xs
xsm
sm
md
lg

ข่าวปนคน คนปนข่าว

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

ข่าวปนคน คนปนข่าว

**สรุปเสือดำตายฟรี! เพราะ"เปรมชัย"ไม่ได้ครอบครอง ที่โดน16 เดือนน่ะ ข้อหาซาก"ไก่ฟ้า" ตะหาก เจ้าสัวบอกสั้นๆ กับสังคม“ผมขอโทษครับ” “โจ นูโว” ชู “เป็นยุคเดียวที่ คุกมีไว้ขังคนรวยบ้าง”ดรามาเรารักลุงสุดติ่งขวางลำความเป็นจริง ? ขณะ “ศรีวราห์”เป่าปากโล่งอก ไม่โดนเจ้าสัวฟ้องกลับ

1 ปีคดีเสือดำที่สะเทือนใจสังคมกับคำตัดสินที่รอคอย...ศศิน เฉลิมลาภ นักอนุรักษ์ และ ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร โพสต์เฟซบุ๊คส่วนตัวไว้น่าสนใจว่า ประเด็นใหญ่ ที่ผมสรุป หลังจากติดตามอ่านความคิดเห็นหลายๆคนในเฟส
1. คำตัดสินว่าเปรมชัยสนับสนุนการล่าสัตว์ป่า เขาว่าน่าจะเป็นเรื่องทางอาญา ดังนั้น คดีล่าสัตว์ป่า ร่วมกันล่า หายไปจากเปรมชัย ใช่ไหม?
2. ไม่โดนครอบครองซากเสือ ทั้งๆที่กินหางคาหม้อ ใช่ไหม?
3. นายธานี ที่เป็นพรานตามข่าวว่าตลอดการขึ้นศาลอ้างว่าป่วยไม่ได้ขึ้นให้การ โดนตัดสินล่าสัตว์ป่า 2 ปี 7 เดือน
เปรียบเทียบกับคดีหมีขอนายตาต้าสารภาพว่ายิงหมีขอ 3 ปี กว่าๆ
อันนี้วิเคราะห์จากคำตัดสิน เพื่อถอดบทเรียนจากคดี และพยานหลักฐานไว้เป็นความรู้ต่อไป รอดูว่าทางอัยการจะอุทธรณ์อย่างไร หรือไม่ วันนี้(20 มี.ค.) วิเคราะห์ กัน ที่สมาคมนักข่าว”
กรณีล่าสัตว์ป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตกเป็นเหตุการณ์ที่เกิดเมื่อวันที่ 4 ก.พ.ปีที่แล้วหลังเจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เข้าจับกุมกลุ่มคนกลุ่มหนี่ง ที่หนึ่งในนั้นเป็นคนมีชื่อเสียงมหาเศรษฐีระดับประเทศ คือ นายเปรมชัย กรรณสูต ประธานบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) จำเลยที่ 1 และ พวกรวม 4 คน คือ นายยงค์ โดดเครือ คนขับรถ จำเลยที่ 2 นางนที เรียมแสน แม่ครัว จำเลยที่ 3 และนายธานี ทุมมาศ นายพราน จำเลยที่ 4
ภาพที่ปรากฏผ่านสายตาและแชร์ต่อๆกัน คือ ภาพเจ้าสัวนั่งบนเก้าอี้สนาม พร้อมกับซากสัตว์ป่า ซึ่งจากการตรวจในเวลาต่อมาเจ้าหน้าที่ได้ยึดซากสัตว์ป่าคุ้มครอง ได้แก่ เสือดำ ไก่ฟ้าหลังเทา เนื้อเก้ง พร้อมทั้งอาวุธปืน เครื่องกระสุน และปลอกกระสุนปืน ภาพนี้สร้างความสะเทือนใจแก่ผู้คนในสังคมเป็นอย่างมาก ก่อให้เกิดกระแสต่อต้านอิตาเลียนไทย และ ทวงความยุติธรรมให้กับวิญญานของเสือดำที่ถูกสังหารอย่างต่อเนื่องผ่านการติดแฮซแท็กซ์ #เสือดำต้องไม่ตายฟรี ติดตามความคืบหน้าการดำเนินคดีไม่ให้เงียบหาย
