xs
xsm
sm
md
lg

กัญชา : “กฎของระบบนิเวศน์” กับ “กฎของทุนนิยม”

เผยแพร่:   โดย: ประสาท มีแต้ม

ขณะนี้ประเด็นเรื่อง “ปลดล็อกกัญชาเพื่อใช้ประโยชน์ทางการแพทย์” กำลังได้รับความสนใจจากสังคมไทยมากขึ้นตามลำดับ ถึงขนาดที่ว่าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้เสนอเป็นร่างพระราชบัญญัติและคาดว่าจะประกาศใช้เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชน ในขณะที่อารยประเทศจำนวนมากได้ออกกฎหมายให้ “เสรีกัญชา” หรือควบคุมบ้างเล็กน้อยมาหลายปีแล้ว

แต่เรื่องนี้ต้องติดขัดเพราะมีบริษัทต่างชาติได้ยื่นขอสิทธิบัตรต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญาไว้แล้วจำนวนถึง 13 ราย หากกฎหมายฉบับนี้ผ่านไปได้ก็จะเป็นการ “เตะหมูเข้าปากหมา” คือผลประโยชน์จะตกเป็นของบริษัทที่ได้ยื่นขอสิทธิบัตร คนไทยเจ้าของประเทศซึ่งในอดีตเคยใช้กัญชาเป็นพืชสมุนไพรประจำครัวก็แทบจะไม่ได้ประโยชน์ แต่ต้องซื้อผลิตภัณฑ์กัญชามาใช้ในราคาแพง คล้ายกับกรณี “เปล้าน้อย” ที่เป็นสารบำรุงธาตุในร่างกายและรักษาโรคกระเพาะ เป็นต้น

ข้อเสนอของ สนช.และภาคประชาสังคม เช่น มูลนิธิชีววิถี กำลังเรียกร้องให้อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาเพิกถอนคำขอจดทะเบียนสิทธิบัตร (ที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย เพราะหลายกรณีไม่ได้เป็นสิ่งประดิษฐ์ใหม่) ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร 2522 ซึ่งเป็นอำนาจของอธิบดี โดยไม่จำเป็นต้องใช้มาตรา 44 ของ คสช.แต่อย่างใด

ผมเองได้สนใจเรื่องกัญชามานานกว่า 10 ปีแล้ว เพราะมีลูกศิษย์ที่สนิทสนมกันเสมือนเพื่อนคนหนึ่งได้ป่วยเป็นมะเร็ง เขาเป็นนักท่องอินเทอร์เน็ตตัวยง เขาปฏิเสธการรักษาจากแพทย์แผนปัจจุบันในบางระดับ แล้วหันมาใช้การสกัดกัญชาด้วยตนเองเพื่อรักษาตนเอง

นอกจากจะได้เห็นผลของการรักษาด้วยกัญชาของเพื่อนราวกับเป็นห้องทดลองแล้ว ผมยังได้ค้นคว้าเพิ่มเติมอีกมากมายจากอินเทอร์เน็ต รวมทั้งจากบทความของอาจารย์ที่ผมเคารพ (ศาสตราจารย์นายแพทย์วิจารณ์ พานิช) และผมได้เขียนบทความเผยแพร่ตั้งแต่ปี 2554 จำนวน 6 ชิ้น นักเคลื่อนไหวเรื่องกัญชาคนสำคัญคนหนึ่งได้กล่าวในเวทีแห่งหนึ่งว่า เขาได้รับแรงบันดาลใจมาจากการได้อ่านบทความของผม

สิ่งที่สำคัญมากๆ ที่ได้หายไปจากข่าวเรื่องกัญชาในสื่อสาธารณะก็คือ“โดยธรรมชาติร่างกายมนุษย์ทุกคนจะทำหน้าที่สร้างสารเคมีชนิดหนึ่งขึ้นมา ซึ่งสารตัวนี้นอกจากจะทำหน้าที่ปรับสมดุลให้ร่างกายแล้ว ยังทำหน้าที่บำรุงเซลล์ดีและฆ่าเซลล์มะเร็งด้วย และสารดังกล่าวมีอยู่ในต้นกัญชาที่หาได้ง่ายทั่วไปในประเทศไทย”

