xs
xsm
sm
md
lg

ออกมาเถอะคนหนุ่มสาว จับปากกาตัดสินชะตาตัวเอง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


“หนึ่งความคิด”
“สุรวิชช์ วีรวรรณ”

การเลือกตั้งครั้งนี้นับเป็นการแข่งขันที่ยากจะคาดเดาที่สุด ด้วยกติกาแบบใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน สมมติฐานจากสถิติเก่าอาจนำมาเทียบเคียงได้ แต่ผลลัพธ์จะถูกต้องหรือไม่คงไม่มีใครกล้าฟันธง

กว่า 8 ปีที่ห่างหายการเลือกตั้งตั้งแต่ได้ผลลัพธ์เป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทยมาจนถึงวันนี้ มันเนิ่นนานสำหรับคนหลายคน

ความขัดแย้งแบ่งฝักฝ่ายมานับสิบปียังคงดำรงอยู่อย่างแน่นอน คู่ขัดแย้งยังเป็นคู่เดิมยังคงเป็นปัญหาเดิม ความสงบสุขของบ้านเมืองที่หลายคนเอามาเป็นจุดขายเพื่อเรียกความนิยมนั้น แท้จริงแล้วเป็นเรื่องที่ถูกกดทับเอาไว้ จนยากจะคาดเดาได้ว่า คนแต่ละฝั่งฟากจะแปรความรู้สึกของตัวเองออกมาเป็นผลลัพธ์อย่างไรในการเลือกตั้งครั้งนี้

แต่สิ่งที่ต้องไม่ลืมว่า ในระยะ 10 กว่าปีมานี้พลเมืองของฝั่งไหนเป็นฝ่ายมีชัยเหนือการเลือกตั้งมาตลอด แล้วเราจะคาดหวังได้ไหมว่า ผลการเลือกตั้งครั้งที่จะถึงนี้จะสามารถเปลี่ยนผลลัพธ์ตรงกันข้ามได้ หรือเราจะกลับไปสู่วังวนเดิมพร้อมกับความขัดแย้งที่กลับมา

8 ปีที่ยาวนานทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้ยังเป็นโอกาสแรกของผู้มีสิทธิหน้าใหม่ประมาณ 8 ล้านคน ที่หลายคนกำลังตั้งคำถามจากกระแสนิยมในตอนนี้ว่า พวกเขา8ล้านคนจะพาประเทศไปทางไหน

เด็กที่อายุ 17 ปียังไม่มีสิทธิเลือกตั้งเมื่อปี 2554 นั้น ตอนนี้อายุ 25 ปี แล้ว เขาจะได้ลิ้มรสชาติของระบอบประชาธิปไตยที่จะได้ตัดสินชะตากรรมของตัวเองครั้งแรก แน่นอนหากย้อนไปเมื่อปี 2544 ที่เป็นปีเริ่มต้นของรัฐบาลทักษิณสมัยแรก เขายังมีอายุเพียง 7 ขวบ เพิ่งจะเรียนอยู่ประมาณชั้นป.2 และในปีที่มวลชนพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยลุกขึ้นมาขับไล่ระบอบทักษิณครั้งแรกในปี 2548 นั้น พวกเขายังมีอายุเพียง 11 ขวบยังเรียนอยู่ประถมปลาย

และเด็กอายุ 18 ปีที่มีสิทธิเลือกตั้งครั้งนี้เป็นครั้งแรก เพิ่งจะเกิดในปี 2544 เมื่อทักษิณเป็นนายกฯ สมัยแรก

ตอนนั้นเด็กวัยนี้คงยังไม่เข้าใจว่า ทำไมพ่อแม่ลุงป้าน้าอาจำนวนหนึ่งต้องออกมาขับไล่ระบอบทักษิณ บางคนอาจจะตามพ่อแม่ไปที่ชุมนุม แต่ก็ไม่น่าจะเข้าใจเนื้อหาสาระของการชุมนุมมากนัก ดังนั้นการจะเรียกร้องให้คนเหล่านี้หวนคิดถึงเหตุผลที่คนรุ่นนั้นจำเป็นต้องออกมาขับไล่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งจึงเป็นเรื่องที่ไม่ง่าย แม้ว่า ข้อมูลที่จะค้นหาในระบบคอมพิวเตอร์ไม่ใช่เรื่องที่ยากเย็นในพ.ศ.นี้ถ้าเขาต้องการรู้เหตุผลว่าทำไมมีคนออกมาขับไล่ระบอบทักษิณ

