xs
xsm
sm
md
lg

มุมมองต่อความยุติธรรม จากสายตาของคนธรรมดา

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


“หนึ่งความคิด”
“สุรวิชช์ วีรวรรณ”

คงไม่มีใครปฏิเสธว่า ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ที่เป็นส่วนสำคัญของความขัดแย้งในบ้านเราตลอดระยะเวลา 10 ปีมานี้คือ ปัญหาเรื่องความยุติธรรม

ความยุติธรรมนี้เองที่ถูกบางฝ่ายนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการปลุกระดมประชาชนออกมาต่อสู้กับอำนาจรัฐ นับตั้งแต่สมัยคอมมิวนิสต์ลงมาจนถึงวาระการแตกแยกทางการเมืองที่ผ่านมา แต่การปลุกระดมด้วยเรื่องนี้จะไม่สำเร็จหรอก ถ้า “ความไม่ยุติธรรม” นั้น ไม่มีอยู่จริงในสังคมไทย

ผมคิดว่า ถ้าเราแก้ไขปัญหาเรื่องความยุติธรรมได้ จะเป็นหัวใจสำคัญที่จะแก้ไขปัญหาความขัดแย้งแตกแยกในประเทศของเราได้เลย

การแสดงความเห็นครั้งนี้ไม่ได้มุ่งเน้นที่บุคคลหรือองค์กรนะครับ แต่จะพูดถึงความเห็นของผมต่อระบบยุติธรรมในบ้านเราที่ผมมีข้อสงสัยในฐานะประชาชนคนหนึ่งของประเทศ

เราทราบกันว่า ระบบการพิจารณาคดีของศาลนั้นเป็นที่ทราบกันว่ามี 2 ระบบ คือ ระบบไต่สวนกับระบบกล่าวหา ยกตัวอย่างที่ใช้ระบบไต่สวนคือ ศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ และระบบกล่าวหา คือที่ใช้ในศาลอาญา

ระบบไต่สวน ศาลมีบทบาทสําคัญในการแสวงหา ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน โดยศาลอาจแสวงหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติมด้วยการนัดไต่สวนคู่กรณี หรือเรียกพยาน บุคคล พยานเอกสาร พยานผู้เชี่ยวชาญ รวมทั้งการออกไปเดินเผชิญสืบ ณ สถานที่เกิดเหตุ เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่จําเป็นต่อการพิจารณาพิพากษาคดีอย่างครบถ้วน

ระบบกล่าวหา หมายถึง การพิจารณาคดีที่ฝ่ายผู้ยื่นฟ้องคดีต้องนำพยานหลักฐานมาแสดง ต่อศาลเพื่อพิสูจน์ว่าฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีกระทำผิด และฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีต้องนำพยานหลักฐานมาหักล้างหรือ พิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนต่อศาล โดยศาลจะวางตัวเป็นกลางไม่เข้าไปมีบทบาทในการแสวงหาพยาน หลักฐานอื่นใดมาเพิ่มเติม ตามหลักการที่ว่าทั้งสองฝ่ายมีสถานะเท่าเทียมกันการแสวงหาพยานหลักฐาน เป็นหน้าที่ของแต่ละฝ่าย ศาลจะรับฟังพยานหลักฐานจากทั้งสองฝ่าย เพื่อชั่งน้ำหนักว่าฝ่ายใดน่าเชื่อถือ มากกว่ากัน แล้วพิพากษาคดีไปตามนั้น

แต่หลักการสำคัญที่จะต้องมีคือ หลักการที่เรียกว่า “หลักการพิสูจน์จนสิ้นความสงสัยตามสมควร”

เราคงได้ยินคำว่า “ปล่อยคนผิดร้อยคนดีกว่าจับผู้บริสุทธิ์คนเดียวมาลงโทษ” หรือ คำที่ว่า “ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลย”

