xs
xsm
sm
md
lg

ภูมิศาสตร์การค้าโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง

เผยแพร่:   โดย: ทับทิม พญาไท

ท่าเรือไพเรอุสของกรีซ
บ้านเราช่วงนี้...คงต้องมั่วอยู่กับเรื่อง “เลือกตั้งที่รัก” กันไปตามสภาพ ส่วนจะเลือกใครระหว่าง “ก๊กเอาบิ๊กตู่” “ก๊กไม่เอาบิ๊กตู่” ไปจนถึง “ก๊กเอาก็ไม่ใช่-ไม่เอาก็ไม่เชิง” หรือ “ไม่เอาบิ๊กตู่-แต่พร้อมที่จะเอาพวกที่เอาบิ๊กตู่” อะไรประมาณนั้น (เฮ้ออ์อ์อ์...แค่พยายามสรรหาคำพูดมาอธิบายก็ปวดหัวไปสามวัน-แปดวันแล้ว) อันนั้น...คงต้องไปคิดๆ กันเอาเอง ในเมื่อต่างก็โตแล้ว โตจนสุนัขเลียก้นไม่ถึง หรือโตพอที่จะไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้งได้ อะไรที่น่าจะเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมต่อชาติบ้านเมือง คงไม่ต้องเสียเวลามาแจกแจงกัน ณ ที่นี้ ขอเพียงอย่าแค่เอามันส์ส์ส์ เอาความรู้สึก รสนิยมของตัวเองเป็นที่ตั้ง หรือเอาแค่ว่าใครหล่อ ใครไม่หล่อ ใครสวย ใครไม่สวย ก็น่าจะถือว่า “ใช้ได้” ไปด้วยกันทั้งนั้น...
 
ส่วนเรื่องของ “โลก” ช่วงนี้...อะไรต่อมิอะไรยังน่าจะอยู่ในสภาพ “ยักตื้นติดกึก ยักลึกติดกัก” อยู่เช่นเดิม ยังไม่ถึงกับมีอะไรแปลกๆ ใหม่ๆ พอที่จะเอามาใช้ในการชั่งน้ำหนัก วิเคราะห์-สังเคราะห์ ถึงการได้-การเสีย ของบรรดาพี่เบิ้ม หรือมหาอำนาจในระดับโลกกันสักเท่าไหร่นัก แต่ก็พอมีอยู่เรื่องหนึ่งที่ออกจะแปลกแหวกแนวอยู่พอสมควร และอาจมีส่วนส่งผลให้ “ภูมิรัฐศาสตร์โลก” สามารถเปลี่ยนแปลงไปในระยะยาวได้เช่นกัน นั่นก็คือกรณีข่าวคราวเรื่องที่ประเทศอิตาลี หนึ่งในสมาชิกเสาหลักของอียู หรือประเทศแรกในกลุ่ม G7 เขาได้ป่าวประกาศว่ากะจะเปิด “เมืองท่า” หลักๆ 4 เมืองในทะเลเอเดรียติก คือไล่มาตั้งแต่เมือง “ตรีเอสเต” (Trieste) “เจนัว” (Genoa) “ปาแลร์โม” (Palermo) และ “ราเวนนา” (Ravenna) ให้กับการเข้ามาลงทุนบริหารกิจการท่าเรือของบริษัทจีน ตามโครงการแนวคิดริเริ่มเส้นทางสายไหม หรือที่เรียกย่อๆ ว่า “BRI” (Belt and Road Initiative) กันในระดับเป็นงาน เป็นการ เป็นกิจการถึงขั้นกำลังเตรียมลงนามข้อตกลงใน “MOU” ระหว่างที่ “นายสี จิ้นผิง” ประธานาธิบดีจีน มีกำหนดการเดินทางมาเยือนยุโรปในช่วงระหว่างนี้...
 
