xs
xsm
sm
md
lg

ธรรมาภิบาลอันเสื่อมทรามของสถาบันอุดมศึกษาไทย

เผยแพร่:   โดย: ผศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์
สาขาวิชาวิทยาการประกันภัยและการบริหารความเสี่ยง
ผู้อำนวยการหลักสูตร Ph.D. และ M.Sc. (Business Analytics and Data Science)
คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์


ธรรมาภิบาลอันเสื่อมทรามในสถาบันอุดมศึกษานั้นเกิดจากผลประโยชน์ทับซ้อนในมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะการเกาหลังกันเองในการสรรหาอธิการบดี/กรรมการสภามหาวิทยาลัย ดังแสดงในรูปด้านล่างนี้

อธิการบดีหรือผู้วางแผนจะเป็นอธิการบดี มักจะเป็นผู้บริหารชุดเดิม ที่เตรียมจะสืบทอดอำนาจ จึงต้องมีการ lobby กรรมการสรรหากรรมการสภามหาวิทยาลัยเพื่อให้เลือกกรรมการสภามหาวิทยาลัยที่เป็นพวกของตน โดย บางสถาบันอธิการบดีใช้วิธีการโทรศัพท์บอกเจ้าหน้าที่/อาจารย์ให้เลือกกรรมการสรรหากรรมการสภามหาวิทยาลัยคนนั้นคนนี้ตามโพยเพื่อให้ได้กรรมการสภามหาวิทยาลัยประเภทผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แทนบริหาร/ผู้แทนคณาจารย์/ผู้แทนเจ้าหน้าที่ ตามสเปคหรือตามโพยที่กำหนดไว้ล่วงหน้า

เหตุใดจึงต้องทำเช่นนั้น เมื่อเอ็งเลือกข้ามา ข้าไปเป็นกรรมการสรรหาอธิการบดี ข้าก็จะเลือกเอ็งกลับ เกาหลังกันเอง เป็นการต่างตอบแทน และถือเป็นผลประโยชน์ทับซ้อน

แทบทุกมหาวิทยาลัยมีลักษณะดังเช่นรูปภาพที่นำเสนอไปข้างต้น จึงเลือกกันวนไปมาต่างตอบแทน

อันที่จริงสภามหาวิทยาลัยมีอำนาจมากในการอนุมัติการใช้เงินต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเงินงบประมาณ หรือเงินนอกงบประมาณ บางมหาวิทยาลัยมีเงินนอกงบประมาณเช่นเงินรายได้สูงมาก เช่น การให้เช่าที่ดิน หรือในบางคณะก็มีเงินทุนคณะซึ่งเป็นเงินรายได้ที่ไม่ได้มาจากงบประมาณแผ่นดิน บางคณะมีเงินทุนคณะไม่ต่ำกว่าสองพันหรือสามพันล้านบาท (แน่นอนคณะบางคณะและบางมหาวิทยาลัยก็จนกรอบเลยก็มี)

การที่ ปช..ช. ให้กรรมการสภามหาวิทยาลัยแสดงรายการทรัพย์สินนั้นแม้จะสร้างความลำบากบ้าง แต่ก็ไม่ควรดีดดิ้นเอานักศึกษามาเป็นตัวประกันที่จะไม่ยื่นแสดงบัญชีรายการทรัพย์สิน หากมหาวิทยาลัยไม่เป็นตัวอย่างที่ดีในด้านธรรมาภิบาลแก่สังคมแล้วจะทำหน้าที่ในการสร้างคนที่ดีและเก่งให้กับประเทศไทยได้อย่างไร

ในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ มีการโกงกินกันแบบง่าย ๆ เงียบ ๆ

อธิการบดีและผู้บริหารขนพรรคพวกกันไปลงนาม MOU ในต่างประเทศแทบจะทั้งปีทั้งชาติ กลับมาแล้วก็ไม่ได้ทำอะไรต่อไปให้เกิดประโยชน์ใด ๆ ทั้งสิ้น นั่ง Business Class เสียดาย ผลาญเงินชาติเป็นว่าเล่น

การก่อสร้างต่าง ๆ มีนอกมีใน เรียกสินบาดคาดสินบนกันให้กระฉ่อนจนตึกถล่มในมหาวิทยาลัยก็เคยมีกันมาแล้ว