ซึ่งในประโยคหลังนั้น บัญญัติไว้ใน ป.วิอาญา มาตรา 227 ว่า ให้ศาลใช้ดุลพินิจวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน ทั้งปวงอย่าพิพากษาลงโทษจนกว่าจะแน่ใจว่ามีการกระทำผิดจริงและจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดนั้น

เมื่อมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้กระทำผิดหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลย

ผมคิดว่า ถ้อยคำสำคัญอีกอย่างในมาตรานี้ ก็คือ “ดุลพินิจ”

โดยศาลมีอำนาจใช้ ดุลพินิจวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานใดมีน้ำหนักน่าเชื่อถือเพียงใดหรือไม่ พยานหลักฐานใดขัดต่อเหตุผลไม่น่ารับฟัง และในกรณีที่ศาลจะพิพากษาลงโทษบุคคลใด พยานหลักฐานในคดีนั้นต้องมั่นคงแน่นหนา และมีน้ำหนักรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าบุคคลนั้นได้กระทำความผิดจริงตามฟ้อง หากพยานหลักฐานในสำนวนมีข้อพิรุธน่าระแวงสงสัย ไม่มั่นคงพอที่จะรับฟังเป็นยุติว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง ก็ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลย

จากเรื่องดุลพินิจมาถึง “หลักการพิสูจน์จนสิ้นความสงสัยตามสมควร” ตรงนี้จะเห็นว่า “จนสิ้นความสงสัยตามสมควร” นั้น คำว่า “ตามสมควร ” นั้นมีขอบเขตของบรรทัดฐานไหม หรือว่าอยู่ที่ดุลพินิจของผู้พิพากษาแต่ละท่าน

ถ้า “ตามสมควร” อยู่ที่ “ดุลพินิจ” มันก็จะไม่มีความเที่ยงตรงเที่ยงแท้ ตามหลักปกติของมนุษย์โลกนะครับ เพราะ “ดุลพินิจ” นอกจากใช้หลักความเป็นธรรมแล้ว มันน่าจะมาจากประสบการณ์ ชีวิต ทัศนคติ นิสัยใจคอ ข้อมูลที่ตัวเองมี การคิดวิเคราะห์ ซึ่งสิ่งที่เหล่านี้เป็นเรื่องที่แตกต่างกันในมนุษย์แต่ละคน

แม้ว่า ศาลจะพยายามใช้ดุลพินิจด้วยความระมัดระวังและรอบคอบด้วยจิตใจที่เป็นธรรม แต่ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะทำให้มีบรรทัดฐานที่เที่ยงตรงของ “ดุลพินิจ” ที่เสมอกันทุกคนได้ ดังนั้นจึงอาจกลายเป็นเรื่องของโชคชะตาของแต่ละคนที่จะเจอกับดุลพินิจแบบไหน

ผมจำได้ว่า ไม่นานมานี้เคยมีการเผยแพร่คลิปการพิพากษาคดีของผู้พิพากษาที่อเมริกา ที่ตัดสินคนทำผิดกฎหมาย แต่ด้วยเมตตาธรรมและมนุษยธรรมของผู้พิพากษานอกจากไม่เอาผิดแล้วยังช่วยจ่ายค่าปรับให้ด้วย จำไม่แม่นนะครับประมาณนี้ แต่นี่เป็นบทสะท้อนว่า เป็นเรื่องของโชคชะตาที่จำเลยคนนั้นได้เจอกับการใช้ “ดุลพินิจ” และเมตตาธรรมของผู้พิพากษาคนนั้น

แต่หลักเกณฑ์ในการใช้ “ดุลพินิจ” เพื่อให้เกิดการใช้ดุลพินิจให้เป็นบรรทัดฐานเดียวกันของมนุษย์นั้นไม่น่าจะเกิดขึ้นได้