คือเรื่องของการเปิด “เมืองท่า” หรือกิจการท่าเรือ ให้บริษัทจีนเข้ามาลงทุนบริหารนั้น...ก็คงไม่ใช่แค่อิตาลีเท่านั้น ประเทศยุโรปรายแรกๆ ที่เคยสร้างความฮือฮาให้กับการเรียงร้อย “สายสร้อยไข่มุก” ของจีนในโครงการ “BRI” ชนิด “สายไหม” เลื้อยรัดพันคอยุโรปทั้งยุโรปในทุกวันนี้ ก็น่าจะเป็นประเทศกรีซนั่นแหละ เป็นประเทศแรก ด้วยการเปิดท่าเรือ “ไพเรอุส” (Piraeus) ที่ตั้งอยู่ ณ เมืองท่าอัตติกา ห่างจากกรุงเอเธนส์ไปทางตะวันตกเฉียงใต้ 12 กิโลเมตร ให้บริษัทขนส่งทางเรือของจีน คือบริษัท “COSCO” (China Ocean Shipping Company) เข้าไปบริหารจัดการ ตั้งแต่เมื่อ 10 ปีที่แล้ว หรือช่วงปี ค.ศ. 2009 ด้วยสัญญาสัมปทานระยะยาว 35 ปี นับจากนั้น...มาจนถึงทุกวันนี้ ยุโรปทั้งยุโรปจึงแทบหายใจไม่ออก เพราะถูก “สายไหม” ทั้งทางบก ทางทะเล เลื้อยรัด มัดทุกสิ่งทุกอย่างตั้งแต่เอเชียตะวันเฉียงใต้ เอเชียกลาง แอฟริกา ไปจนถึงยุโรปกลางและยุโรปตะวันออกที่หันไปร่วมมือกับจีน จัดตั้งกลุ่มประเทศ “16+1” หรือกลุ่มประเทศ “China-CEEC (Central and Eastern European Countries)” ขึ้นมาตั้งปี ค.ศ. 2012 และนำไปสู่การ “เรียบโร้ยย์ย์ย์โรงเรียนจีน” มาจนตราบเท่าทุกวันนี้...
 
อาจด้วยเหตุเพราะ “ศักยภาพ” ของจีนเขา...ที่คงปฏิเสธไม่ได้ว่า สามารถทำให้ตัวเองกลายเป็น “จุดเริ่มต้น” และ “จุดหมายปลายทาง” ของการขนส่งสินค้าทางเรือแทบทุกชนิด แทบทุกประเภทไปแล้วนั่นเอง ชนิดที่ตู้คอนเทนเนอร์ซึ่งวางกองระเกะระกะอยู่ตามท่าเรือในประเทศต่างๆ ทั่วทั้งโลก จำนวน 7 ใน 10 นั้น...ล้วนแล้วแต่มีที่มา-ที่ไปจากประเทศจีนไปด้วยกันทั้งสิ้น จนในจำนวน 12 บริษัทขนส่งสินค้าทางเรือที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีบริษัทจีนเข้าไปสอดแทรกอยู่ในอันดับต่างๆ ถึง 3 บริษัทด้วยกัน และกลายเป็นประเทศอันดับ 3 ที่มีบริษัทขนส่งทางเรือใหญ่ที่สุดในโลก มีเรือเดินสมุทรเพื่อการค้าๆ-ขายๆ ไม่ต่ำกว่า 5,312 ลำ และยังกลายเป็นประเทศอันดับหนึ่ง ในการผลิตเรือสินค้าออกสู่โลกทั้งโลกควบคู่ไปด้วย...
 
ด้วยศักยภาพเช่นนี้นี่เอง...ที่ทำให้ช่วงเวลาเพียงแค่ 5 ปีเท่านั้น ท่าเรือ “ไพเรอุส” ที่มีบริษัทจีนเข้าไปบริหารจัดการ ได้กลายเป็นท่าเรือ 1 ใน 10 ของท่าเรือที่ใหญ่ที่สุดในโลก จำนวนตู้คอนเทนเนอร์ที่ถูกส่งเข้าๆ-ออกๆ ณ ท่าเรือแห่งนี้ที่เคยมีปริมาณเพียงแค่ 0.7 ล้านหน่วย TEU เพิ่มพรวดๆ พราดๆ ขึ้นเป็น 3.6 ล้านหน่วย TEU หรือเพิ่มขึ้นเป็น 5 เท่า และกำลังขยายตัวไปถึง 6.2 ล้านหน่วย TEU ภายในปีหน้า หรือปี ค.ศ. 2020 จนกลายเป็น “หัวสะพาน” (Bridgehead) หรือเป็น “ปากประตูมังกร” พ่นไฟเข้าไปในยุโรปทั้งยุโรป จนมีสิทธิ์ “อนาคตไหม้” เอาง่ายๆ...ถ้าหากไม่หันมาร่วมมือกับจีน หรือหันมาเห็นดี เห็นงามกับโครงการ “BRI” อย่างที่อิตาลีกำลังเห็นๆ อยู่ในช่วงระหว่างนี้...
 
