xs
xsm
sm
md
lg

พลังเศรษฐกิจชนิดใหม่ของจีน

เผยแพร่:   โดย: ทับทิม พญาไท

นายMatthias Lomas นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส
ขณะที่ “สงครามการค้า” ระหว่างคุณพ่ออเมริกากับคุณพี่จีน...กำลังอยู่ในช่วง “พักรบชั่วคราว” หลังจาก “ทรัมป์บ้า” ผู้นำอเมริกา และ “สีทนได้” ผู้นำจีน ได้มีโอกาสลูบหลัง ลูบไหล่กันในเวทีประชุม G-20 เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา คงต้องถือโอกาสหันมาใคร่ครวญพิจารณาถึงศักยภาพของ “เศรษฐกิจจีน” เค้าดูสักหน่อย ว่าจะมีแรงฟัด แรงเหวี่ยง จะสามารถยืนระยะไปได้ถึงระดับไหน ถ้าหากต้อง “ยิงกันต่อ” กับคุณพ่ออเมริกา หลังระยะ 90 วัน ของการหยุดยิงชั่วคราวได้ผ่านพ้นไปแล้ว...

โดยอันที่จริง...เรื่องราวทำนองนี้ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจบางราย อย่างเช่นที่ปรึกษาการวิจัยและการตลาดของหน่วยงานที่มีชื่อเรียกขานกันในนาม “Euromonitor International” ชื่อว่า “นายMatthias Lomas” เขาเคยได้เขียน ได้ร่ายยาว ไว้ในข้อเขียนเรื่อง “Chinese Consumers Will Change the Global Economy” หรือ “ผู้บริโภคชาวจีนจะกลายเป็นผู้เปลี่ยนโฉมหน้าเศรษฐกิจโลก” อะไรประมาณนั้น ในเว็บไซต์ “The Diplomat Magazine” ตั้งแต่เมื่อเดือนเมษายน ปีที่แล้วซึ่งต้องถือเป็นข้อเขียน บทความที่น่าคิด น่าสะกิดใจเอามากๆ เพราะได้สะท้อนภาพให้เห็นถึง “พลังอำนาจ” บางอย่างของจีน ที่มากไปกว่าเรื่องของการลงทุน การส่งออกสินค้าราคาถูก หรือความสามารถในการลดต้นทุนการผลิตสินค้าด้วยแรงงานราคาถูก ฯลฯ อันเคยเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจจีน ให้โตอย่างชนิดมหัศจอรอหันการันยอ มาในตลอดช่วงระยะไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา...

แต่มาถึง ณ ขณะนี้...สิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญอย่าง “นายMatthias Lomas” เขาค่อนข้างให้ความสำคัญเอามากๆ ระดับถือเป็นพลังที่สามารถ “เปลี่ยนโฉมหน้าของเศรษฐกิจโลก” เอาเลยถึงขั้นนั้น ก็คือ “พลังแห่งการบริโภค” ของบรรดาผู้บริโภคชาวจีนทั้งหลายนั่นเอง ที่ว่ากันว่า...คงไม่เกินปี ค.ศ. 2020 บรรดาผู้บริโภคซึ่งมีรายได้ครัวเรือนไม่ต่ำกว่า 16,000-34,000 ดอลลาร์ต่อปี จะอุบัติขึ้นมาในประเทศจีนไม่น้อยกว่า 400 ล้านคนขึ้นไป และด้วยการใช้จ่ายของบรรดาผู้บริโภคเหล่านี้นี่แหละ ที่จะกลายเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจจีน รวมทั้งเศรษฐกิจของโลกทั้งโลก ชนิดแทบไม่ต้องเสียเวลาไปสนใจว่า GDP ของจีน จะโตเร็ว โตช้า หรือโตไปถึงจุดไหน เพราะการกิน การอยู่ การใช้จ่ายของคนจีนยุคใหม่ ที่ได้กลายเป็น “คนชั้นกลาง” นับจำนวนร้อยๆ ล้านคน ย่อมต้องส่งผลให้อะไรต่อมิอะไรโตซะยิ่งกว่า “โตโยต้า” เอาเลยก็ว่าได้...