บางคณะเป็นคณบดีสามปีใช้เงินทุนคณะอันเป็นเงินทุนนอกงบประมาณอันเกิดจากการหารายได้ได้แล้วไม่ต้องส่งคืนคลัง แจกทุนวิจัยอาจารย์ในคณะกัน เอามาตกแต่งห้องเรียนหมดเป็นร้อย ๆ ล้าน

มีบางมหาวิทยาลัยเอาเงินทุนคณะไปลงทุนซื้ออาคารพาณิชย์ของพรรคพวกกัน

พวกอาจารย์หมอขนอุปกรณ์ในห้องผ่าตัดราคาแพงของหลวงไปใช้ในคลินิกส่วนตัวหรือแม้แต่โรงพยาบาลเอกชนก็ช่างทำกันได้ โดยไม่รู้สึกรู้สาอันใด มีเล่าให้ฟังได้อีกมากมาย

พอทำผิดก็ออกมาโต้แย้งว่าไม่ผิดกฎหมาย ผลประโยชน์ทับซ้อนนั้นทำได้ เพราะกฎหมายไม่ได้ห้ามไว้

ขอยกตัวอย่างเช่นการสรรหาอธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ซึ่งมีผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of interest) ดังแสดงในรูปด้านล่างนี้

ผศ.ดร.ณดา จันทร์สม ผู้เป็นเจ้าของผลงานวิจัยเรื่อง การบริหารการเงินของวัดในประเทศไทย: ความสอดคล้องตามหลักธรรมาภิบาล https://www.tci-thaijo.org/index.php/NDJ/article/view/17677 และเป็นผู้ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องให้วัดต่าง ๆ มีความโปร่งใสและมีธรรมาภิบาลในเรื่องเงินทอง (โปรดอ่านได้จากข่าวhttps://www.isranews.org/isranews/37894-interview_580413.html และ https://prachatai.com/journal/2017/02/70194) กลับมีผลประโยชน์ทับซ้อนเสียเอง อันอาจผิดหลักธรรมาภิบาลในกระบวนการสรรหาอธิการบดี/รองอธิการบดี สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

ในช่วงแรก ผศ.ดร.ณดา จันทร์สม ได้รับการสรรหาจากประชาคมนิด้าไปเป็นกรรมการสรรหาอธิการบดี และมี ศ.ดร.วิสาขา ภู่จินดา ได้รับการสรรหาด้วยเช่นกัน กระบวนการสรรหาอธิการบดียังไม่ทันได้จบสิ้นลง ผศ.ดร.ณดา จันทร์สม และ ศ.ดร.วิสาขา ภู่จินดา ก็ลงนามยินยอมรับการสรรหาเป็นรองอธิการบดี ซึ่งมี รศ.ดร.อาวีวรรณ ปัญญาโกเมศ ภรรยาของ ศ. ดร. กำพล ปัญญาโกเมศ เป็นกรรมการสรรหารองอธิการบดี และกรรมการสรรหารองอธิการบดีมีหน้าที่ทำ short list 12 รายชื่อ เพื่อให้ว่าที่อธิการบดีที่ได้รับการสรรหาโดยกรรมการสรรหาอธิการบดี (ผศ.ดร.ณดา จันทร์สม และ ศ.ดร.วิสาขา ภู่จินดา) เลือก 4 รายชื่อ จาก 12 รายชื่อ มาเป็นรองอธิการบดี ซึ่งมีผลประโยชน์ทับซ้อนชัดเจน และเป็นกระบวนการสรรหาอธิการบดีที่ขาดความชอบธรรม จนสังคมควรตั้งข้อสงสัยได้ว่า บุคคลเหล่านี้มีธรรมาภิบาลเพียงพอที่จะบริหารสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ซึ่งก่อตั้งโดยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตรหรือไม่ และจะทำตามพระราชดำริได้อย่างไร โปรดอย่าลืมว่าในหลวง ร. 9 ทรงเคยมีพระราชดำรัสว่าใครโกงแม้แต่นิดเดียวก็ขอให้มีอันเป็นไป

ทำไม ศ.ดร.กำพล ปัญญาโกเมศจึงต้องเลือก ผศ.ดร.ณดา จันทร์สม ซึ่งก็ทราบอยู่แล้วว่าจะเกิดปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนและทำให้กระบวนการสรรหาอธิการบดีขาดความชอบธรรม แต่ก็ยังเลือก ทั้ง ๆ ที่มีตัวเลือกตั้ง 12 ตัวเลือก แต่ไม่เลือก ไปเลือกตัวเลือกที่มีปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน หรือได้ไปตกลงแลกเปลี่ยนอะไรกันเอาไว้ก่อนล่วงหน้าหรือไม่ สังคมก็มีสิทธิจะถามได้เช่นกัน