และยิ่งถ้าหากมีเมืองท่าอีกถึง 4 เมืองในอิตาลี...พร้อมที่จะแปรสภาพท่าเรือของแต่ละเมือง ให้เป็นไปในแบบเดียวกับท่าเรือ “ไพเรอุส” ของกรีซ คือพร้อมที่จะยกสัมปทานการบริหารท่าเรือให้กับบริษัทจีน โดยเฉพาะเมืองท่า “ตรีเอสเต” ที่สามารถเชื่อมต่อไปยังออสเตรีย ฮังการี สาธารณรัฐเช็ก สโลวาเกีย และเซอร์เบีย ได้แบบไล่เรียงเป็นลูกระนาด สิ่งเหล่านี้...ถึงกับทำให้บางประเทศในยุโรปรวมไปถึงคุณพ่ออเมริกา ออกอาการ “สะดุ้ง” กันเป็นจำนวนไม่น้อย จนเริ่มมีการกล่าวขวัญกันบ้างแล้วว่า การตัดสินใจหันไปร่วมมือกับจีนในโครงการ “BRI” ของอิตาลีนั้น อาจไม่ต่างอะไรไปจากการชักลาก “ม้าไม้” เข้าไปสู่ “กรุงทรอย” (Trojan Horse) ตามตำนานปรัมปราเมื่อครั้งอดีตนั่นเอง...
 
แต่งานนี้...ดูจะเป็นอะไรที่ยั้งไม่หยุด-ฉุดไม่อยู่อีกต่อไปแล้ว โดยเฉพาะเมื่อชาติที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 3 ของอียู อย่างอิตาลีไม่เพียงแต่ต้อง “แบกหนี้” จนหลังแอ่นไป-แอ่นมา ขณะที่อียูทั้งอียูก็กำลังอยู่ในช่วงระยะเศรษฐกิจถดถอยอย่างเป็นทางการเข้าไปทุกที และเมื่อต้องมาเจอกับนโยบาย “ตัวกู-ของกู” หรือ “America First” ที่หวัง “เอาตัวรอด” เข้าไว้ก่อน ของ “ทรัมป์บ้า” เข้าด้วยแล้ว การหันไปให้ความร่วมมือกับจีนในโครงการ “BRI” ของอิตาลีนั้น จึงเป็นอะไรที่หนักซะยิ่งกว่าการปิดตลาด-เปิดตลาดบริษัทเทคโนโลยีสื่อสารของจีน หรือบริษัท “หัวเว่ย” ที่ก็รั้งไม่หยุด-ฉุดไม่อยู่อีกเช่นกัน เพราะแทบไม่ต่างอะไรไปจากการเปลี่ยนแปลง “ภูมิรัฐศาสตร์” ของเส้นทางการค้ากันในระดับทั่วทั้งโลกเอาเลยก็ว่าได้...
 
ถึงขั้นที่ประธานและ “CEO” องค์กรความร่วมมือแห่งชาติสองฟากฝั่งแอตแลนติก (Atlantic Council) องค์กรซึ่งเคยมีบทบาทสำคัญเอามากๆ ในการเชื่อมสายใยความสัมพันธ์ไม่ว่าในทางการเมืองเศรษฐกิจระหว่างอเมริกากับยุโรปมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1961 โน่นเลย อย่าง “นายเฟรเดอริก เคมป์” (Frederick Kempe) ไม่เพียงแต่ต้องออกมาดึงๆ รั้งๆ อิตาลี ไม่ให้โดดเข้าไปจูบปากกับจีนแบบดูดๆ ดื่มๆ แต่ยังต้องออกมาเร่งเร้าให้คุณพ่ออเมริกาหันมาให้ความร่วมมือกับยุโรปในการ “ต่อรอง” กับจีนอย่างเป็นระบบ ให้นำเอา “ขนาดเศรษฐกิจ” หรือ “GDP ของอียูและอเมริกา” ที่มีจำนวนมากกว่า 36 ล้านล้านดอลลาร์ หรือมากกว่า GDP ของจีนถึง 3 เท่า มาใช้เป็นเครื่องกดดัน ต่อรอง แทนที่จะหันไปเจรจาหาข้อยุติสงครามการค้ากับจีนโดยตรง แต่สิ่งเหล่านี้...จะกลายเป็นสิ่งที่ “สายไปซะแล้ว” หรือกลายเป็นสิ่งที่ “เป็นไปไม่ได้” อีกต่อไปแล้ว โดยเฉพาะภายใต้การยึดอยู่กับความเห็นแก่ตัวหรือความเป็นตัวกู-ของกูของ “ทรัมป์บ้า” อันนี้...ก็คงต้องคอยติดตามกันต่อ ว่าสุดท้าย...ทุกสิ่งทุกอย่างจะต้อง “เรียบโร้ยย์ย์ย์โรงเรียนจีน” กันเลยหรือไม่ อย่างไร???


กำลังโหลดความคิดเห็น...