แน่นอนล่ะแต่ละคดีอาจจะมีองค์ประกอบของพยานบุคคล หลักฐานและแวดล้อมที่แตกต่างกัน แต่มีไม่น้อยเลยที่เรามีข้อมูลว่า มีความเป็นมาคล้ายๆกัน แต่ผลการพิพากษาที่แตกต่างกันออกไป ไม่ได้หมายความว่า ความแตกต่างนี้จะผิดนะครับ อาจจะมีเหตุผลถึงองค์ประกอบที่แตกต่างกันอย่างที่ว่ามา แต่ต้องไม่ลืมว่า มันจะมีส่วนผสมของ “ดุลพินิจ” อยู่ด้วย

เมื่อ “ดุลพินิจ” ขึ้นอยู่กับบุคคลดังนั้น ไม่มีวันเลยที่ ทุกคนจะได้รับความเท่าเทียมกันบรรทัดฐานเดียวกัน

แต่อย่าลืมว่า หลักการสำคัญของกระบวนการยุติธรรมนั้นต้องมีมาตรฐานเดียว แต่ถามว่าการที่ผู้พิพากษา3ศาลต้น อุทธรณ์ ฎีกามีผลการตัดสินไม่เหมือนกันนั้นเกิดจากอะไรครับ ถ้ามีมาตรฐานเดียวกันก็ต้องตัดสินมาเหมือนกันสิยกเว้นว่ามีหลักฐานใหม่มาเพิ่มเติม นั่นแสดงว่า การตัดสินนั้นมี “ทัศนคติ” ของผู้พิพากษาเจือปนอยู่ด้วย ทำให้การ “วินิจฉัยคดี” ออกมาไม่เหมือนกัน นั่นแปลว่าเราไม่ได้ตัดสินผิดถูกกันด้วยกฎหมาย 100% แต่เราตัดสินด้วย “ดุลพินิจ” ของบุคคลที่ไม่มีวันจะเหมือนกันได้อย่างสมบูรณ์ เราทำให้การชั่งน้ำหนักพยานของผู้พิพากษามีมาตรฐานเดียวกันได้ไหม แล้วอย่างนี้เราจะมีความยุติธรรมที่แท้จริงได้ไหม

อยากรู้เหมือนกันว่า จริงๆ แล้ว “ทัศนคติ” ของผู้พิพากษากับตัวบทกฎหมายนั้นจริงๆแล้วน้ำหนักอยู่ตรงไหนมากกว่ากัน เราบอกว่าผู้พิพากษาต้องดำรงไว้ซึ่งความเป็นกลางและความเป็นอิสระในการพิจารณาพิพากษาคดี ไม่ว่าตัดสินออกมาอย่างไรก็บอกว่าได้ยึดหลักแห่งความเป็นกลางแล้ว แต่ไม่มีใครพูดถึงแล้วความสามารถในการชั่งน้ำหนักพยานและการวินิจฉัยนั้นเราทำให้เท่าเทียมกันได้ไหม คำตอบก็คือไม่มีทางที่จะทำให้มนุษย์มีการประมวลผลที่คงที่ในเรื่องเดียวกันได้

ส่วนตัวผมคิดว่าความยุติธรรมมันควรเป็นวิทยาศาสตร์ที่มากกว่าการให้เหตุผลในเชิงตรรกศาสตร์

ดังนั้นในยุคที่เกิดกระบวนการ Disruptive Technology และปัญญาประดิษฐ์ Artificial Intelligence(AI) กำลังเข้ามามีบทบาทมีใครคิดเหมือนผมว่า ถ้าอย่างนี้เราใช้ปัญญาประดิษฐ์ มาตัดสินแทนมนุษย์ดีไหม เพราะมันไม่มีความรู้สึก รัก โลภ โกรธ หลง และสามารถประมวลผลได้อย่างคงที่

แน่นอนว่า สิ่งที่ AI ไม่มีก็คือ คุณธรรม เมตตาธรรมที่เล่าเรื่องผู้พิพากษาอเมริกาที่เราเห็นในคลิปข้างบน มันก็ต้องชั่งว่ามันจะคุ้มค่ากันไหม

