xs
xsm
sm
md
lg

รัฐประหารซาอุฯ???

เผยแพร่:   โดย: ทับทิม พญาไท

<b>เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบีย</b>
ระหว่างที่ยังไม่รู้ว่าเลือกตั้งอเมริกาจะออกซ้าย-ออกขวา ออกหัว-ออกก้อย...วันนี้ คงต้องสละเวลาไปดูอูฐ ดมอูฐแถวๆ ทะเลทรายซาอุฯ กันดูสักหน่อย ด้วยเหตุเพราะโดยลักษณะอาการของ “ผู้ต้องสงสัยหมายเลข 1” ในกรณีฆาตกรรมปริศนานักหนังสือพิมพ์ชื่อดังชาวซาอุฯ อย่าง “นายจามาล คาช็อกกี” นั่นคือมกุฎราชกุมาร เจ้าชาย “MbS” หรือ “Mohammed bin Salman” ผู้เคยได้ชื่อว่าทรงอำนาจ อิทธิพลสูงสุดในราชอาณาจักรซาอุฯ แต่มาถึง ณ ขณะนี้...ต้องเรียกว่า ออกอาการร่อแร่-ร่อแร่ ใกล้จะไป-ไม่ไปเต็มที...

โดยเฉพาะถ้าดูจากท่าทีการส่งสัญญาณของอภิมหาพันธมิตรอย่างคุณพ่ออเมริกา...ที่ชักแสดงออกแบบถี่ๆ ยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าการประกาศของรัฐมนตรีกลาโหม รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ว่าพร้อมที่จะ “ยุติศึกเยเมน” อันเป็นศึกที่เจ้าชาย “MbS” ในฐานะรัฐมนตรีกลาโหมเป็นผู้นิรมิตสร้างสรรค์ (ทำลาย) มาตั้งแต่แรก และยังคงยืดเยื้อคาราคาซังมาร่วม 3 ปี ใกล้จะ 4 ปีเข้าไปแล้ว อีกทั้งนับวันจะยิ่งทวีความ “ทรงพระโหด” หนักขึ้นเรื่อยๆ การตกปากรับคำของรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ เมื่อช่วงวันศุกร์ (2 พ.ย.) ที่ผ่านมา ว่าจะใช้เวลาไม่เกิน 1 สัปดาห์ ในการตัดสินใจว่าจะ “แซงชั่น” ซาอุฯ ในรูปแบบไหนดี ที่ไม่ถึงกับทำให้ความเป็น “พันธมิตรอันยิ่งใหญ่” ระหว่างอเมริกากับซาอุฯ ต้องเกิดความกระทบกระทั่ง กระทบกระเทือนอะไรมากมายนัก ไปจนถึงการออกมายืนหยัด ยืนยัน ของวุฒิสมาชิกสหรัฐฯ ที่ได้ชื่อว่าใกล้ชิดสนิทสนมกับผู้นำอเมริกาอย่าง “ทรัมป์บ้า” มิใช่น้อย คือวุฒิสมาชิก “ลินด์เซย์ เกรแฮม” (Lindsey Graham) แห่งรัฐเซาท์แคโรไลนา ว่ายังไงๆ... “MbS...ต้องไป” ต้อง “Go on” ไปสู่ความไปไม่กลับ-หลับไม่ตื่น-ฟื้นไม่มี หรืออะไรต่อมิอะไรก็แล้วแต่...

แต่ “สัญญาณ” ที่ว่ากันว่า...น่าจะเป็นเรื่อง เป็นราวมากที่สุด น่าจะหนีไม่พ้นไปจากการร่วมมือกันระหว่างรัฐบาลอเมริกาและอังกฤษ ในการปกป้องคุ้มครองให้การอารักขาในการเสด็จ “นิวัติพระนคร” ของเจ้าชาย “อาเหม็ด บิน อับดุลอาซิส” (Ahmed bin Abdulaziz) น้องชายคนสุดท้องของกษัตริย์ซาอุฯ องค์ปัจจุบัน หรือ “กษัตริย์ซัลมาน” พระบิดาบังเกิดเกล้าของเจ้าชาย “MbS” หรืออาของ “MbS” นั่นเอง ให้เสด็จจากที่พำนักบั้นปลาย ณ กรุงลอนดอน หลังเกษียณจากตำแหน่งรัฐมนตรีมหาดไทยแห่งราชอาณาจักรซาอุฯ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2012 กลับไปสู่กรุงริยาดห์ เมื่อช่วงวัน-สองวันที่ผ่านมา ซึ่งการเสด็จกลับไปนิวัติพระนครคราวนี้ คงไม่ใช่เพื่อไปดูอูฐ แข่งอูฐอยู่แล้วแน่ๆ แต่จะเพื่ออะไรนั้น???...ก็แล้วแต่ใครจะคิด จะไปคาดเดากันเอาเอง...

