xs
xsm
sm
md
lg

เศรษฐกิจแนวพุทธ : อยู่อย่างพอเพียง

เผยแพร่:   โดย: สามารถ มังสัง

ประชากรของประเทศไทย ส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ และคำสอนของพุทธศาสนาแบ่งออกเป็น 2 ระดับคือ

1. ระดับโลกียะ ซึ่งเป็นคำสอนที่ว่าด้วยสมบัติสัจจะคือ การยอมรับความจริง ตามที่ชาวโลกเรียกขานกัน หรือตามโลกสมมติ หรือโลกบัญญัติ ว่ามีบุคคลตัวตนเราเขา เพื่อให้ชาวโลกที่ยังยึดติดกับโลกสมบัติได้ศึกษา ทำความเข้าใจและนำไปปฏิบัติ โดยมุ่งแสวงหาความสุขอันเกิดวัตถุหรือที่เรียกว่า อามิสสุข คือ ความสุขที่ได้จากความมี และความเป็นในสิ่งที่ตนเองต้องการ เช่น ความสุขจากการมีเงิน และความสุขอันเกิดจากการได้เป็นผู้มียศ มีตำแหน่ง เป็นต้น

2. ระดับโลกุตระ ซึ่งเป็นคำสอนที่ว่าด้วยปรมัตถสัจจะคือ ความจริง ซึ่งหลุดพ้นหรืออยู่เหนือการสมมติ เพื่อให้ชาวพุทธที่มุ่งแสวงหาความสุขอันเกิดจากความหลุดพ้นจากความยึดมั่นถือมั่น หรือความสุขที่ไม่อิงอาศัยวัตถุคือ นิรามิสสุข ซึ่งหลุดพ้นจากความมี และความเป็น อันได้แก่พระนิพพานนั่นเอง

ในคำสอน 2 ระดับข้างต้น คำสอนในระดับโลกียะเริ่มด้วยศีล ทาน และภาวนา เพื่อให้ผู้ปฏิบัติเข้าสู่กระแสแห่งธรรมเป็นลำดับจากต่ำไปหาสูง

คำสอนในระดับโลกียะนี้ พระพุทธองค์มุ่งสอนให้ชาวโลกอยู่ดี กินดี และมีความสุขตามอัตภาพ เริ่มด้วยการแสวงหาทรัพย์โดยชอบธรรม รักษาทรัพย์ที่หามาได้มิให้สูญหายไป และใช้ทรัพย์ที่หามาได้ให้เกิดประโยชน์แก่ตนเอง และสังคมรอบข้าง เริ่มจากคนในครอบครัวไปจนถึงบุคคลที่ควรจะได้รับการสงเคราะห์ จะเห็นได้จากคำสอนที่ว่าด้วยธรรมะของผู้ครองเรือน เช่น ผู้ครองเรือนควรจะขยันหาทรัพย์ จงดูตัวอย่างตัวผึ้งที่บินหาน้ำหวานจากเกสรดอกไม้ แม้ทีละน้อยสะสมเป็นน้ำผึ้งเต็มรวงผึ้งได้ และสอนให้ใช้จ่ายอย่างประหยัด โดยดูตัวอย่างจากการใช้ยาหยอดตาแม้ทีละหยดก็หมดขวดได้ ทั้งยังสอนวิธีการใช้ทรัพย์ที่หามาได้ โดยแบ่งเป็น 4 ส่วนเรียกว่า โภควิภาคคือ ให้แบ่งทรัพย์ที่หามาได้แต่ละครั้งออกเป็น 4 ส่วนเท่าๆ กัน หรือเท่ากับส่วนละ 25% ดังนี้

1 ส่วนหรือ 25% เพื่อใช้เลี้ยงตนเอง ครอบครัว และสงเคราะห์ช่วยเหลือผู้ที่ควรได้รับการช่วยเหลือ รวมไปถึงการทำบุญด้วย

2 ส่วนหรือ 50% เพื่อการลงทุนประกอบกิจการงาน

อีกส่วนที่เหลือหรือ 25% สุดท้าย เพื่อเป็นเงินออมไว้ใช้ในคราวจำเป็น

จากคำสอนข้างต้น จะเห็นได้ว่า พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ขยันหาทรัพย์ และให้ประหยัดในการใช้ทรัพย์ พร้อมทั้งสอนให้ออมทรัพย์ด้วย