ที่ตามมาคือ เมื่อเรายึดหลักการพิสูจน์จนสิ้นความสงสัยตามสมควร หรือยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลย หรือยึดมั่นในคำว่า ปล่อยคนผิดร้อยคนดีกว่าจับผู้บริสุทธิ์คนเดียวมาลงโทษ

มันมีคำถามนะครับว่า เราพิพากษาไม่ว่าถูกหรือผิดแบบใช้เสียงข้างมาก หรือลูกได้เสียแบบฟุตบอลได้ไหม
สมมตินะครับว่า องค์คณะมี 3 คน หรือมี 9 คน ก็ตามแต่ แต่ทุกคนที่นั่งพิจารณาคดีนั้นได้รับข้อมูลหลักฐานที่เท่ากัน ใช้กฎหมายเดียวกัน ถ้า เสียงข้างมากบอกว่าผิด ทำไมจึงมีความผิด เราวัดผลแบบนั้นได้เหรอ ผลต่างนั้นเกิดจากอะไร เกิดจากดุลพินิจใช่ไหม

แล้วเมื่อมีเสียงที่บอกว่าไม่ผิดหรือเห็นต่าง ผมเลยสงสัยว่า ทำไมมันถึงไม่เข้าหลักพิสูจน์จนสิ้นความสงสัยตามสมควร หรือยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลย

เมื่อมีคนที่มีความรู้ทางกฎหมายที่ดีมีพยานหลักฐานที่เท่ากันบอกว่าไม่ผิด

ผมจึงสงสัยในหลักเสียงข้างมาก แม้ว่าจะมีพระธรรมนูญศาลยุติธรรมกำกับไว้ก็ตาม

หรือแม้การมี 3 ศาล ชั้นต้น ชั้นอุทธรณ์ ชั้นฎีกา ถ้าชั้นต้นบอกไม่ผิด อุทธรณ์บอกว่าไม่ผิด แต่ศาลฎีกาบอกว่า ผิด อันนี้ มันก็กลายเป็นเรื่องของดุลพินิจที่แตกต่าง ประสบการณ์ความรู้ที่แตกต่างหรือไม่ เพราะการฟ้องก็เป็นข้อเท็จจริงที่ยกมาต่อสู้ในชั้นต้นและอุทธรณ์ แม้ว่าศาลฎีกามีอำนาจยกปัญหาข้อกฎหมายที่คู่ความมิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาในศาลล่างขึ้นมาวินิจฉัยได้ก็ตาม

ถ้าวัดกันแบบฟุตบอล ศาลต้นชนะ อุทธรณ์ชนะ ฎีกาแพ้มันก็ต้องชนะ 2-1สิ ศาลต้นมีองค์คณะ 2คน อุทธรณ์มี 3คน ฎีกามี 3คน แต่ถ้าชั้นฎีกาอาจจะเปลี่ยนผลคำพิพากษาได้มันก็ควรไม่มีข้อห้ามฎีกาในทุกกรณีไม่ใช่หรือ

ประเด็นต่อมา ผมถามว่า หลักของรัฐธรรมนูญมาตรา 29 วรรค 2-3 ที่ว่า

ในคดีอาญา ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิด และก่อนมีคำพิพากษาอันถึงที่สุดแสดงว่าบุคคลใดได้กระทำความผิด จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำความผิดมิได้

การควบคุมหรือคุมขังผู้ต้องหาหรือจำเลยให้กระทำได้เพียงเท่าที่จำเป็น เพื่อป้องกันมิให้มีการหลบหนี

คำถามว่า บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญในมาตรานี้ ได้รับการปฏิบัติไหม

เราจะเห็นนะครับว่า คดีคล้ายกันมีดุลพินิจในการให้ประกันตัวที่ต่างกัน

จริงแล้วผมคิดว่า โดยหลักของรัฐธรรมนูญที่บอกว่า ในคดีอาญา ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิด และก่อนมีคำพิพากษาอันถึงที่สุดแสดงว่าบุคคลใดได้กระทำความผิด จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำความผิดมิได้ มันก็ไม่ควรมีใครต้องประกันตัวเลย เพราะการประกันตัวมันเกิดความไม่เท่าเทียมกันระหว่างคนรวยกับคนจน

