xs
xsm
sm
md
lg

จะหาเสียงยังไงกันก็ได้เหรอ

เผยแพร่:   โดย: สุรวิชช์ วีรวรรณ


กรณีที่ผู้สื่อข่าวนำเอานโยบายลดงบประมาณกองทัพของพรรคเพื่อไทยไปถาม พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก แล้วคำตอบคือให้ไปฟังเพลงหนักแผ่นดินนั้น สร้างความตระหนกให้เกิดขึ้นพอสมควร จนมีการพูดกันว่า หากเล่นกันอย่างนี้แล้วจะมีเลือกตั้งไหม

แต่ถ้าถามว่า พรรคการเมืองสามารถเสนอนโยบายที่จูงใจประชาชนเพื่อให้เลือกตัวเข้าไปเป็นรัฐบาล แล้วสามารถมีนโยบายแบบนี้ออกมาในช่วงหาเสียงได้ไหม ถ้าเราคิดแบบเดิมก็จะต้องตอบว่าทำได้นะครับ

แต่ในปัจจุบันนี้ไม่ใช่ว่าพรรคการเมืองจะยกนโยบายอะไรมาใช้ในการหาเสียงก็ได้ ผมลองยกตัวอย่างนโยบายที่เห็นเป็นทางการมาสัก 2 พรรค

พรรคประชาธิปัตย์-เกิดปั๊บ รับสิทธิเงินแสน เงินอุดหนุนแบบถ้วนหน้า เด็ก 0-8 ขวบ 1,000 บาท/เดือน, เบี้ยผู้สูงอายุทุกคนเดือนละ 1,000 บาท, ประกันรายได้แรงงาน 120,000 บาท/ปี

พรรคอนาคตใหม่-เพิ่มเงินค่าครองชีพผู้สูงอายุเป็นเดือนละ 1,800 บาท อายุ 60 ปีปุ๊บ มีเงินโอนเข้าบัญชีทันที, ปฏิรูปกองทัพ ลดนายพล เลิกเกณฑ์ทหาร ซื้ออาวุธโปร่งใส, เพิ่มสิทธิลาคลอดให้ 180 วัน มีเงินเดือนสนับสนุนการเลี้ยงดูลูกอายุ 0-6 ขวบ เดือนละ 1,200 บาท, ขยายสิทธิประกันสังคมครอบคลุมแรงงานนอกระบบ เพิ่มงบประกันสุขภาพเป็น 4,000 บาทต่อปี

การเสนอนโยบายนั้นไม่ใช่สักแต่พูดนะครับ แต่ต้องตอบคำถามว่า เอาเงินมาจากไหน อย่างของ ปชป.แจกเงินเด็กแรกเกิดถึง 8 ขวบ 1,000 เดือน

ข้อมูลของมหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า ในปี 2562 มีอัตราการเกิด 10.5 ต่อประชากรพันคน เท่ากับหนึ่งปีมีเด็กเกิดใหม่ 735,000 คน ปีแรกที่เริ่มนโยบายอาจใช้เงินตามค่าเฉลี่ยการเกิดในแต่ละเดือน แต่ปีที่สองจนถึงปีที่แปดต้องใช้เงินประมาณปีละ 7,400 ล้านบาทต่อเด็กที่เกิดในปีแรก (เฉพาะที่เกิดปี 2562) ที่เริ่มนโยบายและทบทวีขึ้นทุกปี ลองคิดดูนะครับว่าต้องใช้เงินเท่าไหร่

ผมไม่ได้บอกว่านโยบายนี้ดีหรือไม่ดีนะครับเห็นด้วยเลยครับถ้าเรามีเงิน และพรรคประชาธิปัตย์อาจจะคิดวิเคราะห์ที่มาของเงินเอาไว้แล้วว่ามาจากไหน ส่วนนโยบายของพรรคการเมืองอื่นๆ ก็เหมือนกันต้องคิดมาก่อนว่า เงินที่มาที่เอาไปใช้หาเสียงว่าจะสร้างนโยบายนี้นั้นมีที่มาจากไหน