ต่อมา สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ส่งสำนวนการสอบสวนคดีอาญาของสถานีตำรวจภูธรทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ให้กับสำนักงานอัยการจังหวัดทองผาภูมิ สรุปสำนวนสั่งฟ้องในข้อหาสำคัญ ทั้งการร่วมกันล่าสัตว์ป่า และร่วมกันครอบครองซากสัตว์ป่าอย่างครบถ้วน โดยพนักงานอัยการได้สรุปสำนวนส่งฟ้องต่อศาลจังหวัดทองผาภูมิ เมื่อวันที่ 30 เม.ย.61 ศาลนัดสืบพยานโจทก์และจำเลยต่อเนื่องมาตั้งแต่วันที่ 27 พ.ย.61 จนถึงวันที่ 26 ธ.ค.61 และ ศาลนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 19 มี.ค.62 ...
คดีนี้ศาลตัดสินจำคุกนายเปรมชัยจำเลยที่ 1 เป็นเวลา 16 เดือน โดยไม่รอการลงโทษฐานเป็นผู้สนับสนุนให้ผู้อื่นล่าสัตว์ป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า จำคุก 8 เดือน ข้อหาร่วมกันมีซากสัตว์ป่าคุ้มครอง ไก่ฟ้าหลังเทาไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 2 เดือน และข้อหาพกพาอาวุธปืนในที่สาธารณะจำคุก 6 เดือน ให้ชำระค่าเสียหาย 2 ล้านบาท โดยยกฟ้องข้อหาร่วมกันเก็บหาของป่าในเขตป่าสงวนแห่งชาติ และข้อหาร่วมกันมีซากเสือดำ สัตว์ป่าคุ้มครองไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต...
ส่วนนายยงค์จำเลยที่ 2 ศาลจำคุก 13 เดือนไม่รอการลงโทษเช่นกัน นางนที จำเลยที่ 3 แม่ครัว ศาลจำคุก 4 เดือน พร้อมปรับ 10,000 บาท แต่โทษจำคุกให้รอลงการลงโทษไว้ มีกำหนด 2 ปี ส่วนนายธานี จำเลย ที่ 4 เป็นนายพราน โดนลงโทษจำคุกทั้งสิ้น 2 ปี 17 เดือน โดยไม่มีข้อหาใดที่ยกฟ้อง ... นายพรานจึงถือว่าเป็นคนที่ถูกลงโทษหนักที่สุด!
เจ้าสัวเปรมชัยได้ประกันตัวในวงเงินประกันเป็นหลักทรัพย์จำนวน 400,000 บาทก่อนนั้นระหว่างทำเรื่องขอประกันตัว นายเปรมชัย ได้กล่าวกับสื่อมวลชน ซึ่งรอสัมภาษณ์ระหว่างเดินทางออกจากศาลจังหวัดทองผาภูมิเพียงสั้นๆถึงสังคม ว่า “ผมขอโทษครับ”
หลังจากที่สังคมทราบคำตัดสินซึ่งมีทั้ง “กดถูกใจ” และ “ไม่พอใจสิ่งนี้” แน่นอนว่า ความดราม่าก็บังเกิด เพราะสิ่งที่สังคมคาดหวัง คือ เสือดำจะต้องไม่ตายฟรี
