xs
xsm
sm
md
lg

ถามจริง ปัจจัยใดทำให้ยาบ้าแพร่ได้มากกว่ากัน : ความอยากเสพหรือความอยากได้เงิน?

เผยแพร่:   โดย: ประสาท มีแต้ม

ผมได้ส่องดูนโยบายด้านการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดของบางพรรคการเมืองแล้วพบว่ายังคงเป็นแบบเดิมๆ คือให้ถือว่าผู้เสพเป็นผู้ป่วยเท่านั้น ยกเว้นมีบางพรรคที่ได้ชู “เสรีกัญชา” ซึ่งถือว่าเป็นความก้าวหน้าที่เป็นผลมาจากการขับเคลื่อนของภาคประชาสังคมในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา แต่กัญชาก็ไม่ใช่สาร “เสพติด” ที่เป็นปัญหาหลักของประเทศเรา สารเสพติดตัวหลักที่มีการใช้มากที่สุดคือยาบ้า รองลงมาคือ กัญชา พืชกระท่อม ไอซ์ และเฮโรอีน (ข้อมูลจากศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดแห่งชาติ ปี 2561) แต่ก็ไม่มีตัวเลขออกมาอย่างชัดเจน

ประเด็นที่ผมอยากจะชวนคิดในบทความนี้ก็คือ อะไรคือปัจจัยหลักหรือปัจจัยสำคัญที่ทำให้ยาบ้าแพร่ระบาด ซึ่งผมสรุปออกมาเป็น 2 ปัจจัยกว้างๆ คือ ความอยากจะเสพของผู้เสพ และ ความอยากได้เงินของผู้ขาย

ผมใช้คำว่า “ถามจริง” ซึ่งผมเข้าใจว่าในวงสนทนาทั่วๆ ไป เมื่อคำพูดนี้ออกมาจากปากใคร มันสะท้อนความรู้สึกลึกๆ ของผู้นั้นว่าที่คุยๆ กันมานั้น “มันไม่ใช่ของจริง” มันเป็นอะไรก็ไม่รู้ที่อ้อมค้อม ไม่ตรงประเด็นและไม่จริงใจ

ในวงวิชาการด้านวิศวกรรมศาสตร์และคณิตศาสตร์ประยุกต์ เมื่อต้องการจะแก้ปัญหาที่ซับซ้อนซึ่งมีหลายปัจจัย เขาจะต้องทำการวิเคราะห์และรวมกลุ่มปัจจัยต่างๆ ให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่จะน้อยได้ (เขาเรียกว่า Dimensional Analysis) เพื่อจะได้รู้ “ขนาด” ของปัจจัยต่างๆ (ซึ่งเหลือกลุ่มปัจจัยน้อยลงแล้ว) เมื่อได้คำตอบแล้ว จึงมุ่งไปจัดการกับปัจจัยที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ผลของการแก้ปัญหาก็จะตรงเป้าและมีประสิทธิภาพสูง

ไม่ใช่แก้ปัญหาแบบงมโข่งในปัจจัยเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่ค่อยสำคัญที่เปรียบเสมือนปากหอยปากปู

กรณียาบ้า ถ้าไม่มีการค้นหา “ขนาด”ของปัจจัย เราก็ไม่มีทางที่จะแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดีไม่ดีอาจจะไปสร้างปัญหาใหม่ขึ้นมาอีก เช่น การวิสามัญฆาตกรรม เป็นต้น

เรามาดูข้อมูลบางส่วนจากรายการ “สามัญชนคนไทย” (ตอนคนไทยติดยาเสพติด ทางไทยพีบีเอส) ความตอนหนึ่งว่า “พาไปสัมผัสชีวิตของคนที่อยู่ในวังวนของยาเสพติด หญิงสาวคนนี้ เสพยาบ้าครั้งแรก ตั้งแต่ยังเป็นเด็กหญิงอายุ 14 ปี เรียนอยู่เพียงชั้น ม.2 เงินจากการขาย สร้างกำไรหลายเท่า และมากกว่าขายสินค้าใดๆ ตามท้องตลาด นี่คือสิ่งล่อใจให้เด็กหญิงวัย 14 ปี ผันตัวเองมาเป็นคนขาย”