แต่เมื่อค้นไปแล้วเขาอาจจะค้นเจอประวัตินักธุรกิจที่ร่ำรวยมีวิสัยทัศน์สามารถนำพาประเทศจนที่เป็นรักของคนยากจนทั้งประเทศ เอานโยบายประชานิยมและประชาธิปไตยที่กินได้มาให้ประชาชน พร้อมกับค้นเจอคำพิพากษาที่ตัดสินให้จำคุกนายกรัฐมนตรีไปจนถึงวาทกรรมว่า เซ็นชื่อซื้อที่ดินให้เมียในฐานะสามีแล้วตั้งคำถามว่า ทำไมถึงผิด

พวกเขาต้องชั่งใจว่าจะเชื่อข้อมูลของฝ่ายไหนมากกว่ากัน เพราะมีทั้งฝ่ายต่อต้านและสนับสนุนอยู่ในนั้น เขาอาจจะมองว่านี่เป็นเรื่องปกติของมนุษย์ที่ต้องทำ หรือว่านี่เป็นเรื่องที่ผู้นำที่มีส่วนได้ส่วนเสียควรจะละเว้นเพราะเป็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน

เขาอาจค้นเจอเนื้อหาของคำพิพากษายึดทรัพย์ 4 หมื่นกว่าล้านว่ามีฐานความผิดจากการออกนโยบายเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับธุรกิจตัวเองอย่างไรบ้าง ไปพร้อมกับการกล่าวหาว่า เป็นคำพิพากษาที่ไม่เป็นธรรม เพราะคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นมาตรวจสอบมาจากรัฐบาลทหาร

ในขณะที่พบว่าจากข้อมูลทั้งสองฝ่ายต่างยืนยันว่า ฝ่ายหนึ่งผิดและฝ่ายตัวเองถูกในเรื่องเดียวกัน จนมองแค่ว่าเป็นความเห็นที่ต่างมากกว่าใส่ใจว่าฝ่ายไหนถูกหรือผิดกันแน่

แต่สิ่งที่เขาพบเจอคือ ฝ่ายหนึ่งมาจากการเลือกตั้งและเรียกตัวเองว่า ฝ่ายประชาธิปไตย เป็นพวกเสรีนิยม อีกฝ่ายเป็นพวกอำมาตย์ เป็นฝ่ายสนับสนุนเผด็จการ เป็นพวกอนุรักษ์นิยม ลองจินตนาการดูนะครับว่า หากแบ่งสองฝ่ายเป็นอย่างนี้เด็กรุ่นนี้ซึ่งอยู่ในวัยแสวงหา กำลังปลดเปลื้องพันธนาการต้องการอิสรเสรีจากการกำกับของครอบครัวหรือเริ่มออกมาทำงานเลี้ยงหาตัวเอง เขาจะชอบฝ่ายไหน

คนรุ่นนี้มีใครจะลงลึกไปบ้างว่า เนื้อหาที่ประชาชนออกมาขับไล่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งนั้นมีรายละเอียดปลีกย่อยอย่างไร คนที่ออกมาเป็นพวกต่อต้านระบอบประชาธิปไตยและฝักใฝ่เผด็จการจริงหรือ ทำไมเขาไม่รอให้ประชาชนออกมาตัดสินในการเลือกตั้งครั้งต่อไป แทนที่จะออกมาชุมนุมขับไล่ ทำไมไม่ใช้กลไกตรวจสอบแบบชาติตะวันตกที่เข้มแข็งในการควบคุมการใช้อำนาจรัฐตามวิถีทางของประชาธิปไตยสากล

เชื่อว่าในทัศนะของพวกเขาเผด็จการต้องน่ากลัวกว่า เพราะ 2 ครั้งในชีวิตของเขาที่ต้องเจอการรัฐประหารนั้น ครั้งแรกอาจจะไม่รู้สามากนัก แต่พอ 5 ปี ที่ผ่านมาเขาก็พบว่า มีหลายอย่างที่สร้างความอึดอัดให้แก่เขา ทำไมคนนี้ออกมาชุมนุมไม่ได้ ทำไมต้องถูกจับด้วยเรื่องแค่นี้ มองแบบนี้ยังไงอิสรเสรีภาพที่เปิดทางให้แสดงออกก็ต้องเป็นเรื่องที่ดีกว่าอยู่ดี และช่วงวัย 5 ปีของการรัฐประหารครั้งนี้ยังเป็นช่วงที่คนรุ่นนี้เรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยพอดี ความรู้ทางวิชาการในมหาวิทยาลัย ความเห็นของอาจารย์มหาวิทยาลัยนั้นย่อมส่งเสริมเสรีภาพไม่มีใครให้คุณค่ากับฝ่ายเผด็จการแน่ๆ