มีผู้ถูกกล่าวหาจำนวนมากนะครับติดคุกเพราะไม่มีเงินประกัน และสุดท้ายศาลตัดสินให้ไม่มีความผิด แต่เอาเถอะเมื่อวรรคต่อมาของมาตรานี้บอกว่า “การควบคุมหรือคุมขังผู้ต้องหาหรือจำเลยให้กระทำได้เพียงเท่าที่จำเป็น เพื่อป้องกันมิให้มีการหลบหนี” ถามว่า “กระทำได้เพียงเท่าที่จำเป็น” นั้น การเอาตัวไปขังในเรือนจำที่ควบคุมตัวนักโทษ เมื่อวิเคราะห์จากถ้อยคำที่รัฐธรรมนูญบอกว่า “ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิด”นั้น มัน“เกินจำเป็นไหม”

อย่าบอกนะครับว่า ไม่มีสถานที่เพียงพอจึงเอาไปฝากขังกับกรมราชทัณฑ์ร่วมกับผู้กระทำผิดไปก่อน

ผมทราบนะครับว่า ปัจจุบันได้มีกองทุนยุติธรรมจากกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ในการช่วยเหลือคนยากจนที่ไม่มีเงินประกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีและน่าชมเชย แต่ผมคิดว่า มาตรการนี้ยังไม่น่าจะทั่วถึง สำคัญที่สุดคือคำถามว่ามันต้องมีเงินประกันไหม เพราะนี่กลายเป็น “ความเหลื่อมล้ำ” ที่ได้รับการรับรองโดยรัฐและกระบวนการยุติธรรม

มีคนบอกว่า ถ้าไม่มีเงินประกันก็หนีกัน แต่ถามว่า มันตรงตามที่กฎหมายบอกว่า ให้กระทำได้เพียงเท่าที่จำเป็น เพื่อป้องกันมิให้มีการหลบหนีไหม แล้วที่เอาเงินไปวาง ถ้าเขาร่ำรวยคิดว่าเขาจะไม่หลบหนีเหรอ ซึ่งก็มีตัวอย่างให้เห็นกันอยู่แล้ว

ผมทราบนะครับว่า ในกรณีที่จำเลยไม่ผิดแต่ถูกคุมขังระหว่างพิจารณาคดี จะมีค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายต่างๆ ให้ เช่น ค่าขาดประโยชน์ทำมาหาได้ ก็จะได้รับเป็นเงินในอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ได้รับค่าทดแทนการถูกคุมขังวันละ 500 บาท หรือถ้าเจ็บป่วยจากการตกเป็นจำเลย ก็จะได้รับค่ารักษาพยาบาลตามจริง แต่ไม่เกิน 40,000 บาท หรือถ้าเสียชีวิตจากการตกเป็นจำเลยไม่ผิด ก็จะได้ค่าทดแทนหนึ่งแสนบาท ได้ค่าจัดการศพอีกสองหมื่นบาท หรือถ้าลูกไม่มีคนอุปการะเลี้ยงดู ก็จะได้ค่าทดแทนไม่เกินสี่หมื่นบาท

แต่ถามว่า เงินเหล่านี้มันทดแทนได้กับสิ่งที่สูญเสียไปไหม

นี่เป็นความเห็นของผมต่อกระบวนการยุติธรรมในฐานะคนธรรมดานะครับ ข้อความทั้งหมดไม่ได้มุ่งเน้นต่อบุคคลและองค์กรดังที่กล่าวข้างต้น แต่มองเห็นว่านี่คือปัญหาหนึ่งของความยุติธรรมที่ไม่เสมอกันในบ้านเรา

ติดตามผู้เขียนได้ที่ https://www.facebook.com/surawich.verawan


กำลังโหลดความคิดเห็น...