“โจ นูโว”นักร้อง-ศิลปิน ได้โพสต์ข้อความผ่านอินสตาแกรมjoejirayutเกี่ยวกับคดี เสือดำ ระบุว่า“เป็นยุคเดียวที่ คุกมีไว้ขังคนรวยบ้าง” โพสต์นี้มีคนแสดงความคิดเห็นเป็นร้อนฉ่าขึ้นมาทันที และ จุดประเด็นไปถึงการเมืองเรื่องศึกเลือกตั้ง และไปถึง “ลุง” ที่โจ เทให้ “ลึกสุดใจ” ร้อนฉ่าขึ้นมาทันที ... สำหรับโจแล้ว ข้อความที่ว่า “เป็นยุคเดียว คุกมีไว้ขังคนรวยบ้าง”อ่านแล้วก็ “หมดคำถาม” โจคงดาคหวังว่า คดีนี้จะเรียกเรตติ้งให้ ลุงก่อนเลือกตั้งได้ คล้ายๆ ฟังดูดี เจ้าสัวติดคุก แต่อ๊ะเดี๋ยวก่อน! หากอ่านดีๆ ใครๆก็เข้าใจกันว่า งานนี้ สรุปเสือดำตายฟรี เพราะนายเปรมชัยไม่ได้ครอบครองที่โดน16เดือนน่ะข้อหาซากไก่ฟ้าตะหาก!
ส่วนตัวละครสำคัญที่สังคมมิรู้ลืม และ มีคลิปเป็นหลักฐานแสดง “สุดยอดการรับไหว้” ด้วยความนอบน้อมค้อมตัวต่ำมากจนเกือบจะติดพื้นในวันเผชิญหน้าเจ้าสัวเปรมชัย “พี่ศรี”ของชาวเน็ต พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. บอกว่า ยอมรับว่าภายหลังมีคำพิพากษาจำ คุกนายเปรมชัยทำให้รู้สึกโล่งใจ สบายใจขึ้น โอกาสที่นายเปรมชัยจะฟ้องกลับสำนักงานตำรวจแห่งชาตินั้นมีโอกาสน้อยลง เพราะศาลพิพากษาว่ามีความผิดจริง ส่วนเรื่องกระแสโซเชียลมีเดียจะโจมตีอย่างไรไม่ได้คำนึงถึง เพราะถือว่าตำรวจทำหน้าที่อย่างเต็มที่ในกระบวนการยุติธรรมแล้ว
"พี่ศรี" การันตีตำรวจทำเต็มที่ แต่ก็ต้องไม่ลืมว่า จุดเริ่มของคดีประวัติศาสตร์นี้ต้องขอชื่นชมเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตกในความกล้าหาญสำหรับการปฏิบัติหน้าที่ดำเนินการจับกุมจำเลยทั้งสี่ โดยเฉพาะ “ฮีโร่แห่งผืนป่า” หัวหน้า “วิเชียร ชิณวงศ์” หัวหน้าเขตฯ ภาคประชาชน และ เครือข่ายสังคมออนไลน์ ที่คอยเฝ้าติดตามไม่ให้คดีนี้เงียบหายก็ต้องปรบมือให้ตัวเองดังๆ #เสือดำจะไม่ตายฟรี กระบวนการยุติธรรมยังจะดำเนินต่อในชั้นอุทธรณ์ หรือ ฎีกา ขอร่วมกันติดตามคดีนี้จนกว่าจะถึงที่สุดต่อไป
เรื่องนี้ก็ต้องย้อนกลับไปละว่า ภาพและหลักฐานที่ตำตาชาวสังคม พฤติการณ์ของเจ้าสัวนั้นจะสลัดหลุดจากความเชื่อของสังคมอย่างไรที่ไม่ได้กระทำ เหมือนที่ประธานมูลนิธิสืบฯ บอกว่า "ไม่โดนครอบครองซากเสือ ทั้งๆที่กินหางคาหม้อ ใช่ไหม?" ... ยังเหลืออีก 2 ศาล ภาพยนตร์ยังไม่อวสานอย่าเพิ่งลุกจากเก้าอี้ .

