xs
xsm
sm
md
lg

เมื่อ “สายไหม” รัดคอยุโรป

เผยแพร่:   โดย: ทับทิม พญาไท

นายกุยเซปเป คอนเต นายกรัฐมนตรีอิตาลี
วันนี้...คงต้องร่อนไปแถวๆ ยุโรปน่าจะเหมาะกว่า เพราะหลังจากคุณพ่ออเมริกาท่านทำท่าว่าชักหมดเรี่ยว หมดแรงลงไปทุกที ในการเชื้อชวน เชิญชวน ไปจนถึงขั้นกดและบีบให้บรรดาพันธมิตรและบริวารใน “ตลาดยุโรป” เข้าร่วมมหกรรม “เตะตัดขา” บริษัทเทคโนโลยีของจีน อย่างบริษัท “หัวเว่ย” โดยแทบไม่มีใครเอาด้วย หรือ “เห็นควรด้วย” ยิ่งขึ้นเรื่อยๆ แม้แต่พันธมิตรที่ใกล้ชิดเอามากๆ อย่างอังกฤษ ก็ทำท่าว่าจะยอม “เปิดไฟเขียว” ให้กับ “หัวเว่ย” ในอีกไม่นาน-ไม่ช้า...

แต่นอกเหนือไปจากนั้น...เมื่อช่วงวัน-สองวันที่ผ่านมา ยังมีข่าวคราวที่น่าจะทำให้คุณพ่ออเมริกา อาจถึงขั้น “กอดเสา-เข่าทรุด” ยิ่งไปกว่านั้น นั่นก็คือข่าวคราวที่ประเทศอิตาลี อันถือเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 3 ในเขตยูโรโซน ไม่เพียงแต่พร้อมเปิดไฟเขียวสว่างโร่ให้บริษัทเทคโนโลยีสื่อสารอย่าง “หัวเว่ย” และ “ZTE” เข้าไปปฏิบัติการวางเครือข่ายในอิตาลีช่วงปลายปีนี้ได้เท่านั้น แต่ยังถือเป็นประเทศแรกในกลุ่ม G7 ที่ป่าวประกาศว่าพร้อมที่จะเข้าร่วมใน “โครงการเส้นทางสายไหมแห่งศตวรรษที่ 21” หรือโครงการ “BRI” (Belt and Road Initiative) ซึ่งริเริ่มโดยจีนโดยไม่คิดสนใจคำเตือนของอเมริกา ว่าอาจถูกสายไหมจะรัดคอ พันคอ เอาเลยแม้แต่น้อย...

ถึงขั้นที่นายกรัฐมนตรีอิตาลี “นายกุยเซปเป คอนเต” (Giuseppe Conte) ออกมายืนยันกับบรรดาผู้สื่อข่าวเอาไว้ชัดเจน ว่าในการเดินทางไปเยือนอิตาลีของประธานาธิบดีจีน “นายสี จิ้นผิง” ช่วงวันที่ 22-24 มีนาคมที่จะถึงนี้ อาจมีการลงนามข้อตกลงความร่วมมือระหว่างอิตาลีและจีน ในการลงทุนสร้างสาธารณูปโภคและสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อรองรับโครงการ “Belt and Road” อย่างเป็นกิจการเอาเลยถึงขั้นนั้น อีกทั้งในการประชุม “Belt and Road Summit” ที่จีนในเดือนหน้า หรือเดือนเมษายน นายกรัฐมนตรีอิตาลี ก็พร้อมที่จะเดินทางไปร่วมประชุมปรึกษาหารือกันในรายละเอียดอย่างเป็นเรื่อง เป็นราว...
ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง แห่งจีน
แม้ว่าโฆษกฝ่ายความมั่นคงทำเนียบขาว อย่าง “นายแกร์เร็ตต์ มาร์ควิส” (Garret Marquis) จะออกมา “เตือน” หรือออกมา “ขู่” ก็แล้วแต่ ว่าการประกาศเข้าร่วมโครงการ “Belt and Road” ของอิตาลี ไม่เพียงเป็นตัว “สร้างความชอบธรรม” ให้กับบทบาทของจีนในยุโรปเท่านั้น แต่อาจนำมาซึ่ง “ปัญหาความมั่นคงแห่งชาติ” ของอิตาลีควบคู่ไปด้วย แต่นายกฯ อิตาลีท่านก็พร้อมแฉลบออกข้างแบบนิ่มๆ นวลๆ ด้วยการยืนยันว่า... “การเข้าร่วมโครงการเส้นทางสายไหมของอิตาลีเป็นไปด้วยความระมัดระวัง และเรายังต้องการความร่วมมือจากหุ้นส่วนอย่างสหรัฐฯ เป็นต้น แต่นี่คือทางเลือกยุทธศาสตร์ และนี่คือโอกาสสำหรับประเทศของเรา...” พูดง่ายๆ ว่า อย่างน้อยอาจพอช่วยให้ภาวะเศรษฐกิจที่ “กรอบเป็นข้าวเกรียบ” ของอิตาลี น่าจะพอฟื้นๆ ขึ้นมาได้มั่ง...

