xs
xsm
sm
md
lg

การตลาดของธนาธร กับหลุมฝังศพนักการเมือง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


“หนึ่งความคิด”
“สุรวิชช์ วีรวรรณ”

ถ้า ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นสินค้าตัวหนึ่งในทางตลาดการเมือง เขาเป็นสินค้าที่มี Value Proposition ที่น่าสนใจ เขาเป็นสินค้าใหม่ที่ไม่มีรอยบุบช้ำหรือมีตำหนิให้เห็นมาก่อน เมื่อเทียบกับสินค้าชนิดเดียวกันในท้องตลาดการเมือง

ด้วยรูปลักษณ์และแพคเกจจิ้งที่ทันสมัยทำให้สินค้าตัวนี้ติดตลาดอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะในหมู่คนรุ่นใหม่ที่ไม่เข้าใจความซับซ้อนของตลาดการเมืองมาก่อน

เขาเป็นลูกคนรวยที่สนใจคนจน เคยทำงานกับเอ็นจีโอช่วยเหลือคนจนและจบแล้วก็อยากไปทำงานช่วยเหลือคนยากจนในแอฟริกา เขาเป็นลูกนายทุนหมื่นล้านที่สนใจและอยากเป็นมาร์กซิสต์ เขาจ่ายเงินจำนวนมากเพื่ออุดหนุนการเคลื่อนไหวของสื่อที่เรียกตัวเองว่า “ฝ่ายก้าวหน้า” ซึ่งมีเป้าหมายทำลายล้างจารีตค่านิยมเก่าของสังคมไทย เป็นคนรวยที่ติดดินชอบใช้ชีวิตผจญภัยไปในโลกกว้าง

ธนาธรสร้าง Awareness ด้วยข้อความเชิญชวน วาทกรรมที่ผ่านออกจากตัวของธนาธรที่จะรื้อสร้างทำลายสิ่งต่างๆ ของคนรุ่นเก่าและความคร่ำครึของความเป็นองค์ประกอบที่รกรุงรังในชาตินั้นมันท้าทายจิตสำนึกกบฏของคนรุ่นใหม่ที่อึดอัดอยู่ภายใต้กรอบของครอบครัวโรงเรียนมหาวิทยาลัยหรือสถานที่ทำงาน และคนที่เริ่มมีอิสระทางความคิดการทลายจารีตของสังคมจึงเป็นเรื่องท้าทาย หลายคนจึงพากันตื่นเต้นเมื่อธนาธรบอกว่าจะทำสิ่งนั้นสิ่งนี้

ธรรมชาติของคนหนุ่มสาวก็คือความคิดกบฎ คนรุ่นใหม่คิดว่าธนาธรนี่แหละคือตัวแทนของพวกเขา สิ่งที่ผ่านมาผู้ใหญ่นั้นทำไม่ถูก ดังนั้นมันต้องเปลี่ยนแปลงจากความคิดของคนรุ่นเขา

ไม่มีใครคิดต่อว่า มันทำได้จริงๆไหม ถ้าทำได้แล้วจะส่งผลกระทบอะไรตามมา หรืออาจจะคิดว่า มันจะส่งผลอะไรก็ช่าง รื้อทุบทำลายมันเสียก่อน นับว่าธนาธรสามารถสร้าง Immersive Experience ให้กับลูกค้าที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของเขา สร้างความตื่นเต้นให้คนรุ่นใหม่เป่าปากซี้ดซ้าดว่า นี่แหละใช่เลย พวกคุณรุ่นเก่าที่ต่อต้านขัดขวางนั้นเพราะไม่ทันโลกไม่เข้าโลกยุคใหม่ที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป

ความแปลกใหม่ความแตกต่างของธนาธรกลายเป็น Viral ทางการเมืองที่โหมกระพือเข้าสู่กลางใจของคนรุ่นใหม่