**Blind Trust ยิ่งมองไม่เห็นยิ่งตรวจสอบได้ยาก ปัญหาจริงเกิดขึ้นแล้วที่ฟลอริด้า “พ่อของฟ้า”ยังจะตีกินเรื่องนี้ได้อยู่หรือ

หลังจาก “พ่อของฟ้า” ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ เปิดสำนักงานพรรคบนอาคารไทยซัมมิต ตั้งโต๊ะแถลงเอิกเกริกเมื่อวันก่อน ว่ากำลังโอนหุ้น 5 พันล้านเข้า Blind Trust ต่อไปจะไม่มีสิทธิรู้เห็นกับการบริหารจัดการหุ้นจำนวนดังกล่าว พร้อมอวดอ้างเอาเครดิตว่าตนเองเป็นคนแรกที่สร้างมาตรฐานใหม่ ให้นักธุรกิจที่เข้ามาเล่นการเมืองต้องไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน จนมีคนออกมาแย้งกันเซ็งแซ่ว่า มีนักการเมืองจากอดีตจนปัจจุบันทำกันมา 15 คนแล้ว เพราะเป็นเงื่อนไขที่กำหนดเอาไว้ตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 2540
ไม่จบแค่นั้น ยังมีคำถามตามมาอีกว่า Blind Trust จะสร้างความโปร่งใส่ ป้องกันนักธุรกิจการเมืองมีผลประโยชน์ทับซ้อนได้จริงหรือ ซึ่งเมื่อวันก่อน "กรณ์ จาติกวณิช" อดีตผู้บริหารหลักทรัพย์ และอยู่ในแวดวงตลาดทุนมานาน ก็เห็นแย้งไว้แล้วว่า การโอนทรัพย์สินไปไว้ในที่ซึ่ง‘มองไม่เห็น’นั้น ยิ่งทำให้การตรวจสอบเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนเกิดขึ้นไม่ได้ ทางที่ดีควรจะขายขาดหรือเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะว่าเรามีทรัพย์สินอะไรบ้างเพื่อให้ตรวจสอบได้จะดีกว่า
หลังจาก “เสี่ยกรณ์” ออกมาท้วงติง ก็ถูกทีม IO จากฝั่ง “ส้มหวาน” เข้าไปรุมถล่ม รวมทั้งนักวิชาการอิสระด้านการเงินและนักเขียนนักแปลสาย“ลิเบอรัล” อย่าง “สฤณี อาชวานันทกุล” ที่ออกมากล่าวหาว่า “เสี่ยกรณ์” บิดเบือน ที่บอกว่า Blind Trust ตรวจสอบไม่ได้ ทำให้คนเข้าใจผิด พร้อมอ้างว่า “ธนาธร” แสดงความประสงค์ชัดเจนใน MOU ที่ทำกับ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ภัทร จำกัด ว่าจะสร้างเงื่อนไขแบบ “blind trust” และยังต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์ทุกประการ อีกทั้งต้องรายงานทรัพย์สินต่อ ก.ล.ต.- ป.ป.ช. ซึ่งเป็นการวางมาตรการป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนแล้ว
แต่ เหตุการณ์จริงที่ Blind Trust สร้างปัญหาการตรวจสอบเกิดขึ้นแล้วที่มลรัฐฟลอริด้า สหรัฐอเมริกา เมื่อ “ริก สกอตต์” อดีตผู้ว่าการรัฐ ไม่ได้แสดงทรัพย์สินต่อสาธารณะตลอดช่วงเวลาที่ดำรงตำแหน่ง เนื่องจากนำไปเข้า Blind Trust ไว้