ดังนั้น คิดว่าความพยายามที่จะเตือนสติคนรุ่นนี้ให้นึกถึงเหตุที่คนรุ่นพ่อแม่เขาต้องออกมาขับไล่ระบอบทักษิณนั้นจึงเป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะเขาอาจกลัวและเกลียดรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารมากกว่า

หลายครอบครัวจึงพบว่าลูกหลานในวัยนี้จะเลือกตรงข้ามกับสิ่งที่พ่อแม่เคยต่อสู้มา เขาคิดว่าแนวทางที่เขาตัดสินใจถูกต้อง แน่นอนล่ะใครจะโต้แย้งคัดค้านว่าผิดได้ล่ะ เพราะยังไม่มีใครรู้ว่าข้างหน้าคืออะไร เขามีเหตุผลของเขา ถ้าไปหักหาญมันก็ยิ่งตอกย้ำความเป็นเผด็จการที่เขาชิงชังอยู่แล้วนั่นเอง

ลองคิดดูว่าจะมีประโยชน์ไหมถ้าเราอธิบายว่า รัฐบาลที่คนรุ่นพ่อแม่ออกมาขับไล่นั้น มีการทุจริตแสวงหาประโยชน์ เล่นพรรคเล่นพวก ทำลายกระบวนการตรวจสอบการใช้อำนาจของตัวเอง เขาก็ต้องเปรียบเทียบกับรัฐบาลที่เขาได้สัมผัสว่ามันแตกต่างกันอย่างไร รัฐบาลนี้มีการทุจริตไหม เล่นพรรคเล่นพวกไหม ทำลายกระบวนการตรวจสอบการใช้อำนาจของตัวเองไหม แล้วเราลองดูสิว่า สิ่งที่เขาได้พบเห็นจากรัฐบาลนี้คืออะไร

ถ้าจะต่างกันก็ต่างกันแค่ตรงที่รัฐบาลนี้เขาไม่ได้เลือก และขับไล่ไม่ได้

เมื่อเขาเจอตัวเลือกที่มีอารมณ์ความรู้สึกแบบเดียวกับเขา ไม่ใช่นักการเมืองเก่าๆ ที่พวกเขาเคยได้ยิน เคยรับรู้ข่าวสาร เขาพบว่า นี่อาจเป็นทางเลือกใหม่ที่ดีกว่า เพราะเขาได้เสนอทางเลือกที่ดีกว่าที่ออกจากกฎเกณฑ์กติกาของสังคม

ทำไมต้องไหว้ครู ทำไมต้องนับถือศาสนา เราทุกคนมีพระเจ้าอยู่ในตัวเอง พร้อมๆ ไปกับพูดเรื่องการเดินทางที่ทันสมัยนวัตกรรมสุดล้ำ เทคโนโลยีที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตที่พวกเขาเติบโตมา ภาษาสื่อสารก็สละสลวยปรุงแต่งพลิ้วพรายไม่ใช่ภาษาขวานผ่าซากที่เคยได้ยินครูและพ่อแม่ออกคำสั่ง นี่แหละคือคนที่เข้าใจโลกของคนวัยเรา ไม่ใช่คนแก่ที่ล้าสมัยและหมกหมุ่นกับกฎเกณฑ์อันคร่ำครึ

ด้วยลีลาการนำเสนอที่มีระบบชวนให้คิด ภาษาท่าทางที่เตรียมการมาอย่างลงตัวมีจังหวะจะโคนราวกับการฝึกฝนมาอย่างช่ำชองและวางวาระการนำเสนออกมาอย่างลื่นไหลสอดรับกับเวลาแต่ละช่วงอย่างมีรสนิยม ใครล่ะจะไม่หลงไปอยู่ในโลกใบนี้