อย่างเช่นถ้าหากเป็นเจ้าชาย “คาลิด บิน ฟาร์ฮาน อัล-ซาอุด” (Khalid bin Farhan Al-Saud) หนึ่งในสมาชิกราชวงศ์ ที่ “ทรงพระเผ่นหนี” จากอำนาจ อิทธิพลของเจ้าชาย “MbS” ไปพำนักอยู่ที่เยอรมนีมานานแล้ว ถึงกับมองว่า...กงล้อแห่งกระบวนการเคลื่อนไหวเพื่อถอดถอน เจ้าชาย “MbS” จากตำแหน่งมกุฎราชกุมาร หรือจากอำนาจอิทธิพลต่างๆ ในซาอุฯ ได้เริ่มต้นขึ้นมาแล้วโดยถ้าหากต้องเจอกับอุปสรรคขัดขวางใดๆ ก็แล้วแต่ อาจนำไปสู่ “การรัฐประหาร” โค่นล้มมกุฎราชกุมาร หรือแม้แต่องค์กษัตริย์ “ซัลมาน” เอาเลยก็ไม่แน่!!! ส่วนสำนักข่าว “MEE” หรือ “Middle East Eye” ที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับในหมู่ชาวอาหรับ แม้จะไม่ได้ออกความคิด ความเห็นอะไรมากนัก แต่การอ้างถึง “แหล่งข่าว” ผู้ใกล้ชิดกับเจ้าชาย “อาเหม็ด บิน อับดุลอาซิส” ว่าได้ทรงเสด็จไปพบปะเจรจากับสมาชิกราชวงศ์อาวุโสไม่ต่ำกว่า 3 ราย นอกกรุงริยาดห์ และต่างเห็นควรด้วย ที่จะเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงถอดถอนอำนาจต่างๆ ภายในราชอาณาจักรซาอุฯ หาผู้ที่เข้ามาดำรงตำแหน่งแทนที่เจ้าชาย “MbS” อันเป็นผู้ที่พันธมิตรอย่างอเมริกาและอังกฤษให้ความยอมรับ โดยเร็วที่สุด...

กงล้อแห่งกระบวนการเคลื่อนไหวไปในลักษณะนี้...จะส่งผลไปในรูปใด ลักษณะใด ก็ยังยากที่จะสรุปได้ในเวลาอันสั้น แต่โดยบทบาทของผู้ที่ถูกส่งให้เข้าไปหมุนกงล้อที่ว่า นั่นก็คือเจ้าชาย “อาเหม็ด บิน อับดุลอาซิส” ก็คงมิอาจปฏิเสธได้ว่า น่าจะ “เอาเรื่อง” อยู่มิใช่น้อย คือไม่เพียงแต่เป็นน้องชายแท้ๆ ของกษัตริย์ซาอุฯ เป็นอาแท้ๆ ของมกุฎราชกุมาร “MbS” การเคยดำรงตำแหน่งเป็นถึงรัฐมนตรีมหาดไทยในรัฐบาลซาอุฯ มาอย่างต่อเนื่องยาวนาน หลายยุค หลายสมัย จนแม้กระทั่งครั้งที่เจ้าชาย “MbS” กวาดจับบรรดาสมาชิกราชวงศ์นับร้อย ไปกักขังไว้ที่โรงแรม “Ritz Carlton” เมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว และสั่งให้อายัดเงินในธนาคารของสมาชิกราชวงศ์เกือบ 800,000 ล้านดอลลาร์ ในธนาคารกว่า 2,000 แห่ง เพื่อสำรวจ ตรวจสอบ ว่าสมาชิกรายใด พระองค์ใด ทรงพระคอร์รัปชันกันมั่ง แต่สำหรับเจ้าชาย “อาเหม็ด บิน อับดุลอาซิส” แล้ว “MbS” ไม่คิดจะแตะต้อง หรือแทบไม่กล้าแตะเอาเลยแม้แต่น้อย แม้ว่าเจ้าชาย “อาเหม็ด” จะเคยแสดงออกค่อนข้างชัดเจน ตรงไป-ตรงมา ว่าออกจะ “เหม็นพระพักตร์” หรือไม่ชอบขี้หน้า เจ้าชาย “MbS” สักเท่าไหร่ ไม่ยอมเข้าร่วมพิธีสาบานความจงรักภักดี ขณะที่เจ้าชาย “MbS” ทรงได้รับแต่งตั้งให้เป็นมกุฎราชกุมารซาอุฯ ไม่เห็นด้วยกับการก่อศึกเยเมน ฯลฯ และอะไรต่อมิอะไรอีกเยอะแยะมากมาย แต่จะด้วยความเป็นอาแท้ๆ หรือความเป็น 1 ใน 7 ของสมาชิกสภาสูงสุดแห่งราชวงศ์ หรือไม่ อย่างไร ก็แล้วแต่ การเสด็จนิวัติพระนครของเจ้าชาย “อาเหม็ด” ภายใต้การปกป้อง คุ้มครองของรัฐบาลอเมริกันและอังกฤษ จึงแทบไม่ต่างอะไรไปจากกระบวนการเปลี่ยนแปลงอำนาจ หรือการรัฐประหารกลายๆ เอาเลยก็ว่าได้...