การออกมาเรียกร้องให้วัดต่าง ๆ มีธรรมาภิบาล แต่กลับทำในสิ่งที่ขัดแย้งกับหลักธรรมาภิบาลเสียเอง ไม่รู้สึกขัดแย้งในตัวเองบ้างหรือ

นิด้า มีนักการเมืองมากมายสำเร็จการศึกษาออกไปจากนิด้า เช่น ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ภูมิ สาระผล และอื่น ๆ อีกมากหากนักการเมืองไม่ดีจะโกงการสรรหา/โกงการเลือกตั้ง หรือมีผลประโยชน์ทับซ้อนก็จะอ้างได้ว่าอธิการบดีนิด้าก็ทำเช่นกัน แล้วนิด้าจะมาสอนเรื่องโตไปไม่โกงได้อย่างไร ในเมื่อภายในสถาบันก็ยังมีปัญหา

ผลประโยชน์ทับซ้อนเป็นที่มาเป็นธรรมาภิบาลอันเสื่อมโทรม ไม่น่าเชื่อว่าคนมีการศึกษาสูงก็ขาดจิตสำนึก ดังเช่น การที่ ศ.ดร.กำพล ปัญญาโกเมศ ทำจดหมายตอบประธานสภาคณาจารย์ว่าการสรรหาถึงแม้จะมีผลประโยชน์ทับซ้อนก็ไม่ได้ผิดกฎหมาย พ.ร.บ.นิด้า และระเบียบในการสรรหาแต่อย่างไร

ในแง่จริยธรรมซึ่งสูงกว่ากฎหมายได้เขียนไว้ชัดเจนว่าห้ามมีผลประโยชน์ทับซ้อน

ดังเช่น ประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ ได้กล่าวไว้ว่า ข้าราชการต้องละเว้นจากการแสวงหาประโยชน์ที่มิชอบ โดยอาศัยตำแหน่งหน้าที่และ ไม่กระทำการอันเป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตนและประโยชน์ส่วนรวม

แม้กระทั่งสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์เองก็มี คู่มือผลประโยชน์ทับซ้อน สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ พศ. 2561 ถ้ามีแล้วไม่ทำตามตั้งแต่ระดับอธิการบดีลงมาก็ไม่สมควรมี ควรนำไปเผาทิ้งอย่าให้อายนักศึกษาที่ต้องสอนเขาให้เป็นคนดี

หากพิจารณาในแง่กฎหมายพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๖๑ หมวด ๖ ว่าด้วย การขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวม ในมาตรา ๑๒๖ ได้เขียนไว้ว่า

นอกจากเจ้าพนักงานของรัฐที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้เป็นการเฉพาะแล้ว ห้ามมิให้กรรมการ ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ และเจ้าพนักงานของรัฐที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ประกาศกำหนด มีผลประโยชน์ทับซ้อนในรูปแบบต่างๆ

เจ้าพนักงานของรัฐที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ประกาศกำหนด ได้รวมอธิการบดี อันเป็นตำแหน่งหัวหน้าหน่วยงานระดับกรม ดังเช่นทุกครั้งที่มีการปฏิวัติรัฐประหาร อธิการบดีทุกมหาวิทยาลัยต้องไปรายงานตัว เพราะถือว่าเป็นหัวหน้าหน่วยงานระดับกรม และรองอธิการบดีที่ถูกกำหนดให้รายงานบัญชีทรัพย์สินก็น่าจะถือว่าเป็น เจ้าพนักงานของรัฐตาม มาตรา 126 ของ พ.ร.บ.ป.ป.ช. 2561 เช่นกัน

ทั้งนี้ มาตรา 126 ห้ามมีผลประโยชน์ทับซ้อน เช่น การเป็นคู่สัญญา การเป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้น การเป็นกรรมการ/ที่ปรึกษาที่อาจจะมีผลประโยชน์ทับซ้อนและมีส่วนได้เสียต่างๆ การรับสัมปทานที่จะมีผลประโยชน์ทับซ้อน เจตนารมณ์ของมาตรา 126 คือการห้ามเจ้าพนักงานของรัฐตามที่กำหนดใน พ.ร.บ.ป.ป.ช. มีผลประโยชน์ทับซ้อนโดยเด็ดขาด

