xs
xsm
sm
md
lg

เสียงระฆังวัด : บอกเวลาปฏิบัติศาสนกิจ

เผยแพร่:   โดย: สามารถ มังสัง


ถ้าท่านผู้อ่านเดินเข้าไปในวัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัดเก่าแก่ซึ่งสร้างขึ้นในยุคที่ไม่มีนาฬิกาใช้กันอย่างดาษดื่นเช่นทุกวันนี้ ท่านจะเห็นสิ่งก่อสร้างทรงสูงและมีบันไดขึ้นไปถึงข้างบน ซึ่งมีระฆังขนาดใหญ่แขวนอยู่ นั่นคือหอระฆังที่มีไว้สำหรับตีบอกเวลา เพื่อให้ภิกษุสามเณรมารวมกันปฏิบัติศาสนกิจ เช่น ทำวัตรเช้า ทำวัตรเย็น และทำสังฆกรรมอื่นๆ เช่น รับผ้าพระกฐิน เป็นต้น

ดังนั้น ทุกวันในเวลาเช้าและเย็น จะมีผู้มาตีระฆังเพื่อบอกให้ภิกษุสามเณรมาทำศาสนกิจร่วมกัน โดยเฉพาะในฤดูกาลเข้าพรรษา ซึ่งเป็นเวลาที่มีพระบวชใหม่ตามประเพณี และพระใหม่เหล่านี้จะต้องได้รับการอบรมฝึกหัดปฏิบัติธรรมโดยการนั่งทำสมาธิหลังไหว้พระสวดมนต์แล้ว

นอกจากเป็นการบอกเวลาให้พระเณรมาร่วมกันทำศาสนกิจแล้ว เสียงระฆังจากวัดยังเป็นการบอกเวลาให้ชาวบ้านซึ่งอาศัยอยู่รอบๆ วัดเริ่มต้นทำงานในตอนเช้า และเลิกงานในตอนเย็นด้วย

ด้วยเหตุนี้ เสียงระฆังที่ดังมาจากวัดจึงเป็นประเพณีปฏิบัติกิจของสงฆ์ และยังเกี่ยวพันกับวิถีชีวิตของคนไทยมาช้านาน และไม่เคยมีคนบ่นรำคาญเสียงระฆังยกเว้นสุนัขจะร้องโหยหวนเมื่อได้ยินเสียงระฆัง เนื่องจากเสียงไปกระทบประสาทหูของมัน แต่คนโบราณบอกว่า มันร้องอนุโมทนาในเวลาที่สงฆ์ทำศาสนกิจ ซึ่งเป็นการมองโลกในแง่ดี แทนที่จะรำคาญเสียงร้องของสุนัข

แต่ในปัจจุบัน สังคมไทยได้เปลี่ยนไป คนไทยส่วนหนึ่งอยู่ใกล้วัดแต่ไม่เคยเข้าวัด จึงไม่เข้าใจประเพณีปฏิบัติของพระ ดังนั้น เมื่อได้ยินเสียงระฆังก็รู้สึกรำคาญ และมองเห็นเป็นสิ่งรบกวนเวลาพักผ่อนของตน ดังเช่นในกรณีของวัดบางไทร กับผู้ที่อยู่อาศัยในคอนโดมิเนียมซึ่งตั้งอยู่ใกล้วัด จึงได้ไปร้องเรียนกับเจ้าหน้าที่เขตกทม. ดังที่ปรากฏตามสื่อไปแล้ว

เกี่ยวกับเรื่องนี้ ผู้เขียนไม่ต้องการชี้ให้เห็นว่าใครผิด ใครถูก ในแง่ของกฎหมาย แต่ต้องการชี้ให้เห็นความรู้สึกของคนไทย ซึ่งเปลี่ยนไปในปัจจุบัน ที่มองเห็นประเพณีอันดีงามซึ่งสืบทอดมาช้านานจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นไทย ได้ถูกคนไทยมองว่าเป็นสิ่งน่ารำคาญ และก่อกวนความสุขส่วนตัวของตน ทั้งๆ ที่วัดอยู่มาก่อนที่คอนโดมิเนียมจะมาก่อสร้าง ดังนั้น ในทางที่น่าจะเป็นก็คือ ผู้ที่อยู่อาศัยในคอนโดฯ แห่งนี้จะต้องปรับตัวเองให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมของชุมชน ไม่ควรที่จะใช้ความรู้สึกส่วนตัวในฐานะปัจเจกเป็นมาตรฐานในการปรับเปลี่ยนสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนให้สอดคล้องกับความต้องการของตนผู้มาทีหลัง

ถ้าคนไทยทุกคนคิดเยี่ยงนี้ สักวันหนึ่งข้างหน้าความเป็นไทยโดยรวมจะเปลี่ยนไปตามคนไทย แต่มีความคิดและจิตใจไม่เป็นเช่นคนไทยทั่วๆ ไป และหากคนเช่นนี้มีจำนวนเพิ่มขึ้นในสังคม ประเทศไทยจะเหลืออะไรไว้ให้ลูกหลานได้เรียนรู้ว่าบรรพบุรุษของพวกเขาเป็นมาอย่างไร

สุดท้ายขอจบเรื่องนี้ด้วยกลอนบทนี้
เกิดเป็นไทย จงเป็นเช่นไทยผอง
อย่าเรียกร้องให้โทษ เป็นดังเช่นเขา
ไทยทุกคนต้องเห็น เราเป็นเรา
อย่านำเขา มาอ้างล้างเผ่าไทย



กำลังโหลดความคิดเห็น...