ธนาธรสามารถสร้าง Engagement กับคนรุ่นใหม่ที่เป็นกลุ่มเป้าหมายให้เข้ามาติดตามสนับสนุนอย่างมาก และหลายคนกลายเป็นกระบอกเสียงที่ภักดีต่อธนาธรคอยโต้แย้งปกป้องเขาราวพระเจ้าองค์ใหม่ในความหมายเก่าที่พวกเขาชิงชังเกิดเป็น impression·ที่มาจากความหลงใหลเคลิบเคลิ้ม ผ่านความเห็นในโลกความจริงและความเห็นทะลักดาษดื่นหากเราเข้าไปเฝ้าติดตามในสื่อต่างๆ หรือในโลกเสมือนจริง

ส่วนคนอีกรุ่นเขาเคยมีประสบการณ์กับสินค้าที่มีรูปแบบคล้ายๆ กันมาแล้วในสมัยแรกที่เข้าสู่ตลาดการเมือง บทเรียนนั้นทำให้คนจำนวนมากจดจำว่าบางครั้งความสำเร็จในทางธุรกิจนั้นไม่ได้เป็นตัววัดผลที่ดีเมื่อคนๆ นั้นเข้าสู่ตลาดการเมืองก็อาจตั้งคำถามว่ามันใช่เหรอมันจะมาจากอีหรอบเดียวกันหรือเปล่า รวยแล้วไม่โกง แต่ไม่มีใครไปขวางคนรุ่นใหม่ให้เปลี่ยนความคิดได้ เพราะพวกเขากำลังพูดถึงการเปลี่ยนแปลงความคิดใหม่จะไปฟังพวกล้าหลังทำไม

คนอีกรุ่นจึงได้แต่พึมพำในใจว่า ความสำเร็จความร่ำรวยไม่ใช่ตัวชี้วัด หรือคุณสมบัติที่ดีจะตอบสนองผลลัพธ์ที่ดีทางการเมืองได้

เมื่อระยะเวลาผ่านมาระยะหนึ่ง ธนาธรก็เหมือนกับสินค้าทั่วไปที่จะถูกพิสูจน์ด้วยเนื้อหาที่แท้จริงว่าจะยืนระยะอยู่ได้หรือไม่หรือเป็นเพียง Viralที่ผ่านมาแล้วผ่านไป แน่นอนจะถูกพิสูจน์ด้วยเนื้อหาหรือ Content ·ถ้อยคำที่ผ่านออกมาจากความคิดและการแสดงออกของธนาธรจะถูกพิสูจน์คุณค่าที่แท้จริงของมัน

จะเห็นว่า เมื่อเขามาเป็นนักการเมืองหรือเข้ามาอยู่ในตลาดการเมืองระยะหนึ่งแล้ว เขาจะมีความระมัดระวังความคิดมากขึ้น ต่างๆ จากที่เขาเคยให้สัมภาษณ์หรือพูดไว้ก่อนหน้าที่จะเข้าสู่การเมือง และลดท่าทีของความแข็งกร้าวลงมาหากว่าสิ่งเหล่านั้นจะกระทบต่อฐานเสียงซึ่งเป็นคุณค่าที่สำคัญของนักการเมือง

การยืนหยัดอุดมการณ์แบบเถรตรงชนดะนั้นใช้ไม่ได้กับการเมือง ธนาธรและพรรคของเขาก็เรียนรู้อย่างรวดเร็ว ว่า กลุ่มเป้าหมายของเขาเป็นคนรุ่นใหม่ที่พร้อมจะเปลี่ยนแปลงความคิดได้ช่วยข้ามคืนหากถูกขัดใจ เมื่อเกิดเรื่องคนพวกเดียวกันไปวิจารณ์เฌอปราง แห่ง BKK48 ว่ารับใช้เผด็จการ จนสร้างความไม่พอใจให้กับโอตะที่เป็นรุ่นใหม่ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายของธนาธร

พวกเขารู้ทันทีว่า ระหว่างรักษาอุดมการณ์แบบแข็งทื่ออาจจะทำให้เสียลูกค้า เขาเลยยอมลดทอนอุดมการณ์ที่เคยแข็งกร้าวมาตลอดในการไม่คบหากับเผด็จการทุกรูปแบบด้วยการออกมาปกป้องสิทธิของเฌอปราง จึงเกิดเป็นศึกภายในของฝ่ายลิเบอรัลห้ำหั่นและบอกศาลาแก่กัน ต้องอย่าลืมธนาธรเป็นนักธุรกิจมาก่อนเขาต้องเลือกอยู่แล้วว่าเลือกข้างไหนที่มีกำไรมากกว่า