อาจารย์แพทย์อีกท่านหนึ่งเคยอธิบายให้ผมฟังเมื่อประมาณ 30 ปีมาแล้วว่า “โดยปกติร่างกายเราจะผลิตเซลล์มะเร็งออกมาทุกวันอยู่แล้ว แต่ถ้าร่างกายอยู่ในสภาพสมดุลเซลล์มะเร็งดังกล่าวก็จะถูกทำลายไปเอง ด้วยระบบในร่างกายที่ซับซ้อนของเราเอง”

วิเศษและมหัศจรรย์จริงๆ ครับ ธรรมชาติที่ได้สรรสร้างพวกเราขึ้นมา ผมมีภาพของสารดังกล่าวจากบทความเก่าของผมเองมาให้ดูประกอบด้วยครับ

ในแง่ของสิทธิมนุษยชนซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่สุดคือ มนุษย์ทุกคนมีสิทธิที่จะมีสุขภาพแข็งแรงและสิทธิที่จะดูแลตนเอง ธรรมชาติและด้วยภูมิปัญญาทั้งหมดของมนุษย์ได้ให้วิธีการเยียวยาสำหรับโรคทุกชนิดที่มีและมนุษย์ทุกคนมีสิทธิที่รับมอบมาจากธรรมชาติ จากเทพเจ้าจากเทพธิดาในการใช้พืชพรรณที่ธรรมชาติมอบให้แก่เรา

แต่แล้ว อยู่มาวันหนึ่ง ด้วยอิทธิพลของประเทศสหรัฐอเมริกามหาอำนาจ รัฐบาลไทยก็ได้ประกาศให้กัญชาเป็นสิ่งผิดกฎหมายตามนโยบายของสหรัฐอเมริกา กัญชาซึ่งเคยเป็นพืชสมุนไพรใช้ปรุงอาหารในครอบครัวและสันทนาการเล็กๆ น้อยๆ มายาวนาน ก็ได้กลายเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายในบัดดลโดยไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ใดๆ มารองรับ

คนที่ระบบสมดุลในร่างกายเสียไป แล้วไม่มีโอกาสได้บริโภคสารจากกัญชามาเสริมก็ย่อมเกิดโรคต่างๆ นานา เช่น มะเร็ง พาร์กินสัน กระดูกพรุน ฯลฯ รวมทั้งต้องเสียเงินซื้อผงชูรสและยานอนหลับมาใช้ ดังที่เราเห็นกันอยู่

ครั้นเมื่อชาวโลกเขาเริ่มไหวตัวทัน มีการแก้กฎหมาย มีการเปิดเสรีในบางระดับในหลายประเทศ แต่ด้วยความอืดอาดของกลไกราชการไทย ประกอบกับเล่ห์กลของบริษัทต่างชาติในระบอบโลกาภิวัตน์เราก็มาสะดุดดังที่ได้กล่าวมาแล้ว

ในช่วง 2 สัปดาห์มานี้ ผมกำลังสนใจศึกษาเปรียบเทียบการวิวัฒนาการระหว่างมนุษย์กับปลาหมึกยักษ์ (octopus) พบว่า ปลาหมึกยักษ์มีกำเนิดมานานกว่า 600 ล้านปี ก่อนไดโนเสาร์และอยู่มาได้ถึงปัจจุบันนี้ ในขณะที่มนุษย์เพิ่งมีกำเนิดมาแค่ 2 แสนปีเท่านั้น แต่กำลังสร้างปัญหาสารพัดทั้งต่อสังคมมนุษย์เองและต่อสิ่งแวดล้อมของโลกด้วย

ความแตกต่างที่สำคัญระหว่างปลาหมึกยักษ์กับมนุษย์ก็คือ ในร่างกายของปลาหมึกยักษ์มีสมองส่วนกลางเพียง 10% ของสมองทั้งหมดเท่านั้น สมองอีก 60% กระจายอยู่ตามแขน (หรือหนวด) ทั้ง 8 ซึ่งแต่ละแขนและแต่ละปุ่มสามารถ “คิดได้”และทำงานได้โดยอิสระไม่ต้องผ่านการควบคุมหรือสั่งการจากสมองส่วนกลาง ที่เหลืออีก 30% เป็นสมองส่วนที่เกี่ยวกับการมองเห็น เมื่อเจอภัยก็จะปล่อยสารพิษออกมาป้องกันและอำพรางตนเอง

