื่อประโยชน์ของตัวเอง ไม่ได้ใช้เพื่อรักษาประชาธิปไตย

รัฐบาล คสช.ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี เข้ามาบริหารประเทศในช่วงที่ประเทศไทยตกต่ำสุดขีด อันเป็นผลพวงมาจากความขัดแย้งทางการเมือง และสังคมที่มีนายทักษิณ เป็นศูนย์กลาง ทางสังคม ประชาชนแตกแยกแบ่งเป็นเสื้อเหลือง เสื้อแดง ทางเศรษฐกิจไม่มีการลงทุนใหม่ๆ ทั้งโดยภาครัฐและเอกชน โดยนักลงทุนในประเทศหรือต่างชาติ เศรษฐกิจในปีที่ คสช.ยึดอำนาจขยายตัวแค่ 0.7% ปัญหาต่างๆ ที่ถูกซุกไว้ใต้พรมในยุครัฐบาลทักษิณกับน้องสาว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการพังพินาศของตลาดส่งออกข้าวไทย ความปลอดภัยในอุตสาหกรรมการบิน การค้ามนุษย์ การทำประมงที่ผิดกฎหมาย ถูกสหรัฐฯ และอียูงัดขึ้นมาเล่นงานประเทศไทยในยุคนี้

มาถึงวันนี้ วันที่ประเทศไทยกำลังจะมีการเลือกตั้ง รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ ตกเป็นเป้าโจมตีของพรรคการเมืองอื่นๆ เป็นธรรมดาของผู้ที่อยู่ในอำนาจมานาน ย่อมตกเป็นเป้าหมายของผู้ที่ต้องการแย่งชิง ความล้มเหลวทางเศรษฐกิจเป็นประเด็นที่ง่ายที่สุดที่จะหยิบยกมาโจมตี

เศรษฐกิจในยุค คสช.ไม่อาจกล่าวได้ว่าอยู่ในขั้นดี เพราะประชาชนส่วนใหญ่ยังมีปัญหาปากท้อง พืชผลเกษตรหลายตัวยกเว้นข้าวราคาตกต่ำ ความเหลื่อมล้ำยังมีอยู่สูง ปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นมานานแล้ว และยิ่งถูกซ้ำเติมในช่วงที่สังคมไทยตกอยู่ในหลุมดำทางการเมือง

วันนี้เปรียบเทียบกับวันที่รัฐบาล คสช.เข้าบริหารประเทศ ประเทศไทยที่เมื่อ 3 ปีก่อนเคยถูกปรามาสว่า จะเป็นคนป่วยแห่งเอเชียรายต่อไป ลุกขึ้นยืนได้แล้วอย่างมั่นคง กลายเป็นศูนย์กลางการลงทุนในภูมิภาค ที่ถนนทุกสายมุ่งสู่ประเทศไทย จากนโยบายเขตเศรษฐกิจอีอีซี ที่นักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจ

จากจีดีพีที่ขยายตัวไม่ถึง 1% ปีที่แล้วขยายตัว 3.9% ปีนี้ไม่ต่ำกว่า 4% แน่ๆ มันอาจจะไม่สูงเท่าประเทศอื่นๆ ในอาเซียน แต่เป็นสัญญาณว่า เราลุกขึ้นได้และก้าวเดินไปข้างหน้าแล้ว

ทั้งหมดนี้ เป็นเพราะความสงบของบ้านเมือง ไม่มีเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมือง และเกิดขึ้นเพราะรัฐบาล คสช.มีทิศทางทางเศรษฐกิจว่า ประเทศไทยจะก้าวไปทางไหน

วันนี้ส่วนหนึ่งของทีมเศรษฐกิจในรัฐบาล ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการวางแผน และผลักดันจนประเทศไทยลุกขึ้นยืน และเดินไปข้างหน้าได้ อยากให้ประเทศไทยเดินไปเร็วกว่านี้ และเดินได้อย่างมั่นคง ไม่ซวนเซ ล้มลุกคลุกคลานเหมือนที่ผ่านมา จึงตัดสินใจสานงานต่อภายใต้กติกาของรัฐธรรมนูญ ตั้งพรรคพลังประชารัฐเพื่อลงสมัครรับเลือกตั้ง และจะเสนอชื่อพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี

ในวันที่ประเทศไทยก้าวพ้นหลุมดำมาไกลแล้ว และกำลังก้าวเดินไปข้างหน้า นายทักษิณและพรรคเพื่อไทยก็ออกมาประกาศว่า จะต้องแก้รัฐธรรมนูญ จะลบล้างสิ่งที่รัฐบาล คสช.สร้างไว้ มันคือการฉุดประเทศไทยกลับลงไปในหลุมดำอีกครั้งหนึ่ง กลับไปสู่ความขัดแย้งทางการเมือง ความแตกแยกของประชาชน การใช้ชีวิตประชาชนเป็นเหยื่อทางการเมือง การดิ้นรนทำทุกวิถีทางช่วยเหลือคนในตระกูลให้พ้นผิด ครั้งนี้จะเลวร้ายกว่าเดิม เพราะต้องช่วยน้องสาวและลูกชายด้วย

ระหว่างพรรคพลังประชารัฐที่พิสูจน์ตัวเองมาแล้วในรัฐบาลนี้ว่า ทำให้ประเทศไทยลุกขึ้นยืนได้แล้ว และจะพาก้าวเดินไปข้างหน้าพร้อมกับคนไทยทุกคนสู่ความมั่งคั่ง ยั่งยืน กับพรรคเพื่อไทยและพรรคอื่นๆ ของนายทักษิณที่จะแก้รัฐธรรมนูญ พาทักษิณกลับบ้าน และทำลายล้างทุกสิ่งที่เป็นผลงาน คสช.พาประเทศไทยย้อนหลังกลับไปหนึ่งทศวรรษ เลือกไม่ยากว่า จะลงคะแนนให้พรรคไหนได้เป็นรัฐบาล


กำลังโหลดความคิดเห็น...