ในฐานะพ่อค้าเขารู้ว่า ความนิยมหรือความภักดีอย่างเดียวไม่พอ มันต้องตอบสนองด้วยดอกผลทางธุรกิจด้วย ในฐานะนักการเมืองแม้จะเป็นมือใหม่หัดขับเขารู้ว่า ความชื่นชมเอาใจใครเพื่อปกป้องอุดมการณ์นั้นถ้ามันต้องเสียคะแนนข้างมากไปไม่ใช่สิ่งที่ควรแลก เสียงของคนรุ่นใหม่ที่จะไปลงในคูหาเลือกตั้งมีค่ามากกว่านักประชาธิปไตยฮาร์ดคอร์ไม่กี่คน จะไปทำตัวแข็งกร้าวโดยไม่สนใจแวดล้อมหรือคิดว่าไม่มอบกราบพระเจ้าองค์ไหนคงทำไม่ได้ในทางการเมือง

นั่นเป็นกลไกหนึ่งของการตลาดคือมี Ideationที่ปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีในการทำการตลาด แต่ในทางการเมืองก็คือ การไม่มีจุดยืนนั่นเอง

เมื่อเขาถูกผู้สื่อข่าวบีบีซีถามว่า เขายังมีความคิดเรื่อง มาตรา 112 หรือเปล่า เขาบอกว่า ไม่ใช่ข้อเสนอของเขา เมื่อถามว่าถ้าในพรรคเสนอให้แก้ไขเขาจะมีท่าทีอย่างไร เขาไม่ตอบ แต่ย้ำว่า ไม่ใช่ข้อเสนอของเขา แต่ถ้าจะเสนอให้แก้ก็เป็นเรื่องของมติพรรค จะเห็นว่า เขาไม่ก้าวร้าวฟันธงเดินหน้าชนเพื่อตอบสนองความคิดของตัวเอง แต่มีท่าทีและลีลาแบบนักการเมืองมากขึ้น

ฟังเหมือนเขาตอบฉลาดนะ แต่ถ้าถามพวกฮาร์คคอร์แบบสมศักดิ์ เจียมก็บอกไม่มีจุดยืน และเป็นฝ่ายบริภาษธนาธรและอนาคตใหม่อย่างรุนแรงก่อนจะล้มป่วย

เมื่อถูกถามว่า ค่าแรงขั้นต่ำมันน้อยไปไหม เขาเข้าใจดีว่า เงินค่าแรงขั้นต่ำนั้นไม่สามารถเลี้ยงดูชีวิตของคนทำงานและครอบครัวได้ แม้จะทำงานทั้งชีวิต เขาบอกว่า ต้องมีค่าแรงที่800-900 บาท คนที่ฟังตอนนี้ก็คิดในใจว่า บริษัทหมื่นล้านของเขาขึ้นค่าแรงให้คนอยู่รอดหรือคิดตามค่าแรงขั้นต่ำที่เขาคิดว่ามันต่ำเกินไป ยังชวนให้คิดประหวัดไปถึงเรื่องราวที่เขาปิดบริษัทบีบคนงานที่มาทวงโบนัส

แน่นอนล่ะโดยหลักของค่าแรงขั้นต่ำที่เป็นสากลนั้นค่าแรงของ1คนต้องสามารถเลี้ยงดูคนในครอบครัวได้ 3คน คือ พ่อแม่ลูก

แต่พอถามว่า เอกชนควรจะขึ้นค่าแรงเท่านั้นไหม เขาบอกว่า ไม่จำเป็นถ้ารัฐมีสวัสดิการที่ดีให้ประชาชน มีโรงเรียนที่เรียนฟรี เข้าถึงโรงพยาบาลที่ดี แต่น่าเสียดายเขาไม่ได้บอกว่า แล้วรัฐจะเอาเงินจากไหนมาทำรัฐสวัสดิการ อาจจะเพราะนักข่าวไม่ได้ถาม