โดยเฉพาะเมื่อบรรดาผู้บริโภคเหล่านี้ ออกจะผิดแผกแตกต่างไปจากบรรดาผู้บริโภคในที่อื่นๆ หรือใน “ประเทศที่พัฒนาแล้ว” อยู่พอสมควร ดังที่นักวิจัยของ “Euromonitor” ชื่อว่า “Sarah Boumphrey” เธอให้คำอธิบายไว้ว่า... “ด้วยเหตุเพราะจีนยังเป็นตลาดที่ยังไม่ได้รับการบ่มให้สุกเต็มที่ ดังนั้น...แม้ว่า GDP ของประเทศจะโตช้าลง แต่การใช้จ่ายเพื่อสนองความต้องการของผู้บริโภคกลับยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และจะโตขึ้นๆ มากเสียยิ่งกว่าการใช้จ่ายของผู้บริโภคในประเทศที่พัฒนาแล้ว” หรือออกไปทางประเภท “คนป่ามีปืน” อะไรประมาณนั้น ไม่ว่าการกินแหลก ใช้แหลก ที่ค่อยๆ เปลี่ยนไปเป็นการกินอย่างวิลิศมาหรา กินอย่างมีคุณค่า การเริ่มหันไปหาสินค้าแบรนด์เนม สินค้าที่มีรสนิยมในแต่ละลักษณะ ไปจนถึงการหันไปกินอาหารชีวจิตโน่นเลย ฯลฯ ล้วนทำให้การบริโภคของผู้บริโภคชาวจีน กลายเป็น “ตลาดระดับมหึมา” ที่รองรับสินค้าต่างๆ ทั่วทั้งโลก ชนิดถึงกับมีการประมาณการเอาไว้ว่า ภายในปี ค.ศ. 2030 จีนจะกลายเป็น “ตลาดที่ใหญ่ที่สุด” ของสินค้าส่งออกในหมู่ประเทศต่างๆ ไม่น้อยกว่า 43 ประเทศ โดยผู้บริโภคซึ่งเคยกินแหลก ใช้แหลก หรือเคยมีรสนิยมใดๆ ก็แล้วแต่ อย่างผู้บริโภคชาวอเมริกันนั้นจะเป็นได้แค่ตลาดที่ใหญ่ที่สุด ของประเทศเพียงแค่ 32 ประเทศเท่านั้น...

ยิ่งเป็นผู้บริโภคประเภท “นักท่องเที่ยวชาวจีน” ก็แทบไม่ต้องเสียเวลาพูดถึง...แค่เริ่มรู้สึกหงุดหงิด รำคาญกับคำให้สัมภาษณ์ของรองนายกรัฐมนตรีบ้านเราเท่านั้น “ตลาดท่องเที่ยว” ประเทศไทยก็แทบ “เดี้ยง” ไปเป็นแถบๆ ไม่ต่างไปจากบรรดาประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ญี่ปุ่น เกาหลี อินเดีย ที่ต้องปรับตัว ปรับสภาพ รองรับ “นักท่องเที่ยวชาวจีน” อย่างมิอาจหลีกเลี่ยงและปฏิเสธ ไปจนถึงยุโรป และแม้แต่กระทั่งอเมริกา ที่เฉพาะแค่เดือนพฤษภาคมเดือนเดียว ในปี ค.ศ. 2014 กลายเป็นตลาดรองรับกรุ๊ปทัวร์ของนักท่องเที่ยวชาวจีน จำนวนถึง 7,000 กรุ๊ป ใช้เที่ยวบินถึง 86 เที่ยวบิน เข้าพักในโรงแรมถึง 261 โรงแรม ณ นครลอสแองเจลิส ฯลฯ ทำรายได้และก่อให้เกิดการจ้างงานของชาวอเมริกันไม่รู้กี่ต่อกี่ตำแหน่ง โดยไม่จำเป็นต้องสนใจว่า “อเมริกามาก่อน” หรือ “จีนมาก่อน” เอาเลยก็ยังได้ หรือแม้แต่ผู้บริโภคประเภท “นักศึกษาชาวจีน” ที่มีจำนวนมากเป็นอันดับ 3 ของนักศึกษานานาชาติในอเมริกาไปแล้วในทุกวันนี้ แถมยังพร้อมควักเงินมาใช้จ่ายไม่น้อยกว่า 9.8 พันล้านดอลลาร์ ในช่วงภาคการศึกษาปี ค.ศ. 2014-2015 ตามสถิติข้อมูลที่สถาบัน “Institute of International Education” ได้รวบรวมเอาไว้...