จะมาพูดทำไมเรื่ององค์ประกอบสถาบันของความเป็นชาติ นี่มันเป็นโลกไร้พรมแดน เราเป็นพลเมืองของโลก เรื่องชาตินิยมเป็นเรื่องดักดานที่น่ารังเกียจและถ่วงความเจริญ ระบอบการเมืองที่มีกฎเกณฑ์กติการกรุงรังเป็นสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา เพราะเรามีสิทธิที่จะตัดสินชีวิตตัวเองมีความเท่าเทียมเสมอภาคไม่ต้องการเจ้าชีวิตที่มีอำนาจเหนือ

เสียงท้วงติงของพ่อแม่นั้น เป็นเสียงของคนที่ตกยุค ล้าสมัย ติดกับค่านิยมเก่า วัฒนธรรมประเพณีที่ไม่สอดรับกับยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป พวกเขามั่นใจว่า เขามีความคิดที่ดีกว่า

แล้วเมื่อถูกเปรียบเทียบกับนักการเมืองหน้าเก่ามันยิ่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับเขา เพราะไม่ว่าเขาจะโตมาด้วยความสนใจการเมืองมากน้อยแค่ไหนก็ตาม ในครอบครัว ในสังคม ในมหาวิทยาลัย ในที่ทำงาน ล้วนแล้วมีแต่ได้ยินเรื่องนักการเมืองในทัศนคติที่เป็นแง่มุมลบเรื่องทุจริตแก่งแย่งประโยชน์ให้พวกเขาได้รับรู้ทั้งสิ้น

เมื่อมีคนใหม่อาสาจะพาออกไปจากความคิดแบบเดิม โลกทัศน์แบบเดิม สภาพแวดล้อมแบบเดิม ด้วยภาพที่โอ่อ่าทันสมัย มันจึงเป็นเรื่องที่ไม่รอช้าที่เราจะก้าวเดินไปด้วยกัน เพราะนี่คนรุ่นเดียวกัน

พ่อแม่หลายครอบครัวจึงยอมจำนนต่อความคิดของลูกหลาน แล้วปล่อยให้พวกเขาไปเผชิญชะตากรรมข้างหน้า แม้จะหวั่นเกรงว่าจะเจอกับความผิดหวังที่ตัวเองเคยเจอมาแล้ว ในอดีตที่เราเห็นอัศวินคลื่นลูกใหม่ขี่ม้ามาดเกรงขามน่าเลื่อมใส แล้วแห่กันไปลงคะแนนกลายเป็นวิกฤตของประเทศมาจนถึงวันนี้

แน่นอนว่า การตัดสินใจของคนหนุ่มสาวมีชะตากรรมของประเทศรวมอยู่ด้วย แต่พวกเขาคงคิดว่าแล้วทำไมล่ะประเทศมันต้องเป็นความรับผิดชอบของใครด้วยเหรอ ก็โลกมันไร้พรมแดนแล้ว เราจะไปพลเมืองที่ไหนก็ได้
หลายคนรอคอยวันเลือกตั้งครั้งแรกของชีวิต และออกไปเลือกตั้งวันเลือกตั้งล่วงหน้า หลายคนรอว่าวันที่ 24 มีนาคมนี้จะจับปากกาเพื่อสร้างเป้าหมายของตัวเอง เพราะหลายคนมองว่า สิ่งที่พ่อแม่และคนรุ่นเก่าต่อสู้มันไม่ถูกต้องไม่เห็นด้วยกับคัดค้านท้วงติงหรือให้รู้สึกคิด เขาคิดเพียงว่า ต้องการเปลี่ยนแปลงตามสิ่งที่เขาคาดหวัง
ดังนั้นไม่ว่าวันนี้เราจะไม่มีแรงที่ทัดทานเขา ไม่มีเหตุผลที่จะโต้แย้งอธิบาย ไม่มีบทเรียนมาพอที่จะมาทำให้เห็นภาพของประเทศชาติที่อาจจะเปลี่ยนไป เราก็คงได้แต่ภาวนาว่า จะเกิดผลที่ดีมากกว่าที่คนรุ่นเราหวั่นเกรงกัน

แต่ถ้าในวันข้างหน้าเกิดผลลัพธ์ที่น่าหวั่นสะพรึง ก็ขอให้เรายังมีแรงที่จะพยุงลูกหลานของเราขึ้นมาแล้วโอบกอดเขาด้วยความรักก็พอ

ติดตามผู้เขียนได้ที่ https://www.facebook.com/surawich.verawan


กำลังโหลดความคิดเห็น...