xs
xsm
sm
md
lg

อุบัติเหตุบนถนนทำคนตายเยอะ

เผยแพร่:   โดย: โสภณ องค์การณ์


ย่างเข้าใกล้เทศกาลฉลองส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ คนเดินทางกลับภูมิลำเนาและท่องเที่ยวไปต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ ช่วงเดียวกัน ก็เป็นวาระของการนับตัวเลขผู้บาดเจ็บ พิการ และเสียชีวิตจากปัญหาอุบัติเหตุ แต่ละปีรวมกันหลายพันคน

เป็นความสูญเสียชีวิต ทรัพย์สินและปัญหาต่อเนื่องถึงเศรษฐกิจ สังคม เมื่อเหยื่อของอุบัติเหตุต้องได้รับการเยียวยา พาหนะที่เกี่ยวข้องต้องซ่อมแซม จัดซื้อใหม่ เป็นภาระของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ โรงพยาบาล ตำรวจ อัยการ ศาล รวมทั้งพระสงฆ์ สัปเหร่องานศพ

มองในด้านบวก ผู้ผลิตยา โรงพยาบาล ร้านจำหน่ายอาหารรับจัดงานเลี้ยง สินค้า ของที่ระลึก พวงหรีด ดอกไม้ แขนขาเทียม ก็มีส่วนได้โดยตรง เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจอีกแบบหนึ่ง เป็นสภาวะธรรมชาติในการรักษาสมดุล ไม่ให้ประชากรล้นโลกเร็วเกินไป

ยุคทันสมัย มียารักษาโรค อาหารเสริม นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ในการยืดอายุของคน อุบัติเหตุ โรคภัยไข้เจ็บต่างๆ คือ ทางเลือกของธรรมชาติจัดสรร จากเคราะห์หามยามร้าย ความประมาทของคน ความบกพร่องของพาหนะ พื้นผิวถนน สภาพอากาศ

ว่ากันแบบไทยๆ คนเราเมื่อถึงคราวตาย ก็ต้องตาย เลี่ยงไม่ได้ ไม้จิ้มฟันแทงเหงือกดันเสือกตาย หรืออะไรทำนองนั้น แต่อุบัติเหตุในประเทศไทยติดอันดับโลก ว่ากันว่าครองแชมป์อันดับหนึ่งแบบไร้คู่แข่ง ตายกันเยอะทุกวันจากอุบัติเหตุบนท้องถนน

ผู้สื่อข่าวซีเอ็นเอ็น นาโอมิ โทมัส มีรายข่าวอิงสถิติขององค์การอนามัยโลก สะท้อนให้เห็นตัวเลขที่ยังไม่เป็นที่น่าพอใจ และเป็นปัญหาในประเทศพัฒนาและกำลังพัฒนา

มาดูตัวเลขระดับโลกกัน ในด้านการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุเกี่ยวโยงกับการสัญจรโดยยานพาหนะ ในปี 2016 มียอดสูงถึง 1.35 ล้านคนทั่วโลก นั่นเป็นรายงานประจำปี 2018 ขององค์การอนามัยโลกว่าด้วยสถานภาพด้านความปลอดภัยบนท้องถนน

“การตายจากอุบัติเหตุด้านจราจรเป็นอันดับ 8 ของสาเหตุการเสียชีวิต มีตัวเลขสูงกว่าคนตายด้วยการติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ และวัณโรค แต่มักได้รับความสนใจ หรือคนให้ความสำคัญเท่าที่ควร ทั้งๆ ที่เป็นโอกาสจำเป็นที่จะสงวนรักษาชีวิตของคนในโลก...”

นั่นเป็นคำประกาศในคำนำของรายงานโดยนายไมเคิล บลูมเบิร์ก อดีตนายกเทศมนตรีมหานครนิวยอร์ก และเป็นทูตขององค์การอนามัยโลกในด้านโรคไม่ติดต่อและการบาดเจ็บซึ่งมองว่าสภาวะโดยรวมดูดีขึ้น แต่ยังไม่กระเตื้องขึ้นมากนัก

เป้าหมายขององค์การอนามัยโลกคือต้องการลดจำนวนอุบัติเหตุบนท้องถนนให้เหลือครึ่งหนึ่งของที่เป็นอยู่ในช่วงปี 2016 ถึง 2020 การเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนเป็นเหตุหลักของกลุ่มเยาวชนและคนทั่วโลก ช่วงอายุ 5 ถึง 29 ปี ซึ่งอยู่ในวัยห้าว

ตัวเลขผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนเพิ่มขึ้นก็จริง อัตราที่เพิ่มยังน้อยกว่าอัตราการเพิ่มขนาดประชากรของโลกซึ่งดูแล้วค่อนข้างเสถียร และตัวเลขคนตายน้อยลงเมื่อเทียบกับการเพิ่มของตัวเลขยานยนต์ทั่วโลก ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

รายงานขององค์การอนามัยโลกระบุว่า “ง่วงแล้วขับ” เป็นเหตุของการเกิดอุบัติเหตุถึง 10 เปอร์เซ็นต์ของทั้งหมด และในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา ตัวเลขผู้เสียชีวิตอยู่ที่ 18 คนต่อประชากร 1 แสนคน มีความเสี่ยงต่างกันขึ้นอยู่กับภูมิภาคและภาวะเศรษฐกิจ

ในประเทศที่คนมีรายได้น้อย มีความเสี่ยงที่จะประสบอุบัติเหตุมากกว่าคนในประเทศที่มีรายได้สูงถึง 3 เท่าตัว ที่น่าสนใจคือ แม้ในประเทศยากจนมีจำนวนยานยนต์เพียง 1 เปอร์เซ็นต์ของทั้งโลก ตัวเลขของผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุกลับสูงถึง 13 เปอร์เซ็นต์

ประเทศที่มีรายได้ปานกลางและรายได้สูงประสบความสำเร็จมากกว่าในการลดจำนวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนน ช่วงปี 2013-2016 ตัวเลขลดลงมากถึง 48 เปอร์เซ็นต์ในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางและสูง แต่ตัวเลขไม่ลดในประเทศยากจน

ตัวเลขการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุลดลงมากในทวีปอเมริกาและยุโรป อยู่ที่ 15.6 และ 9.3 ตามลำดับ ต่อประชากร 1 แสนคน ส่วนตัวเลขสูงสุดอยู่ในแอฟริกา และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อยู่ที่ 26.6 และ 20.7 ตามลำดับต่อประชากร 1 แสนคน เช่นกัน

รายงานระบุว่าจำนวนมากกว่าครึ่งของผู้เสียชีวิตล้วนเป็นผู้อยู่ในกลุ่มเสี่ยง เช่นคนเดินถนน คนขับขี่จักรยาน และจักรยานยนต์ มองในระดับโลก 29 เปอร์เซ็นต์คือผู้ใช้รถยนต์ 28 เปอร์เซ็นต์คือผู้ใช้ยานพาหนะ 2 และ 3 ล้อ 26 เปอร์เซ็นต์คือผู้เดินและขี่จักรยาน ที่เหลืออีก 17 เปอร์เซ็นต์เป็นกลุ่มเหยื่อซึ่งไม่ถูกระบุประเภทการใช้รถและถนน

ในจำนวน 175 ประเทศทั่วโลกที่อยู่ในรายงาน มี 140 ประเทศได้ประกาศยุทธศาสตร์ด้านความปลอดภัยบนท้องถนน และ 132 ประเทศได้รับเงินสนับสนุน และ 123 ประเทศมีกฎหมายบ่งชี้ถึงปัจจัยและพฤติกรรมเสี่ยง 5 อย่างที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุได้

นั่นคือด้านความเร็ว เมาแล้วขับ ไม่สวมหมวกนิรภัยเมื่อขับขี่จักรยานยนต์ ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย และไม่ใช้อุปกรณ์สำหรับเด็กโดยเฉพาะ และประชากร 90 เปอร์เซ็นต์ทั่วโลกอยู่ในประเทศที่มีการจำกัดความเร็วของยานยนต์ ซึ่งมีทั้งสิ้น 169 ประเทศ

แต่มีเพียง 46 ประเทศที่อยู่ในระดับมาตรฐานดีที่สุดที่ควรจะเป็น ซึ่งโดยทั่วไปมีการบังคับใช้กฎหมายจำกัดความเร็วของยานยนต์อยู่ที่ 50 กม.ต่อชั่วโมงในเขตเมือง ตั้งแต่ปี 2014 จำนวนประเทศที่ได้ใช้มาตรฐานกฎหมายห้ามเมาแล้วขับเพิ่มขึ้น 10 เท่า

รายงานยังระบุประเด็นอื่นๆ เช่นการไม่ได้ผลในการบังคับให้ผู้ขับขี่สวมหมวกนิรภัย ประเทศที่ยังไม่เข้ามาตรฐานในด้านการใช้เข็มขัดนิรภัย มีหลายประเทศอยู่ในระหว่างปรับเปลี่ยนกฎหมายเกี่ยวกับการใช้อุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยของเด็ก สภาพของถนน

สำคัญที่สุดคือวินัย ความพร้อมของผู้ใช้รถใช้ถนน ยานยนต์ ปัจจัยแวดล้อมต่างๆ