xs
xsm
sm
md
lg

เอาโลกมาเป็นบทเรียนก่อนเข้าคูหากาบัตร

เผยแพร่:   โดย: ทับทิม พญาไท

ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส
เห็นว่าพวก “ส้มหวาน” พวก “ฟ้ารักพ่อ” หรืออะไรก็แล้วแต่จะเรียก...ออกจะมาแรงแซงโค้งเอามากๆ สำหรับการเลือกตั้งในบ้านเรา ที่ได้เวลา “เข้าคูหากาบัตร” กันในช่วงอาทิตย์นี้ เรียกว่า...ขนาดนักคิด นักวิเคราะห์การเมืองภายใน การเมืองระดับโลก อย่าง “เสธ.ไพศาล” ผู้ได้ชื่อว่าอ่าน “สามก๊ก” ไม่น้อยกว่าห้าร้อยยี่สิบแปดเที่ยว ท่านยัง “ฟันเฟิร์ม” เอาไว้ในเฟซบุ๊กของท่านประมาณว่าจะกวาดเสียง กวาดเก้าอี้ “แบบมาครงชนะในฝรั่งเศส” หรือ “ทรูโดชนะในแคนาดา” เอาเลยถึงขั้นนั้น...

ดังนั้น...ปิดท้ายสัปดาห์นี้ คงต้องขออนุญาตไปหยิบเอาข่าวคราวล่าสุดของผู้นำฝรั่งเศส ผู้นำแคนาดา มาเล่าสู่กันฟังเอาไว้คร่าวๆ ณ ที่นี้ เผื่ออาจพอได้ใช้เป็นอุทาหรณ์ สอนใจ เป็นแง่คิด สะกิดใจ ระหว่างกำลังเข้าคูหากาบัตรระหว่างตัดสินใจเลือกใคร-ไม่เลือกใครหรืออาจพอช่วยให้เกิดประโยชน์ติดปลายนวมได้มั่ง แม้แต่เล็กๆ น้อยๆ ก็ยังดี ซึ่งสำหรับ “มาครง คนหนุ่ม” หรือประธานาธิบดี “เอ็มมานูเอล มาครง” (Emmanuel Macron) ของฝรั่งเศสนั้น ไม่ว่าจะเคยชนะ เคยมาแรงแซงโค้งระดับไหนก็ตามที แต่เมื่อมาถึงทุกวันนี้...คงต้องยอมรับอย่างมิอาจปฏิเสธได้ว่า ท่านออกจะแย่แล้ว! แทบตายแล้ว! ทำท่าว่าใกล้จะไปไม่กลับ-หลับไม่ตื่น-ฟื้นไม่มี เอาง่ายๆ!!!...

ด้วยเหตุเพราะบรรดาไอ้พวก “เสื้อกั๊กเหลือง” หรือที่เรียกๆ กันว่า “Yellow Vest”นั้น...มันยังไม่คิดเลิกจองเวร-จองกรรมกับท่านเอาเลยแม้แต่น้อย ระดับประท้วงกันข้ามปี ตั้งแต่ช่วงเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว มาถึงมีนาคมปีนี้ หรือเมื่อช่วงวันเสาร์สัปดาห์ที่ผ่านมานี่เอง จากที่เคยคิดๆ ว่ามันน่าจะ “เหี่ยวปลาย” กันไปในท้ายที่สุด แต่ตามการประเมินตัวของกระทรวงมหาดไทยฝรั่งเศส เห็นว่ามากันอีกไม่ต่ำกว่า 32,000 คนอย่างน้อย แถมยังไม่คิดจะลดระดับความรุนแรง ไล่ทุบ ไล่ทิ่ม บรรดาบริษัทห้างร้านธุรกิจพังกันไปเป็นแถบๆ แถมยัง “เผามันเลยครับพี่น้อง...ผมรับผิดชอบเอง” เผารถ เผารา เผาโน่น เผานี่กันอุตลุด และคงไปหาผู้รับผิดชอบรายหนึ่ง รายใด น่าจะลำบากอีกต่างหาก เพราะมันไม่ได้คิดป่าวประกาศกลางเวทีแบบคุณน้อง “ณัฐวุฒิ สภาโจ๊ก” ของบ้านเรา แต่อาศัยการสื่อสาร ติดต่อเชื่อมโยงกันทาง “ออนไลน์” นั่นแหละเป็นหลัก...