นอกจากนี้ มาตรา 126 ยังกำหนดว่าให้ ครอบคลุมคู่สมรสด้วย ดังนั้นคู่สมรสก็ต้องไม่เข้ามามีผลประโยชน์ทับซ้อนในการเป็นกรรมการ ให้รวมกิ๊กหรือการอยู่กินฉันสามีภรรยาแม้ไม่จดทะเบียนสมรสด้วย

ในมาตรา 128 ของ พ.ร.บ.ป.ป.ช. 2561 ยังห้ามเจ้าพนักงานของรัฐรับผลประโยชน์อื่นใดโดยธรรมจรรยาตามหลักที่ ป.ป.ช. กำหนด

ส่วนในมาตรา 129 พ.ร.บ.ป.ป.ช. 2561 กำหนดว่า การกระทำอันเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติในหมวดนี้ให้ถือว่าเป็นการกระทำ ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม

เมื่อมาพิจารณา ประมวลกฏหมายอาญาหมวด ๒ ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ. ได้เขียนไว้ชัดเจนในมาตรา 152 ว่า ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่จัดการหรือดูแลกิจการใด เข้ามีส่วนได้เสียเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่น เนื่องด้วยกิจการนั้น ต้องระวางโทษ จำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท

ดังนั้นผลประโยชน์ทับซ้อนที่เกิดขึ้นในกระบวนการสรรหาอธิการบดี/รองอธิการบดี นิด้า จึงเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ป.ป.ช. มาตรา 126 และ 128 ในกรณีของว่าที่อธิการบดีและผู้สมัครรองอธิการบดี ที่มีผลประโยชน์ทับซ้อน ส่วน กรรมการสรรหารองอธิการบดี มีความผิดตามมาตรา 126 เนื่องจากอธิการบดีเป็นเจ้าพนักงานของรัฐตามมาตรา 126 ด้วย

ปัญหานี้หากผู้เสียหายหรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง เช่น ศ.ดร.ธวัชชัย ศุภดิษฐ์ หรือ ศ.ดร.ทิพวรรณ หล่อสุวรรณรัตน์ ซึ่งเป็นผู้สมัครชิงตำแหน่งอธิการบดีนิด้า หรือ ผู้สมัครรองอธิการบดีนิด้าท่านอื่น ๆ อีก 8 ท่าน จาก short list 12 ชื่อจะฟ้องร้องศาลปกครอง โดยอาศัย พ.ร.บ.ป.ป.ช. 2561 ก็ย่อมทำได้ และศาลปกครองก็อาจจะพิจารณารับฟ้องได้

คำถามคือถ้าไม่มีการฟ้อง จะทำอย่างไรต่อไป จะอยู่กันแบบหน้าหนาเป็นพิเศษ ไม่สนใจหลักจริยธรรม และอ้างว่าไม่ผิดกฎหมายกันต่อไปตลอดได้หรือไม่

ตัวผมเองในฐานะกรรมการสรรหารองอธิการบดี ได้ทักท้วงเรื่องนี้และขอบันทึกไว้ในรายงานการประชุมกรรมการสรรหารองอธิการบดีมาโดยตลอด แต่คนอื่นก็ไม่ได้นำพาแต่อย่างใด

ผมมีความรักในสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ที่ผมสำเร็จการศึกษามาเป็นอย่างยิ่ง ผมมีความภาคภูมิในที่ได้ทำงานทุกวันเป็นการทำงานตามรอยพระยุคลบาทพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ผู้ทรงก่อตั้งสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ได้มีพระราชดำรัสในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ครั้งแรกว่า

ท่านทั้งหลายที่สำเร็จการศึกษาจากสถาบันแห่งนี้ เป็นผู้ที่เชื่อได้ว่า มีความรู้ความสามารถสูง จึงเป็นที่หวังของคนไทยทั้งชาติ รวมทั้งของข้าพเจ้าด้วย ที่จะได้อาศัยความรู้ ความคิด สติปัญญา และความสามารถ ในอันที่จะนำพาประเทศชาติให้ก้าวไปสู่ความมั่นคง และสมบูรณ์พูนสุข ขอให้ท่านรับหน้าที่อันมีเกียรตินี้ด้วยความมั่นใจ ตั้งใจและบริสุทธิ์ใจ แล้วร่วมกันปฏิบัติหน้าที่น้อยใหญ่ให้ลุล่วงไป ด้วยความขยันหมั่นเพียรและด้วยความสุจริต เที่ยงตรง ทั้งต่อตนเองและต่อประชาชน