ริก สก็อตต์ ซึ่งเป็นผู้ว่าการรัฐที่ร่ำรวยที่สุดในประวัติศาสตร์ของรัฐฟลอริด้า ได้โอนทรัพย์สินทั้งหมดเข้า blind trust เพราะเห็นว่าเป็นการป้องกันการเกิดผลประโยชน์ทับซ้อน แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดการลงทุนและผลประโยชน์ทางธุรกิจตลอดระยะเวลาในการดำรงตำแหน่ง ในการแสดงฐานะการเงินประจำปี ตามที่กำหนดให้เจ้าหน้าที่รัฐต้องปฏิบัติ
ท้ายที่สุด อัยการ “ดอน ฮิงเกิล” ได้ยื่นฟ้องต่อศาลเพื่อให้มีคำสั่งให้ “ริก สก็อตต์”เปิดเผยข้อมูลทรัพย์สินมากขึ้น แต่ศาลอุทธรณ์ในเขต 1 มีคำสั่งไม่รับคำร้อง
ขณะที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฏร “เจมส์ แกรนต์” ได้ยื่นร่างแก้ไขกฎหมาย blind trust ในสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อห้ามไม่ให้นักการเมืองหรือเจ้าหน้าที่รัฐ ใช้ Blind Trust อำพรางทรัพย์สิน อีกต่อไป
ด้าน“ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล” อดีต รมว.คลัง ผู้เคยดำรงตำแหน่งเลขาธิการ ก.ล.ต.และรองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ให้ความเห็นทางเฟซบุ๊ก สำทับว่า โครงสร้าง Blind Trust ยังไม่สามารถแก้ปัญหาประโยชน์ทับซ้อนได้จริง กรณีเป็นธุรกิจครอบครัว กรณีนักการเมืองที่โอนหุ้นในชื่อของตนเองในกิจการครอบครัว
พร้อมยกตัวอย่าง ประธานาธิบดีทรัมป์โอนหุ้นในบริษัททรัมป์ เข้าไปในกอง Blind Trust นั้น ถึงแม้ว่ากติกากำหนดว่าผู้บริหารกอง Blind Trust จะเป็นผู้ตัดสินใจในเรื่องการลงทุนทรัพย์สินส่วนนี้แทนทรัมป์ก็ตาม แต่ในทางปฏิบัติในฐานะผู้ถือหุ้น วันเดียวที่เขาจะมีอำนาจก็คือวันประชุมผู้ถือหุ้นเท่านั้น ส่วนวันอื่นไม่มีอำนาจอะไรเลย
ส่วนในทางทฤษฎีที่เขามีสิทธิ์ที่จะขายหุ้นในบริษัททรัมป์ออกไป และเอาเงินที่ได้ไปลงทุนอื่นแทนนั้น ในทางปฏิบัติ ก็จะไม่มีวันเกิดขึ้น ดังนั้น กรณีที่ทรัพย์สินของนักการเมืองเป็นหุ้นในกิจการครอบครัว นอกจาก Blind Trust ไม่สามารถป้องกันประโยชน์ทับซ้อนได้จริงแล้ว ยังจะมีปัญหาอีกด้วย เนื่องจากมีภาพภายนอกเสมือนว่ามีเกราะป้องกัน นักการเมืองจึงอาจจะแอบส่งผ่านข้อมูล เพื่อให้กิจการครอบครัวรู้ข้อมูลภายในก่อน และปรับตัวได้ก่อนคู่แข่ง
รวมทั้งนักการเมืองอาจจะออกนโยบายที่เป็นประโยชน์แก่กิจการครอบครัว โดยทำทีว่าตนเองไม่รู้ว่านโยบายจะออกมาแบบนั้น
เมื่อ Blind Trust ยังเต็มไปด้วยคำถามแบบนี้ ก็ไม่รู้ว่า การออกมาแถลงข่าวโอนหุ้นให้ Blind Trust ในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง จะทำให้ “พ่อของฟ้า” ได้คะแนนหรือเสียคะแนนกันแน่