ตอนเริ่มต้นเธอเสพเพราะเห็นเพื่อนเสพ เสพไปหัวเราะไป เลยนึกสนุกด้วย ไม่ใช่เพราะอยากเสพตั้งแต่แรก แต่ครั้นเมื่อเธอติดแล้ว เธอจึงต้องทำให้คนอื่นๆ อีกนับสิบนับร้อยคน ติดด้วยเพราะเธออยากได้เงิน

นี่คือวิธีที่ดีที่สุดที่เธอจะอยู่รอดได้ในความเห็นของเธอ และน่าจะเป็นความเห็นของคนส่วนมากที่ตกอยู่ในสภาพเดียวกับเธอด้วย


เธอบอกว่า เงินก้อนแรกที่ได้ 300 บาทต่อ 1 เม็ด แล้วค่อยๆ เพิ่มขึ้นเป็นวันละ 10 เม็ด 200 เม็ด 600 เม็ด ได้เงิน 4 ถึง 6 หมื่นบาท แต่ไม่ได้ระบุว่าต่อเดือนหรือต่อวัน

เราไม่มีข้อมูลว่า ก่อนที่เธอจะติดคุก เธอได้มีส่วนทำให้คนอื่นๆ ติดยาบ้าไปแล้วกี่รายและคนอื่นๆ ที่ติดใหม่ได้ส่งต่อภาระที่เป็นความทุกข์ร่วมของสังคมไปต่ออีกกี่ทอด แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จะคิดด้วยสูตรคณิตศาสตร์อย่างง่าย ซึ่งผมมั่นใจว่าตัวเลขที่ออกมาจะต้องช็อกความรู้สึกของสังคมเลยทีเดียว

จากข้อมูลเดียวกันนี้ยังได้บอกต่ออีกว่า “มีคนไทยกว่า 300,000 คน ติดยาเสพติด ในจำนวนนี้ 40% เป็นเด็กและเยาวชนไทย ส่วนผู้ต้องขังหญิงในเรือนจำทั้งหมด 45,933 คน ในจำนวนนี้ประมาณ 3 ใน 4 ของผู้ต้องขังหญิง และเป็นคดียาเสพติด คือ 36,095 คน”

ข้อมูลดังกล่าวได้สะท้อนถึงอนาคตของชาติที่น่าเป็นห่วงมาก

จากข้อมูลนี้ ถ้ามีคนถูกจับติดคุกเพราะยาเสพติดจำนวน 3.6 หมื่นคน ถามว่าจะมีคนที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดแต่ไม่ได้ถูกจับติดคุกอีกเท่าใด

อาจเป็น 3 เท่าตัว หรือ 10 เท่าตัวหรือมากกว่านั้นก็เป็นได้ เรารู้กันดี ถึงไม่มีตัวเลขที่ชัดเจนก็ตาม

นั่นหมายถึงว่าสังคมไทยมีปัญหายาเสพติดรุนแรงกว่าที่ทางราชการรายงานเยอะครับ

น่าเสียดายที่หน่วยงานของรัฐไม่ได้ศึกษาวิจัยให้ชัดเจนว่าระหว่าง 2 ปัจจัยดังกล่าว ปัจจัยใดมีความรุนแรงมากกว่ากัน แต่จากข้อมูลของไทยพีบีเอสและจากประสบการณ์ตรงของผมเอง ผมมั่นใจว่า ปัจจัยที่อยากได้เงินมีส่วนทำให้เกิดการแพร่ระบาดของยาบ้าได้มากกว่าความอยากจะเสพของผู้เสพ

ดังนั้น วิธีการแก้ปัญหาที่มีประสิทธิภาพคือต้องลดปัจจัยที่อยากได้เงินลงมา

จะลดอย่างไร?

ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านคงคิดเองได้ และผมก็เชื่อเช่นกันว่า ข้อเสนอต่อไปนี้ของผมจะถูกวิจารณ์อย่างรุนแรง ด้วยข้อความที่สุภาพบ้างและหยาบคายบ้างเหมือนที่ผมได้ประสบมาในหลายกรณี เช่น กรณีพลังงาน เป็นต้น

วิธีการลดคือ การทำให้ยาบ้าคุณภาพเดิมมีราคาถึงมือผู้เสพเม็ดละ 1 บาท แทนที่จะเป็น 300 บาทที่สร้างกำไรอย่างงามให้กับผู้ขายดังในปัจจุบัน ขายกันที่ร้านขายยาทั่วไปนั่นแหละ พร้อมกับลงทะเบียนผู้ซื้อไว้เพื่อศึกษาและบำบัดให้ถูกวิธีต่อไป

อาจจะมีผู้แย้งว่า ถ้าเป็นอย่างที่ว่านี้จะทำให้คนเข้าถึงยาบ้าได้ง่ายและแพร่ได้เร็วขึ้น มันต้องยอมรับความจริงว่า ในปัจจุบันนี้คนที่อยู่ในวงการแล้ว สามารถหาซื้อยาบ้าได้ง่ายกว่าการหาซื้อขนมพื้นบ้าน เช่น ขนมครกเป็นไหนๆ แต่สำหรับคนที่ไม่อยู่ในวงการแล้ว ต่อให้ยาบ้าหล่นมาใส่หัวเขาก็ไม่เสพ ครั้นจะนำไปขายแล้วใครจะทำเพราะไม่คุ้ม

ขอเพิ่มเติมข้อมูลอีกนิดครับ ทั้งของประเทศไทยเองและของโลก

เอาของไทยก่อนครับประชากรที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ทั้งในมิติของการเสพและการกระทำความผิดมีสัดส่วนของผู้ที่มีอายุไม่เกิน 24 ปี หรือวัยเด็กและเยาวชนร้อยละ 40 โดยส่วนใหญ่ยังอยู่ในกลุ่มอายุ 15 - 19 ปี โดยร้อยละ 70 ของผู้เข้าไปเกี่ยวข้องมีอาชีพและรายได้ ส่วนใหญ่คือ รับจ้าง แรงงาน และเกษตรกร

สำหรับของโลก กรุณาดูจากแผ่นภาพครับ ที่น่าสังเกตคือ ในขณะที่ทั่วโลกใช้กัญชามากเป็นอันดับหนึ่ง ยาบ้าและสารกระตุ้นต่างๆ เป็นอันดับสาม แต่ของไทยกลับกันครับ คือยาบ้า (อย่างเดียว) มามากเป็นอันดับหนึ่ง กัญชาเป็นอันดับสอง

อ้อ ในแผ่นภาพมีข้อมูล (ของโลก) ผู้เสพยาด้วยการใช้เข็มฉีดจะปะปนอยู่กับผู้ติดเชื้อ HIV และไวรัสตับอักเสบ C ซึ่งในปัจจุบันในประเทศไทยเราเองพบว่า มีการพบเชื้อวัณโรคดื้อยาที่กำลังเป็นปัญหาใหม่ที่น่ากลัวมากครับ

ผมหยิบเรื่องนี้มาเขียนในเวลานี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่าเป็นเทศกาลการเลือกตั้งดังที่กล่าวแล้ว แต่อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่ามีกลุ่มประชาสังคมกลุ่มหนึ่งซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนทำงานด้านสื่อ พวกเขาเกิดความเป็นห่วงถึงปัญหาของเด็กและเยาวชนในปัจจุบันที่ก่อปัญหาสังคม ไม่ว่าจะเป็นการยกพวกตีกัน ข่มขืน ยาเสพติด ฯลฯ แทบไม่เว้นในแต่ละวันคนกลุ่มเหล่านี้เป็นผู้มีประสบการณ์และบทเรียนตรงที่น่าสนใจ จึงได้รวมตัวกันเพื่อปรึกษากับกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข เพื่อจัดตั้ง “โครงการโรงเรียนพ่อแม่แห่งชาติ” เพื่อช่วยกันดูแล พิทักษ์เด็กและกระตุ้นสังคมผ่านสื่อต่างๆ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ

การพูดคุยกับผู้บริหารระดับสูงของกรมสุขภาพจิตผ่านมาได้หนึ่งเดือนกว่าแล้ว แต่ก็ยังไม่มีอะไรขยับต่อ ผมมีรูปการพูดคุยในวันนั้นมาให้ดูด้วย ใครเป็นใครดูเอาเองนะครับ



กำลังโหลดความคิดเห็น...