คดีความที่นายทักษิณ ชินวัตร เป็นโจทก์ฟ้องฝ่ายตรงข้าม โดยเฉพาะแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ข้อหาหมิ่นประมาท จากการกล่าวปราศรัยในการชุมนุมทางการเมืองช่วงปี 2548-2551 หลายๆ คดีที่ศาลยกฟ้อง ในส่วนที่เกี่ยวกับ การกล่าวหาว่า นายทักษิณ จาบจ้วง ละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์ ศาลพิเคราะห์จากพยานหลักฐานแล้ว เห็นว่า นายทักษิณ มีพฤติกรรมที่ชวนให้เชื่อว่า เป็นเช่นนั้นจริงๆ ไม่ใช่เป็นข้อกล่าวหาลอยๆ
แม้นายทักษิณ จะแก้ตัว แก้ต่างในหลายๆ วาระว่า ตัวเองมีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เช่นเดียวกับคนไทยทุกคน แต่ถูกกล่าวหาใส่ร้ายจากศัตรูทางการเมือง ซึ่งล้วนเป็นข้อกล่าวหาที่ไม่มีมูลความจริง
จะแก้ตัวอย่างไรก็ได้ แต่ถ้าย้อนกลับไปดูคำพิพากษาชั้นศาลฎีกาบางคดี ศาลเห็นว่า ข้อกล่าวหาเหล่านั้น มีมูลความจริง
คำวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 7 มีนาคม ที่ผ่านมา ที่มีมติเป็นเอกฉันท์ว่า ให้ยุบพรรคไทยรักษาชาติ เพราะมีพฤติกรรมที่เข้าข่ายเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เป็นการตอกย้ำอีกครั้งว่า ทักษิณไม่เคยเปลี่ยน เคยมีจุดยืนทัศนคติอย่างไรต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ก็ยังคงมีจุดยืนทัศนคติอย่างนั้น และมีแต่จะหนักข้อขึ้นกว่าเมื่อก่อนถึงขั้น “นำพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นสูงมาใช้สร้างความได้เปรียบทางการเมืองอย่างแยบยล”
ทักษิณ ชินวัตร กับพรรคไทยรักษาชาติ มีความสัมพันธ์กันอย่างไร การกระทำอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไปเกี่ยวอะไรกับทักษิณ ชินวัตร เป็นเรื่องที่ไม่ต้องอธิบายแล้ว เพราะถ้าทักษิณ ไม่คิด ไม่สั่ง คนรุ่นใหม่ที่เป็นกรรมการบริหารพรรคไทยรักษาชาติ จะทำเรื่องแบบนี้ได้หรือ กระทั่งคนที่มีอาวุโสทางการเมือง มีตำแหน่งในพรรคเป็นถึงประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ อย่างนายจาตุรนต์ ฉายแสง ก็ยังพูดไม่ออก
เมื่ออ่านคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ จึงช่วยไม่ได้ที่จะมีภาพของทักษิณ ลอยเด่นออกมาชัดเจนกว่าภาพของหัวหน้าพรรค และกรรมการบริหารพรรคไทยรักษาชาติ ที่เป็นเหยื่อรับกรรมแทนทักษิณ
คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอธิบายอย่างแจ่มกระจ่างว่า ทำไมการที่พรรคไทยรักษาชาติ เสนอชื่อ ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี จึงเป็นการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทำไมทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ซึ่งลาออกจากฐานันดรศักดิ์แล้ว จึงเข้าสู่การเมืองเหมือนสามัญชนทั่วไปไม่ได้
ตอนหนึ่งของคำวินิจฉัย ระบุว่า
“หลักการพื้นฐานว่าด้วยการดำรงอยู่เหนือการเมือง และความเป็นกลางทางการเมืองของสถาบันพระมหากษัตริย์ ตามนัยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 6/2543 ข้างต้น สอดคล้องกับหลักการว่า พระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้ครองราชย์ มิใช่ผู้ปกครอง เป็นหลักการของหลักประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ที่พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของรัฐ กล่าวคือ สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นบ่อเกิดแห่งความชอบธรรมของระบบการเมือง เป็นศูนย์รวมจิตใจของคนในชาติ และรวมกันเป็นปึกแผ่นของคนในชาติ พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขแห่งรัฐ ใช้อำนาจอธิปไตยทางการเมืองแบบสภาผู้แทนราษฎร
ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของไทย มีความแตกต่างจากการปกครองของระบอบที่พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของรัฐในลักษณะอื่น ที่มีบทบาททางการเมืองโดยตรง ควบคุมการใช้อำนาจทางการเมืองผ่านการแต่งตั้งพระบรมวงศานุวงศ์เป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร ดังเช่นระบอบราชาธิปไตย ที่บังคับใช้ในรัฐธรรมนูญบางประเทศ
การกระทำของพรรคไทยรักษาชาติ ที่เสนอพระนามทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ในนามพรรคการเมืองเพื่อแข่งขันกับพรรคอื่น ในการรณรงค์หาเสียง และกระบวนการให้ความเห็นชอบบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรีตามขั้นตอนที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ จึงเป็นการกระทำที่เล็งเห็นได้ว่า ส่งผลให้ระบอบการเมือง การปกครองไทย แปรเปลี่ยนไปสู่ระบอบพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และมีพระบรมวงศานุวงศ์ทำหน้าที่ใช้อำนาจทางการเมืองปกครองประเทศ
สภาพการณ์เช่นนี้ทำให้หลักการพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่ถือว่า พระมหากษัตริย์ทรงครองราชย์ มิใช่ปกครอง ถูกเซาะบ่อนทำลาย หรือเกิดความเสื่อมทรามให้ถูกทำลาย
การกระทำของพรรคไทยรักษาชาติ มีหลักฐานชัดเจน ทำไปโดยรู้สำนึก กรรมการบริหารพรรคทราบดีว่า ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เป็นพระราชธิดาพระองค์ใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช (รัชกาลที่ ๙) อีกทั้งยังเป็นพระเชษฐภคินี สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๑๐) แม้ทรงกราบบังคมทูลลาออกจากฐานันดรศักดิ์ แต่ยังเป็นสมาชิกราชวงศ์จักรี
การกระทำของพรรคไทยรักษาชาติ นำสมาชิกพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นสูง มาฝักใฝ่ในทางการเมือง เป็นการกระทำที่วิญญูชนเห็นว่า ทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ ที่เป็นศูนย์รวมจิตใจ ต้องถูกนำมาใช้เพื่อความได้เปรียบทางการเมืองอย่างแยบยล ปรากฏผลมุ่งหวังผลประโยชน์ทางการเมือง ไม่สนใจพื้นฐานการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เป็นการสุ่มเสี่ยงสถานะที่ทรงอยู่เหนือการเมือง และดำรงความเป็นกลางทางการเมือง จุดประสงค์เบื้องต้นเพื่อเซาะกร่อนทำให้อ่อนแอลง เข้าข่ายเป็นปฏิปักษ์การปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตาม พ.ร.บ.พรรคฯ มาตรา 92 วรรคหนึ่ง (1) อย่างชัดแจ้ง เนื่องจากระบอบการปกครองของไทย มีวิวัฒนาการมาอย่างยาวนานตั้งแต่ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ จนมาถึงระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และมีหมวดพระมหากษัตริย์ดำรงอยู่ จะละเมิดมิได้
จึงมีมติเอกฉันท์ให้ยุบพรรคไทยรักษาชาติ”