เช่นเดียวกับที่ธนาธรมักพูดถึงความเท่าเทียมพูดถึงการลดความเหลื่อมล้ำ การกระจายอำนาจ และคำพูดสวยหรูที่พร่ำพรรณา แต่ไม่พูดในรายละเอียดว่า ถ้าทำอย่างนั้นต้องทำอย่างไรบ้างในเชิงรูปธรรม การถอนทหารออกจาก3จังหวัดภาคใต้ที่เป็นข้อเสนอของเขามีเหตุผลและคำอธิบายอย่างไรว่าจะลดความรุนแรงและความขัดแย้งได้จริง

หรือคำหรูว่า ไทย2เท่าของเขา คือไทยเท่าเทียมและเท่าทันโลกของเขานั้น ก็ไม่ได้อธิบายว่า มันจะเดินไปทางนั้นอย่างไร และอะไรเป็นอุปสรรคที่ทำให้ไทยจึงไม่สามารถก้าวไปข้างหน้าได้แบบประเทศที่พัฒนาแล้ว หรือที่เขาจะสร้างไฮเปอร์ลูปในประเทศไทย ฟังแล้วก็เคลิ้มได้นะถ้าเราติดตามอีลอน มัสถ์ที่พยายามสร้างนวัตกรรมนี้ เอ๊ะแต่ถามไหมว่า เราจะเดินทางด้วยความเร็วขนาดนั้นไปทำไม และมันจำเป็นไหม สักกี่ครั้งที่เราจำเป็นต้องเดินทางด้วยความเร็ว 1,200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

มนุษย์จะมีความสุนทรีย์เหลืออยู่ไหมหรือจะเป็นกลไกจักรกลของการผลิตอย่างเดียวแต่ในความหมายของคนรุ่นใหม่คือ ความทันสมัยล้ำยุค หรือกระทั่งความคิดที่ว่า รัฐไม่ควรส่งเสริมอุดหนุนศาสนา แน่นอนเขาหมายถึงการอุดหนุนศาสนาพุทธของรัฐไทยนั่นแหละ แม้จะพยายามพูดว่าทุกศาสนาก็ตาม แล้วการส่งเสริมอุดหนุนทุกศาสนามันไม่ดีอย่างไร หรือสำหรับคนรุ่นใหม่แล้วเรื่องศาสนาอะไรมันเป็นสิ่งที่น่าเบื่อนั่นเอง

เมื่อระยะเวลาผ่านไปคนที่ตั้งสติได้จึงเริ่มเห็นว่าการแสดงออกและความคิดของธนาธรเป็นเพียง Native Advertising ที่ถูกจับได้เพราะมันคงไม่สามารถรักษาความเนียนบดบังความจริงไว้ได้ตลอดไป

แต่ถามว่า สิ่งเหล่านี้จะส่งผลอะไรต่อธนาธรและพรรคของไหม ผมคิดว่าไม่หรอก แม้ว่าโพลล์ของทักษิณจะไม่ได้ให้ค่ากับพรรคของธนาธร แต่ผมเชื่อว่าเขาน่าจะได้คะแนนในระดับที่น่าพอใจและจะมีคนรุ่นเขาเข้าสภามาจำนวนไม่น้อย ซึ่งคุณค่ามันก็คือสังคมไทยจะได้ทดลองสิ่งใหม่และคนรุ่นใหม่จะได้ทดลองอุดมการณ์ของพวกเขากับความเป็นจริง ดีไม่ดีอนาคตจะเป็นคำตอบ

โลก ประเทศ สังคมเข้มแข็งกว่าจะให้ใครลากจูงโดยไม่ยินยอม ไม่มีอะไรเสียเปล่า เพราะเมื่อเวลาผ่านไปทุกการกระทำมันจะกลายเป็นบทเรียนที่มีคุณค่าเสมอ

ขอให้ธนาธรเป็นของจริงเถอะ เพราะการเมืองเป็นเรื่องของผลประโยชน์และอำนาจ เป็นหลุมฝังศพของนักอุดมการณ์จอมปลอมเสมอ
ติดตามผู้เขียนได้ที่ https://www.facebook.com/surawich.verawan




กำลังโหลดความคิดเห็น...