การที่ประเทศหนึ่งในเสาหลักของอียู อย่างอิตาลี พร้อมแล้วที่จะโดดไปจูบปากกับจีน จึงทำให้สื่อทางการของจีนอย่าง “Global Times” ถึงกับสละเนื้อที่บทบรรณาธิการ ตั้งคำถามต่อไปยังประเทศยุโรปรายอื่นๆ ด้วยข้อความที่ว่า... “ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่ฝรั่งเศสและเยอรมนี ควรหันมาพิจารณาถึงการให้ความร่วมมือในโครงการ BRI ในเมื่อประเทศยูโรโซนที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 3 อย่างอิตาลี ได้กลายเป็นประเทศแรกในกลุ่ม G7 ที่กำลังเข้าร่วมกับโครงการดังกล่าว เพราะเมื่อไหร่ที่เยอรมนีและฝรั่งเศสเห็นพ้องกับอิตาลี BRI ก็จะยิ่งเป็นโครงการที่มีกล้ามเนื้อ มีพลัง ยิ่งขึ้นไปเท่านั้น” เรียกว่า...งานนี้ไม่เพียงคุณพี่จีนแทบไม่ได้รู้สึกเจ็บขา ปวดขา จากการถูกคุณพ่ออเมริกา “เตะตัดขา” เท่านั้น แต่ยังเริ่มๆ เตรียม “ยกตีนลูบหน้า” กันเห็นๆ...

คือแม้ว่ารัฐบาล “ยุโรปตะวันตก” อย่างเยอรมนี ฝรั่งเศส ยังไม่ได้แสดงท่าทีชัดเจนในเรื่องนี้ แต่บรรดา “ธุรกิจเอกชน” ในแต่ละประเทศ ชักเริ่มเห็นดี เห็นงามกับการสวมชุดผ้าไหม หรือการโดดเข้าสู่เส้นทางสายไหมของจีนยิ่งขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะเมื่อบรรดาประเทศใน “ยุโรปกลางและยุโรปตะวันออก” (Central and Eastern European-CEEC)จำนวนถึง 16 ประเทศ ต่างยินยอมพร้อมใจที่จะเอาสายไหมมาพันคอ รัดคอกันไปเป็นรายๆ ไล่มาตั้งแต่โครเอเชีย, สาธารณรัฐเช็ก, กรีซ, มอลต้า, โปแลนด์, โปรตุเกส ฯลฯ และที่น่าตื่นตา ตื่นใจยิ่งไปกว่านั้น ก็คือกระทั่ง “ยุโรปเหนือ” เมื่อไม่กี่วันมานี้เอง บริษัท “Finest Bay Area Development” ของฟินแลนด์ ได้ประกาศร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจกับบริษัท “Touchstone Capital Partner” ของจีน ที่จะร่วมโครงการลงทุนมูลค่าประมาณ 15,000 ล้านยูโร หรือ 17,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อสร้างอุโมงค์รถไฟลอดอ่าวฟินแลนด์ ระยะทาง 103 กิโลเมตร เพื่อเชื่อมต่อเมืองหลวงฟินแลนด์และเอสโตเนียเข้าด้วยกัน อันถือเป็นส่วนหนึ่งของการเชื่อมเส้นทางสายไหมไปสู่ยุโรปภาคเหนือนั่นเอง โดยแม้โครงการดังกล่าวจะเริ่มต้นในปี ค.ศ.2024 และเป็นโครงการที่รัฐบาลเอสโตเนียยังออกอาการแบ่งรับ-แบ่งสู้ ด้วยเหตุผลว่าต้องไปตรวจสอบรายละเอียดด้านความมั่นคงและสิ่งแวดล้อมอีกระยะหนึ่ง แต่ “ตั๋วโดยสาร” ของโครงการรถไฟลอดอุโมงค์รายนี้ กลับถูกขาย ถูกจำหน่าย ให้กับบรรดาผู้โดยสารทั้งหลาย ไปตั้งแต่เดือนธันวาคมปีที่แล้วโน่นเลย...