คือเหตุที่คนกลุ่มนี้...มันออกจะมีฤทธิ์ มีเดช แบบถึงไล่ก็ไม่คิดจะเลิก ไม่คิดจะเหี่ยวปลายลงไปสักกะที ก็น่าจะเป็นเพราะผู้นำเด็กๆ หรือ “คนหนุ่ม” อย่างประธานาธิบดี “มาครง” นั่นแหละ ที่กลายเป็นตัวสร้างเงื่อนไข เป็นเหตุปัจจัยในการก่อให้เกิดปฏิสัมพันธ์ระหว่าง “ผู้ประท้วง” กับ “รัฐบาล” เพราะด้วยการฉวยโอกาสในช่วงระหว่างที่คนฝรั่งเศสกำลังกลัวๆ พวก “ขวาจัด” ว่าจะผงาดขึ้นมามีอำนาจ ในช่วงการเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อ 2 ปีที่แล้ว การแยกตัวออกมาตั้งพรรคเดินหน้าสาธารณรัฐ หรือ “La Republique En Marche” (The Republic on the Move) แล้ว “สร้างกระแส-ปั่นกระแส” โชว์ภาพลักษณ์แห่งความเป็น “เสรีนิยมใหม่” หรือ “ลิเบอร่านยุคใหม่” ที่อาจดูสดใส ซาบซ่า กว่าพวกเสรีนิยมยุคเดิมๆ จึงส่งผลให้ “มาครง คนหนุ่ม” นอนมาแบบไม่ต้องมีพระสวดนำหน้า ได้คะแนนนิยมสูงถึง 66 เปอร์เซ็นต์ ผงาดขึ้นเป็นประธานาธิบดีฝรั่งเศสจนได้...

แต่ด้วยความเป็น “เสรีนิยมใหม่” หรือ “ลิเบอร่านยุคใหม่” ที่ว่านี้...สุดท้ายแล้ว มันออกจะเป็นอะไรที่ขัดหู ขัดตา ออกจะสวนทางกับชีวิตจริงของชาวฝรั่งเศสในระดับรากหญ้า หรือระดับชนชั้นกลางอยู่ไม่น้อย มันถึงทำให้พวก “เสื้อกั๊กเหลือง” ทั้งหลาย ตั้งข้อกล่าวหาว่า “คนหนุ่ม” อย่าง “มาครง” นั้น เอาเข้าจริงๆ แล้ว...ก็คือ “ประธานาธิบดีของคนรวย” ไม่ใช่แต่เฉพาะการ “ขึ้นค่าน้ำมันดีเซล” เพียงเรื่องเดียวเท่านั้น หรือพูดง่ายๆ ว่า...เมื่อถึงจังหวะ “ตัวตนที่แท้จริง” ของประธานาธิบดีค่อยๆ ปรากฏออกมาจนส่งผลให้คะแนนนิยมลดฮวบๆ ฮาบๆ ลงเหลือแค่ 25 เปอร์เซ็นต์ ชนิดปั่นกระแส สร้างกระแสใดๆ ก็ “เอาไม่อยู่” ไปด้วยกันทั้งนั้น ขบวนการเสื้อกั๊กเหลืองที่มันตามไป “กดไลค์” นับเป็นจำนวนเป็นล้านๆ ในเว็บไซต์ “Change.org” มันจึงได้เวลาลงถนน ตั้งแต่วันที่ 17 พฤศจิกายนปีที่แล้ว และมาถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่ยอมเลิกรา ตราบใดที่ประธานาธิบดียังไม่คิดจะ “ลาออก”...
นายกรัฐมนตรีจัสติน ทรูโด ของแคนาดา
ส่วนคนหนุ่มอย่าง “จัสติน ทรูโด” (Justin Trudeau) ประธานาธิบดีแคนาดา ที่นักคิด นักวิเคราะห์ในโซเชียลมีเดีย อย่าง “คุณทนง ขันทอง” ท่านเรียกขานตามประสาของท่านว่า “ทู่โด่” นั้น ก็คงไม่แตกต่างไปจากกันสักเท่าไหร่ คือต่างมาแรงแซงโค้ง เพราะการ “สร้างกระแส-ปั่นกระแส” นั่นแหละเป็นหลัก และก็หนักไปทาง “ลิเบอร่าน” ด้วยกันทั้งคู่ อาศัยความหนุ่ม ความหล่อ ความฟ้ารักพ่อ ความส้มหวาน หรืออะไรก็แล้วแต่ ผงาดขึ้นเป็นประธานาธิบดีขณะกลิ่นน้ำนมยังไม่ทันหมดปาก แต่เมื่อต้องมาเจอกับของจริง ชีวิตจริง ที่อะไรต่อมิอะไรมันคงไม่ได้โรยไปด้วยกลีบกุหลาบ การอาศัยความพล็อบๆแพล็บๆลื่นไหลเอาตัวรอดไปวันๆ จึงชักเป็นที่อะไรที่ยากส์ส์ส์ยิ่งขึ้นทุกที ไม่ว่าการบริหารกิจการบ้านเมืองระดับภายนอก หรือภายในก็ตาม จากที่เคยแยกเขี้ยว เคี้ยวฟัน ครั้งที่ “ทรัมป์บ้า” ขึ้นภาษีเหล็กนำเข้าจากแคนาดา กลายเป็นหันมา “ดมไข่” ประธานาธิบดีอเมริกัน จับลูกสาวประธานบริษัทเทคโนโลยีของจีน ชนิดพวกของจริง-ของแท้อย่างทูตแคนาดาประจำกรุงปักกิ่งถึงกับอดรนทนไม่ได้ ต้องออกมาแสดงความขัดแย้งแบบตรงไป-ตรงมา แม้ตัวเองมีอำนาจสั่งปลดออก ไล่ออก แต่อำนาจที่ว่ากลับไม่ได้ช่วยให้ระบบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของแคนาดาดูดี ดูมีสง่าราศีขึ้นมาเลยแม้แต่น้อย...
 