นั่นยังไม่รวมไปถึงบรรดาผู้บริโภคประเภท “ผู้สูงอายุ” ในเมืองจีน...ที่คาดๆ กันว่า น่าจะมีผู้มีอายุเกินกว่า 60 ปี ไม่น้อยกว่า 345 ล้านคนขึ้นไป ภายในปี ค.ศ. 2030 และด้วยระบบดูแลสุขภาพของจีนที่ยังไม่สมบูรณ์เพียงพอ แม้ว่ารัฐบาลจะอัดฉีดค่าใช้จ่ายในด้านนี้เพิ่มขึ้นไปเป็น 7-7.5 เปอร์เซ็นต์ของ GDP แต่ภายใต้ช่องว่างที่ยังมิอาจเติมเต็มได้แบบถนัดถนี่ ชนิดชาวจีนบางรายที่รู้ตัวว่าเป็น “มะเร็ง” พร้อมที่จะจับเครื่องบินไปรักษาตัวเองที่สิงคโปร์ หรือลอนดอน ได้ทุกเมื่อ ด้วยช่องว่างเหล่านี้นี่เอง...ที่ทำให้คาดกันว่าจีนจะกลายเป็น “ตลาดการดูแลรักษาสุขภาพและยารักษาโรค” ที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลกภายในปี ค.ศ. 2020 และจะกลายเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับหนึ่งในอีกไม่นาน-ไม่ช้า ถึงขั้นส่งผลให้บริษัทสิงคโปร์ ของนายกรัฐมนตรี “หลี เซียนหลุง” ผู้เคยเตือนๆชาวอาเซียนทั้งหลายว่าอาจต้องเลือกข้างจีน ข้างอเมริกา ในอีกไม่นานนับจากนี้ อย่างเช่นบริษัท “Singapore’s Perennial Real Estate Holding” ต้องตัดสินใจ “เลือก” ไปลงทุนสร้างศูนย์ดูแลด้านสุขภาพ และขยายสาขาออกไปถึง 20-40 สาขาในเมืองจีนอยู่ในทุกวันนี้...

การเติบโตอย่างรวดเร็วของคนชั้นกลาง และบรรดาผู้บริโภคในจีนนี่เอง...ที่ได้กลายเป็น “พลังเศรษฐกิจชนิดใหม่” ซึ่งผู้เชี่ยวชาญอย่าง “นายMatthias Lomas” ท่านเห็นว่า ต้องนำมาแยกพิจารณาอย่างเป็นอิสระจากระบบเศรษฐกิจโดยทั่วไปของจีน เพราะเป็นพลังที่มีความเติบโตแบบต่อเนื่อง ไม่ได้ขึ้นๆ-ลงๆ ชะลอตัว หรือลดการขยายตัวแบบการเติบโตของ GDP ในยุคก่อนๆ อีกทั้งยังทำให้บรรดาบริษัทธุรกิจระดับทั่วทั้งโลก ต่างต้องหันมาพยายามทำความเข้าใจกับตลาดในจีน และพฤติกรรมการบริโภคของผู้บริโภคชาวจีน ชนิดส่งผลให้ค่านิยม วัฒนธรรม ไปจนกระทั่ง “ภาษาจีน” ได้กลายเป็นภาษาที่ผู้ไม่ใช่ชาวจีน แต่สามารถพูดภาษาจีน มีจำนวนเพิ่มขึ้นทั่วโลกไม่น้อยกว่า 100 ล้านคนเข้าไปแล้ว ถึงขั้นบางประเทศเริ่มสอนภาษาจีนตั้งแต่ชั้นอนุบาลเอาเลยก็ยังมี สรุปรวมความแล้ว...เอาเป็นว่า ภายใต้สภาพความเป็นไปเช่นนี้จะทำให้คุณพ่ออเมริกาท่านยังอยากจะเปิดฉาก “สงครามการค้า” กับจีนอีกต่อไปหรือไม่ อย่างไร อันนั้น...คงขึ้นอยู่กับระดับ “ความบ้า” ที่ต้องไปวัดเอาเองก็แล้วกัน...


กำลังโหลดความคิดเห็น