ส่วนประเด็นให้อยู่อย่างพอเพียงนั้น พระพุทธเจ้าได้ทรงสอนให้ปฏิบัติตามหลักสันโดษ 3 ประการคือ

1. ยถาลาภสันโดษคือ ให้ยินดีในสิ่งที่ตนได้มาโดยชอบธรรม ด้วยความรู้ ความสามารถของตนเป็นการป้องกันมิให้อยากได้ในสิ่งที่มิใช่ของตน อันเป็นต้นเหตุแห่งการทุจริต คอร์รัปชัน ดังที่เกิดขึ้นให้เห็นอย่างดาษดื่นตั้งแต่การลักเล็กขโมยน้อยไปจนถึงการทุจริตระดับชาติ

2. ยถาพลสันโดษคือ ยินดีในสิ่งมีความรู้ ความสามารถของตนหามาได้ และไม่ทำเกินกำลังของตนเอง เช่น ตนเองมีกำลังเงินน้อยก็ลงทุนแต่น้อย ตนเองมีกำลังกายน้อย ก็ทำแค่พอกำลังของตน เป็นต้น ไม่ควรทำอะไรเกินกำลังของตนเอง จะเป็นเหตุให้เดือดร้อนได้ เช่น การลงทุนเกินกำลังทรัพย์ของตนเอง ด้วยการยืมจากคนอื่นเมื่อขาดทุน ไม่มีเงินใช้หนี้ต้องถูกฟ้องร้องถึงกับต้องล้มละลาย เป็นต้น

3. ยถาสารุปปสันโดษคือ ยินดีในสิ่งที่เหมาะสมกับสถานะทางเศรษฐกิจ และสถานะทางสังคมของตนเอง เช่น ใช้เครื่องมือ เครื่องใช้ เครื่องประดับสอดคล้องกับรายได้ และเพศภาวะ ตลอดถึงเหมาะแก่สถานะทางสังคมของตนเอง เป็นต้น ตัวอย่างเช่น คนจนก็ควรใช้ของที่เห็นแล้วไม่เป็นที่ดูหมิ่นดูแคลนว่าจนแล้วไม้เจียมตัว เป็นต้น

แต่ในปัจจุบันชาวพุทธในเมืองไทย ทั้งในระดับผู้ปกครอง และผู้ใต้การปกครอง ส่วนใหญ่ไม่ศึกษา ไม่ทำความเข้าใจ และไม่ใฝ่หาแนวทางการดำเนินชีวิตตามแนวทางของพุทธ จึงได้เกิดความทุกข์ ความเดือดร้อนจากการมีหนี้สินเพราะใช้จ่ายเกินตัว และเป็นเหตุให้มีหนี้สินทั้งในส่วนของปัจเจกบุคคล และหนี้สาธารณะซึ่งประเทศต้องแบกรับ ดังที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ทั้งมีแนวโน้มว่าความเดือดร้อนต้องแบกรับเพิ่มขึ้นทุกปีตราบเท่าที่คนไทยทั้งในส่วนที่เป็นปัจเจก และในส่วนที่เป็นรัฐยังใช้จ่ายฟุ่มเฟือย และขาดการปลูกฝังอุปนิสัยในการออม

ดังนั้น ในขณะนี้ผู้เขียนเห็นว่าถึงเวลาแล้วที่คนไทยทั้งในภาคเอกชน และภาครัฐจะได้หันมาศึกษาต้นเหตุแห่งปัญหาของการเป็นหนี้ และร่วมมือกันแก้ไขก่อนที่ประเทศไทยจะล่มจมเพราะแบกรับหนี้สินไม่ไหว ต้องหันไปพึงเงินกู้จากไอเอ็มเอฟอีกครั้ง ดังที่เคยเป็นมาแล้วในอดีต

สุดท้ายขอจบด้วยกลอนบทนี้

ตื่นเถิด ชาวพุทธ หยุดก่อหนี้

หยุดก่อนที่ ประเทศไทย ไปกู้เขา

จนเจ้าหนี้ ต่างชาติ คาดคั้นเอา

ให้ไทยเรา เสียเอกราช เป็นทาสเงิน

กำลังโหลดความคิดเห็น...