ส่วนภายในก็ต้องเจอกับข้อหา “ช่วยคนรวย” ด้วยกันเอง...อันเนื่องมาจากการบีบรัฐมนตรียุติธรรม ให้ช่วยพวกพ่อค้านักธุรกิจในคดีทุจริต เล่นเอาคะแนนนิยมตกวูบเหลือแค่ 32.6 ตามหลังพรรคคู่แข่งอย่างพรรคอนุรักษ์หลายต่อหลายจุด เลยต้องหันมาสร้างกระแส ปั่นกระแส ด้วยการลอกเลียนแบบนักการเมืองของบ้านเราช่วงนี้นั่นแหละ คือหันไปแจกแหลกแจกสะบัด ควักเงินงบประมาณถึง 21,000 ล้านดอลลาร์ ออกมาแจกใครก็ได้ที่ซื้อบ้านหลังแรก แจกคนเกษียณ นักเรียน นักศึกษา ลดค่ายาตามใบสั่งแพทย์ ฯลฯ เพื่อหวังจะตีตื้นคะแนนนิยมในช่วงการเลือกตั้งเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้...
 
สรุปรวมความแล้ว...ความเป็น “คนหนุ่ม” กับความเป็น “คนจริง-ของจริง” นั้น มันอาจเป็น “คนละเรื่อง” ที่จะเอามาผสมปนเปคงไม่น่าจะถูกเรื่อง หรือไม่น่าเข้าท่ากันสักเท่าไหร่นัก แม้ด้วยการ “สร้างกระแส-ปั่นกระแส” อาจส่งผลให้เกิดชัยชนะทางการเมืองแบบฟ้าถล่ม ดินทลาย กันในระดับไหนก็ตาม แต่สุดท้าย...ถ้าหากไม่ใช่ “ของจริง-ของแท้” กันจริงๆ แล้ว โอกาสที่จะนำไปสู่ความฉิบหายกับฉิบหาย เจ๊งกับเจ๊ง ย่อมมีความเป็นไปได้สูงเอามากๆ เพราะเรื่องของบ้าน-ของเมืองนั้น ใช่ว่าเป็นเรื่องเล่นๆ ซะที่ไหน ไม่งั้น...คงไม่มีภาษิตที่สอนใจ สะกิดใจมาตั้งแต่ครั้งโบร่ำโบราณ ประมาณว่า “คบเด็กสร้างบ้าน-คบหัวล้านสร้างเมือง” นั่นแล...


กำลังโหลดความคิดเห็น...