ผมเข้าใจเอาเองว่า ระบบการทำงานของปลาหมึกยักษ์ที่ไม่รวมศูนย์ แต่กระจายอำนาจและการตัดสินใจไปที่แขนทั้ง 8 หรือท้องถิ่นที่สัมผัสกับสถาการณ์ปัญหาจริงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สัตว์ที่ไม่มีกระดูกสันหลังชนิดนี้อยู่รอดมาได้ถึงกว่า 600 ล้านปี ในขณะที่ไม่มีนักวิทยาศาสตร์คนไหนรู้สึกมั่นใจในอนาคตของมนุษย์ (ใครสนใจ ไปที่ Why the octopus brain is so extraordinary - Cláudio L. Guerra https://www.youtube.com/watch?v=VLkKiVIBxXU)

ท่านที่สนใจสามารถหาวิดีโอเพื่อดูพฤติกรรมของปลาหมึกยักษ์ได้ครับ แล้วท่านจะคิดไม่ถึงว่ามันมีความสามารถมากขนาดนั้น ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เข้าใจว่ามันเรียนรู้และสามารถแก้ปัญหาได้ด้วยการสังเกต

แต่ในสังคมมนุษย์เรามีข้อเสียที่สำคัญคือการรวมศูนย์และผูกขาดเพื่อผลประโยชน์ส่วนตนซึ่งตรงกันข้ามกับกฎของธรรมชาติที่มีการแบ่งปัน ของเสียจากการผลิตของระบบหนึ่งจะเป็นประโยชน์เกื้อกูลให้กับอีกระบบหนึ่ง

ผมได้มีโอกาสศึกษาเว็บไซต์หนึ่งพบว่าน่าสนใจมาก จึงขอนำมาแบ่งปันและลิ้งก์ไว้ในบทความนี้ครับ (https://climateandcapitalism.com/2012/04/02/four-laws/)

สาระสำคัญของบทความนี้ก็คือการนำหลักคิดของนักชีววิทยาชั้นแนวหน้าของโลกชาวอเมริกัน (Barry Commoner) มาอธิบายที่เรียกว่า “กฎ 4 ข้อของระบบนิเวศน์(Four Laws of Ecology)” (ซึ่งคล้ายกับหลักธรรมของพระพุทธเจ้า) กับ “กฎ 4 ข้อของระบบทุนนิยม (Four Laws of Capitalism)”ซึ่งผมได้สรุปและแปลมาให้ท่านที่สนใจได้ศึกษาเพิ่มเติม

ถ้าใช้ “กฎ 4 ข้อของระบบนิเวศน์” ในข้อที่ 3 มาอธิบายก็จะได้ว่า “ธรรมชาติรู้ดีที่สุด” จึงทำให้มนุษย์ได้วิวัฒนาการมาถึงขั้นที่ว่าสามารถผลิตสารเคมีบางชนิดขึ้นมาใช้ประโยชน์เอง แต่หากใครเกิดบกพร่องหรือเสียสมดุลขึ้นมาก็ได้วิวัฒนาการให้เกิดพืชกัญชาขึ้นมาเสริม ซึ่งสามารถขึ้นและเติบโตได้อย่างง่ายดาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตร้อนเช่นประเทศไทย

เมื่อเกิดระบบทุนนิยมขึ้นมา ความสัมพันธ์ทางธรรมชาติแบบเดิมๆ ก็เปลี่ยนไปเป็นการใช้เงินเป็นใหญ่ มนุษย์จึงสัมพันธ์กันด้วยเงินเท่านั้น และเกิดความเชื่อใหม่ว่า “ตลาดที่มีการกำกับกันเอง (ด้วยอุปสงค์และอุปทาน) เป็นสิ่งที่รู้ดีที่สุด” (กฎข้อที่ 3 ของระบบทุนนิยม)

การขอจดสิทธิบัตรสารสกัดจากกัญชาซึ่งเป็นพืชสมุนไพรที่ธรรมชาติได้มอบให้แก่มนุษย์ทุกผู้ทุกคนเป็นการใช้กฎของมนุษย์ที่สร้างขึ้นบนพื้นฐานของความโลภส่วนตนมาขัดขวางกฎของธรรมชาติที่อยู่บนพื้นฐานของการพึ่งพา แบ่งปัน กระจายอำนาจและเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มันจะยอมกันได้อย่างไร

โอกาสดีๆ ผมจะเขียนถึงให้ละเอียดและลึกซึ้งในภายหลังครับ



กำลังโหลดความคิดเห็น...