แต่ต้องการบอกว่าทั้งหมดนี้ทุกพรรคต้องวิเคราะห์ออกมานะครับ เพราะกฎหมายบังคับให้ทำ จริงๆ ผมเคยเขียนเรื่องนี้มาครั้งหนึ่งแล้ว แต่ผมยังไม่เห็นเลยว่า มีใครทำตามบทบัญญัติของกฎหมายไหม

รวมถึงนโยบายอื้อฉาวที่ใช้กันทั้งพรรคเพื่อไทยและอนาคตใหม่ ที่ว่า ปฏิรูปกองทัพ ลดนายพล เลิกเกณฑ์ทหาร ซื้ออาวุธโปร่งใส ก็ต้องมีผลศึกษาออกมานะครับว่าจะทำอย่างไร ลดนายพล ควบคุมการซื้ออาวุธ ลดงบประมาณกองทัพแล้วจะส่งผลดีผลเสียอย่างไร ถ้าสามารถอธิบายเป็นเหตุผลรูปธรรมได้ข้อโต้แย้งก็อาจจะไม่มีค่าเลยไม่ว่าออกจากปากใครก็ตาม เพลงหนักแผ่นดินก็อาจไม่ถูกปลุกขึ้นมาอีก

แต่มีคำถามว่า ก่อนจะประกาศนโยบายอะไรออกมานั้น พรรคการเมืองต่างๆ ได้วิเคราะห์ผลกระทบ ความคุ้มค่า และความเสี่ยงอย่างรอบด้านแล้วหรือยัง

เพราะรัฐธรรมนูญเขียนบังคับไว้นะครับว่า พรรคจะประกาศนโยบายใดจะต้องทำสิ่งเหล่านี้เสียก่อน และยังเขียนเป็นบทบังคับเอาไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง และแผนปฏิรูปประเทศด้านการเมือง

รัฐธรรมนูญ มาตรา 258 ก.ด้านการเมือง (3) บัญญัติว่า มีกลไกที่กําหนดความรับผิดชอบของพรรคการเมืองในการประกาศโฆษณานโยบาย ที่มิได้วิเคราะห์ผลกระทบ ความคุ้มค่า และความเสี่ยงอย่างรอบด้าน แล้วถูกไปขยายความไว้ใน พระราชบัญญัติประกอบพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 57 บัญญัติว่า

การกำหนดนโยบายของพรรคการเมืองที่ใช้ในการประกาศโฆษณาให้คำนึงถึงความเห็นของสาขาพรรคการเมืองและตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด นโยบายใดที่ต้องใช้จ่ายเงินการประกาศโฆษณานโยบายนั้น อย่างน้อยต้องมีรายการดังต่อไปนี้

(1) วงเงินที่ต้องใช้ และที่มาของเงินที่จะใช้ในการดำเนินการ

(2) ความคุ้มค่าและประโยชน์ในการดำเนินนโยบาย

(3) ผลกระทบและความเสี่ยงในการดำเนินนโยบาย

ในกรณีพรรคการเมืองไม่ได้จัดทำรายการตามวรรคหนึ่ง ให้คณะกรรมการสั่งดำเนินการให้ครบถ้วนและถูกต้องภายในระยะเวลาที่กำหนด

ส่วนต้องทำอย่างไรนั้น พรรคภูมิใจไทยเคยสอบถามเรื่องนี้ไปยัง กกต.นะครับ

กรณีมาตรา 57 พรรคภูมิใจไทยถามว่า ประเด็นการกำหนดนโบายที่ต้องใช้จ่ายเงินการประกาศโฆษณานั้นอย่างน้อยต้องมีรายการ 1. วงเงินที่ใช้และที่มาของเงินที่จะใช้ในการดำเนินการ 2. ความคุ้มค่าและประโยชน์ในการดำเนินนโยบาย 3. ผลกระทบและความเสี่ยงในการดำเนินนโยบาย พรรคภูมิใจไทยได้สอบถามมาว่า นโยบายที่ต้องมีรายการดังกล่าวข้างต้น สามารถศึกษารวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องและกำหนดขึ้นได้เอง หรือต้องมีผลงานทางวิชาการหรือผลการวิจัยในเรื่องนั้นๆ มารับรอง