แต่ก็นั่นแหละ...มกุฎราชกุมารอย่างเจ้าชาย “MbS” นั้น ก็ได้ชื่อว่า “ทรงพระเหี้ยม” อย่างชนิดโลกทั้งโลกย่อมมิอาจปฏิเสธ ไม่ใช่แค่ทรงพระเฉยๆ ต่อกรณีการฆ่ารัดคอ “นายจามาล คาช็อกกี” กลางสถานกงสุลซาอุฯ ในตุรกี ก่อนที่จะหั่นศพ เอาน้ำกรดราด หรือไม่ อย่างไรก็แล้วแต่ กระทั่งชาวเยเมนนับสิบๆ ล้านกำลังจะอดตาย เพราะการปิดล้อมของกองทัพซาอุฯ พระองค์ก็ดูจะทรงพระเฉยๆ อีกเช่นเคย แถมระหว่างที่รัฐมนตรีกลาโหม รัฐมนตรีประเทศอเมริกาประกาศว่าจะยุติศึกเยเมนให้ได้ภายใน 30 วัน พระองค์ก็กลับสั่งให้กองทัพซาอุฯ บุกเข้าโจมตี ทิ้งระเบิดใส่เมืองต่างๆ ในเยเมน แบบชนิดไม่คิดจะทรงพระลังเลใดๆ เอาเลยแม้แต่น้อย ดังนั้น...โอกาสที่พระองค์จะไม่คิดทำอะไรเลย ยอมเอาพระหัตถ์ซุกหีบ ปล่อยให้อเมริกา อังกฤษ เคล้นคลึงและขยำ “ไข่อูฐ” ต่อไปเรื่อยๆ มันไม่น่าจะใช่ “ไลฟ์สไตล์” ของพระองค์อยู่แล้วแน่ๆ...

อันนี้นี่แหละ...ที่ทำให้ใครต่อใคร เลยอดไม่ได้ที่จะคิดกันไปต่างๆ นานา บ้างก็ว่า...พระองค์อาจต้องโดดไปหาจีน หารัสเซีย เพื่อเอาไว้ช่วยคานๆ กับแรงบีบ แรงขยำของอังกฤษของอเมริกา อย่างเช่นการคิด การวิเคราะห์ของ “นายMichael Maloof” อดีตที่ปรึกษาอาวุโสฝ่ายความมั่นคงของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือ “นายMay Blumenthal” นักข่าวผู้เชี่ยวชาญด้านตะวันออกกลาง เป็นต้น แต่จะโดดทันหรือไม่ โดดแล้วก่อให้เกิดผลใดๆ ตามมา อันนั้น...คอยต้องดู หรือคอยดมต่อไปก็แล้วกัน แต่ที่แน่ๆ ก็คือ...งานนี้ ต้องเรียกว่า “กรรมติดจรวด” กันเห็นๆ...