ผมขอยึดในพระราชดำรัสนี้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต

มีคนกล่าวว่าการที่ผมออกมาสู้กับผลประโยชน์ทับซ้อนในสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์นี้เป็นการเผาเรือนตนเอง (ซึ่งผมเองได้ต่อสู้กับ ผลประโยชน์ทับซ้อนใน ตระกูล ส จนเกิด มาตรา 44 ลงมาสองครั้งแล้วนั้น) ผมไม่คิดว่าสิ่งที่ผมทำเป็นการเผาเรือนตนเอง แต่เป็นการปกป้องสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ที่ผมรักยิ่ง

และถ้านิด้า ขาดจิตสำนึก อุดมศึกษาไทยจะไปไม่รอด แล้วประเทศไทยจะไปรอดได้อย่างไร

ผมขอเรียนให้ทราบว่าผมยืนหยัดบนความถูกต้อง และไม่ได้เผาเรือนตนเอง แต่ผมกำลังฉายแสงขับไล่เนื้อมะเร็งร้ายที่กัดกร่อนกัดกินทำลายสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ที่ก่อตั้งตามพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร

ผมรักสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์เป็นอย่างยิ่ง แต่ผมรักบ้านเมืองมากกว่าสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

การฉายแสงเพื่อฆ่าเนื้อร้ายที่กัดกร่อนกินนิด้าอยู่นั้นจำเป็นต้องทำ

นิด้าตั้งขึ้นตามพระราชดำริเพื่อการพัฒนาประเทศไทย มีหน้าที่เป็นแสงสว่างทางปัญญาและทางจริยธรรมให้กับประเทศไทยและสังคม

นิด้าไม่ได้มีหน้าที่ในการรับใช้การเมือง การแสวงหาผลประโยชน์ให้พวกพ้อง หรือการสืบทอดอำนาจของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง โดยไม่ได้คำนึงถึงประเทศไทย และหากนิด้าไม่เป็นตัวอย่างอันดีในสังคมเสียแล้ว

นิด้าจะทำหน้าที่สนองพระราชดำริได้อย่างไร

การฉายแสงและการฉีดคีโม เพื่อกำจัดมะเร็งร้ายจึงเป็นเรื่องจำเป็น หาใช่การเผาเรือนตนเองอย่างที่บางท่านพยายามวาดภาพให้เป็นเช่นนั้นไม่

การแพ้การฉายแสงและคีโมบำบัดเป็นผลแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นได้ และแน่นอนย่อมกระทบกับประชาคมนิด้าอย่างมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้

แต่หากไม่ฉายแสง แล้วปล่อยให้มะเร็งร้ายเติบโตลุกลามต่อไป สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ก็ไม่อาจจะเป็นแสงสว่างทางปัญญาเพื่อการเปลี่ยนแปลงได้ หากเรายังมีเนื้อร้ายและมีความมืดอยู่

แสงสว่างใดเสมอปัญญาเป็นไม่มี อันเป็นกถาภาษิตของนิด้า

แสงสว่างย่อมแผดเผาและร้อนบ้างเป็นธรรมดาสำหรับเชื้อโรคและเนื้อร้าย การยอมเจ็บปวดได้รับผลกระทบจากการฉายแสงในวันนี้เพื่อปกป้องนิด้า จำเป็นต้องทำ เพื่อให้นิด้าสามารถ ทำตามพระราชดำริได้อีกต่อไป ในอนาคต

อุดมศึกษาไทยก็เช่นกัน จะอยู่ได้อย่างสง่างาม เข้มแข็ง เป็นกำลังปัญญาของประเทศชาติได้ ต้องมีจริยธรรมและธรรมาภิบาล

ถ้าผู้บริหารอุดมศึกษาไทย ไร้ธรรมาภิบาล ขาดจิตสำนึก แล้วไซร้ ประเทศไทยจะอยู่ต่อไปอย่างไร ในเมื่อคนที่สอนคนอื่น ไม่เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับสังคม ประเทศนี้จะเต็มไปด้วยคนโกง เมื่อประเทศเต็มไปด้วยคนโกงแล้วประเทศไทยจะอยู่รอดต่อไปได้อย่างไร

เพราะตัวอย่างที่ดี มีค่ากว่าคำสอน


กำลังโหลดความคิดเห็น...