ประเด็นนี้ ทาง กกต.ได้ตอบข้อซักถามว่า พรรคภูมิใจไทยจะใช้วิธีการใดวิธีการหนึ่งตามที่สอบถามมาก็ได้

ทั้งที่ “อย่างน้อยต้องมีรายการดังต่อไปนี้” ต้องแปลว่า 3 ข้อนี้จะต้องมี

และประเด็นกรณีพรรคการเมืองไม่ได้จัดทำรายการตามมาตรา 57 วรรคหนึ่ง ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง ให้ กกต.สั่งให้ดำเนินการให้ครบถ้วนและถูกต้องภายในระยะเวลาที่กำหนดนั้น พรรคภูมิใจไทยได้สอบถามว่า กรณีนี้ก่อนทำการโฆษณานโยบายเพื่อใช้ในการหาเสียงเลือกตั้ง พรรคต้องจัดส่งนโยบายดังกล่าวให้ กกต.พิจารณาตรวจสอบก่อนหรือไม่

กกต.ได้ตอบข้อซักถามดังกล่าวว่า ไม่มีกฎหมายกำหนดให้พรรคการเมืองจะต้องแจ้งนโยบายที่จะใช้ในการประกาศโฆษณาเพื่อใช้ในการหาเสียงเลือกตั้งต่อกกต.พิจารณาตรวจสอบก่อนดำเนินการโฆษณา ดังนั้นพรรคภูมิใจไทย สามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องแจ้งต่อ กกต.ก่อนดำเนินการ

ถ้าอ่านตามที่ กกต.ตอบก็สรุปง่ายๆ นะครับว่า เรื่องการเงินพรรคจะทำอะไรก็ได้ใน 3 ข้อที่เสนอมา และไม่ต้องแจ้งต่อ กกต.เพราะไม่มีกฎหมายให้ต้องแจ้ง ฟังๆ แล้วเหมือนจะตอบไปอย่างนั้นเอง

คำถามว่าแล้วที่รัฐธรรมนูญมาตรา 258 ก. (3) เขียนว่า มีกลไกที่กําหนดความรับผิดชอบของพรรคการเมืองในการประกาศโฆษณานโยบาย ที่มิได้วิเคราะห์ผลกระทบ ความคุ้มค่า และความเสี่ยงอย่างรอบด้านนั้นเขียนไว้ทำไม

กลไกคืออะไร ใครต้องสร้างกลไกนี้ ต้องรับผิดชอบอย่างไร แล้วเขียนชัดนะครับว่า ต้องวิเคราะห์ความเสี่ยงอย่างรอบด้าน ไม่สามารถตีความแบบที่ กกต.ตอบว่าทำอะไรมาข้อหนึ่งก็ได้แน่

เข้าใจว่ามาตรานี้ร่างขึ้นมาจากความผิดพลาดของนโยบายจำนำข้าวที่พรรคการเมืองเอาไปหาเสียงแล้วสร้างความเสียหายต่อประเทศอย่างใหญ่หลวง

แต่ผลลัพธ์คือเขียนขึ้นมาอย่างนั้นเอง พรรคการเมืองคิดจะหาเสียงอะไรก็พูดขึ้นมาให้โดนไว้ก่อน ทำได้ไม่ได้ทำแล้วฉิบหายหรือไม่ ไม่ต้องสนใจ

ติดตามผู้เขียนได้ที่
https://www.facebook.com/surawich.verawan