**โค้งสุดท้าย่อนเลือกตั้ง แม้"ลุงตู่"จะระมัดระวังในการพูดจาปราศรัย แต่ก็ถูกฝ่ายตรงข้ามจับมาเป็นประเด็น อย่างเรื่องที่บอกว่า การเป็นนายกฯ ก็เหมือนมีลูก 68 ล้านคน ยังถูก "อ๋อย" หาว่านำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าระบบคอมพิวเตอร์ ...แบบว่าถล่มไม่ได้ ขอตอดเล็กตอดน้อย ก็ยังดี

การหาเสียงช่วงโค้งสุดท้ายก่อนถึงวันเลือกตั้งของแต่ละพรรคการเมืองก็เข้มข้นขึ้นทุกขณะ อย่าง "กำนันเทือก" สุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้ร่วมก่อตัั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) ก็งัดคลิปย้อนประวัติศาสตร์การต่อสู้ของ กปปส. ออกมาโพสต์ โดยบอกว่า อยากให้คนรุ่นใหม่ ที่กำลังจะเลือกตั้งคราวนี้ ศึกษาไว้เป็นบทเรียนว่า พรรคการเมืองไหน เคยทำอะไรไว้กับประเทศ แล้วใครบ้างที่เสียสละตัวเองออกมาร่วมต่อสู้โดยไม่กลัวเกรง ... อย่าปล่อยให้ใครมาลบประวัติศาสตร์...อย่าปล่อยให้ใครมาบิดเบือน และฉวยโอกาสด้วยคำพูดมอมเมา ...มองกันให้เห็นถึงเจตนาที่แอบแฝง ก็จะพบว่าที่แท้ ก็ "ตัวร้ายในหีบห่อใหม่"...
ส่วนกองเชียร์พรรคเพื่อชาติ อย่าง "ยงยุทธ ติยะไพรัช" และ "จตุพร พรหมพันธุ์" ก็พูดตอกย้ำถึงเรื่อง พา "ลุงตู่กับทักษิณ" กลับบ้าน ...แต่ความหมายของการ"กลับบ้าน" นั้นแตกต่างกัน โดยบอกว่า"ลุงตู่" อยู่ทำเนียบฯ มา 5 ปีแล้ว ทำเศรษฐกิจเสียหายมามากแล้ว ควรจะกลับบ้านได้แล้ว... ส่วน"ทักษิณ" ก็ควรจะกลับบ้าน มาทำกระบวนการให้ถูกต้อง..."จตุพร" บอกว่าการพาทักษิณกลับบ้าน ไม่ใช่ด้วยการนิรโทษกรรม เพราะคดีที่ศาลฎีกาฯ พิพากษาจำคุกนั้น หมดอายุความไปแล้ว ส่วนที่เหลือ ก็ยังไม่มีโทษ จึงน่าจะกลับมาทำกระบวนการให้มันถูกต้อง โดยมองว่าที่ทักษิณต้องคดี เป็นเพราะ " คตส." ในยุคนั้น จึงต้องกลับมาเคลียร์ตรงจุดนี้ ...
ขณะที่พรรคพลังประชารัฐ เน้นไปที่เรื่องบ้านเมืองสงบสุข ตลอด 4-5 ปีที่ผ่านมา เพราะลุงตู่ "เอาอยู่" เมื่อบ้านเมืองสงบสุข เดี๋ยวเศรษฐกิจก็เดินไปได้ แต่ถ้าได้ "เจ๊หน่อย" หรือ "มาร์ค" มาเป็นนายกฯ เชื่อว่าไม่เกินปีสองปี ก็ตีกันอีก ...ขณะที่ตัว "ลุงตู่" เอง ช่วงนี้ที่ออกเดินสายตรวจราชการตามจังหวัดต่างๆ ถี่ยิบ ก็เป็นเป้าให้ฝ่ายตรงข้ามรุมถล่มเช่นกัน ทั้งว่าเรื่องเอาเปรียบ มีการใช้งบราชการแฝงหาเสียง จะพูดอะไรก็ถูกจับผิดตลอด ...อย่างเมื่อวันก่อนที่ลุงตู่ลงพื้นที่ "เมืองคอน" แล้วพูดกับประชาชนที่มาต้อนรับในเชิงเปรียบเทียบว่า การเป็นนายกฯ ก็เหมือนการเป็นหัวหน้าครอบครัว เป็นพ่อที่มีลูก 68 ล้านคน ไม่ใช่จะมีลูกแค่ 2 คน เมีย 1 คน จึงต้องทำให้ทุกคนมีความสุข ลูกทุกคนต้องมีอาชีพ มีรายได้ ให้ทุกคนเดินไปพร้อมกัน... เท่านั้นเอง เรื่องลุงตู่บอกเป็นพ่อที่มีลูก 68 ล้านคน กลายเป็น "ดรามา" ในโลกโซเชียลฯ ทันที เพราะฝ่ายตรงข้าม ก็โพสต์ด้วยถ้อยคำแรงๆ ในทำนอง ไม่ได้เป็นลูกลุงตู่ อย่ามาตีขลุมเหมารวมว่าคนทั้งประเทศเป็นลูกของตัวเอง ...
แม้แต่ "จาตุรนต์ ฉายแสง" แกนนำพรรคไทยรักษาชาติ ที่ถูกยุบไปแล้ว ยังไม่ยอมพลาดที่จะออกมา "ตอดเล็ก ตอดน้อย" ผ่านทางทวิตเตอร์ ว่า " ล่าสุด พลเอกก็ทำผิดกฎหมายอีก คือนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าระบบคอมพิวเตอร์ ที่บอกว่าตนเองเป็นหัวหน้าครอบครัวของคน 68 ล้านคน ต้องถามว่าใครเป็นลูกแกบ้างครับ " แล้วเรื่องนี้ก็ถูกนำไปไปขยายความ ไปแชร์ ยกตัวอย่างเพจ The METTAD (อ่านว่า เดอะ เมตตาดี) ก็คอมเมนต์ ว่า " และที่อ๋อย ทวิตแบบนั้นคือการนำเข้า ข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าระบบคอมพิวเตอร์นะ" ...ยิ่งใกล้เลือกตั้ง "ลุงตู่" ยิ่งกลายเป็น"ตำบลกระสุนตก" ของฝ่ายตรงข้ามจริงๆ

รูป-
รูป - เปรมชัย กรรณสูต – พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล
-ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ –ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล -ริก สกอตต์

-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา – จาตุรนต์ ฉายแสง


กำลังโหลดความคิดเห็น...