สรุปง่ายๆ ว่า...ยุโรปทั้งยุโรปนั่นแหละ ต่างถูก “สายไหม” เลื้อยเข้าไปพันคอ รัดคอไปแล้วด้วยกันทั้งสิ้น โครงการเส้นทางสายไหมใหม่ หรือโครงการเศรษฐกิจทางสายไหมของจีน ที่ถูกริเริ่มขึ้นมาตั้งปี ค.ศ. 2013 อย่างเป็นทางการ ด้วยการรวมเอาเส้นทางสายไหมทางบกและทางทะเลนับตั้งแต่อดีต มาแปรสภาพให้กลายเป็น “ความคิดริเริ่มแถบเศรษฐกิจเส้นทางสายไหม” (Silk Road Economic Belt Initiative) ในทุกวันนี้ จึงเริ่มก่อให้เกิดผลพวงดังที่นักวิจัยอย่าง “Frans-Paul van der Putten” แห่งสถาบัน “Clingendael” ประเทศเนเธอร์แลนด์ และ “Minke Meijnders” ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงระหว่างประเทศ ได้เคยสรุปไว้ในเอกสารรายงานที่เรียกๆ กันว่า “Clingendael Report” ซึ่งได้รับการเผยแพร่สู่สาธารณชนเมื่อช่วงปี ค.ศ. 2015 โดยเฉพาะในช่วงหนึ่งของเอกสารที่ระบุไว้ว่า... “โครงการ One Belt, One Road ของจีนนั้น ไม่ได้เป็นเพียงแค่ความมุ่งหวังในทางการค้า-การลงทุนแต่เพียงล้วนๆ แต่ยังมุ่งที่จะยกระดับยุทธศาสตร์ความมั่นคงของจีน รวมถึงการขจัดภัยคุกคามในด้านต่างๆ ไปจนกระทั่งการลดแรงกดดันของสหรัฐฯ หรือมหาอำนาจรายอื่นๆ ด้วยเหตุนี้...เมื่อไหร่ที่ประเทศต่างๆ หันมาร่วมมือกับจีนมากขึ้นๆ ฉากสถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่เคยเป็นมาในอดีต หนีไม่พ้นต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงภายในช่วงอนาคตข้างหน้ามิใช่น้อย เช่นบทบาทของยุโรป ที่เคยมีฐานะเป็นศูนย์กลางในด้านต่างๆ ต่อบรรดาประเทศในตะวันออกกลางและแอฟริกา มีแต่จะลดน้อยถอยลงไปชนิดตำนานแห่งความเป็นอาณานิคมจำต้องถูกทิ้งเอาไว้เบื้องหลัง ศูนย์กลางของเครือข่ายใหม่ๆ ทั้งในทางเศรษฐกิจและการเมืองจะเริ่มปรากฏขึ้นในภูมิภาคเหล่านี้อย่างมิอาจหลีกเลี่ยงและปฏิเสธได้” จริง-ไม่จริง...เชื่อ-ไม่เชื่อ คงต้องติดตาม ตรวจสอบ เอาเองก็แล้วกัน...
กำลังโหลดความคิดเห็น