เปิดฉากสัปดาห์นี้...คงต้องขออนุญาตชวนกันถ่อสังขารไปไกลถึงแถวๆ ละตินอเมริกาถึงประเทศเวเนซุเอลาโน่นเลย เพราะท่าทางว่าผู้นำประเทศที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย ไม่ว่าจะในแบบเต็มใบ ครึ่งใบ หรือเสี้ยวใบ อย่างประธานาธิบดี “นิโคลัส มาดูโร” (Nicolas Maduro) นั้น น่าจะโดน “มัน (อเมริกา) เอาเราแน่!!!” ในอีกไม่ใกล้-ไม่ไกล อย่างแทบมิพึงต้องสงสัย...
คือขนาดทูตสหรัฐฯ ประจำยูเอ็นอย่าง “นางนิกกี้ ฮาเลย์” ที่ได้ชื่อว่า “เด็กสร้าง” ของอิสราเอล ถึงกับฉวย “โทรโข่ง” ป่าวประกาศต่อหน้ากลุ่มชาวเวเนฯ ที่มายืนออกันหน้าที่ทำการสหประชาชาติ เมื่อช่วงวันศุกร์ที่ผ่านมา ยุให้ออกมาเดินขบวนต่อต้านโค่นล้มผู้นำประเทศตัวเอง แบบที่ชนิดสำนักข่าวต่างประเทศบางสำนัก อดไม่ได้ต้องเรียกขานการกระทำในลักษณะเช่นนี้ว่า “การทูตแบบโทรโข่ง” หรือ “Megaphone Diplomacy” เอาเลยถึงขั้นนั้น เพราะหนักซะยิ่งกว่าการ “แทรกแซงเลือกตั้งในอเมริกา” ไม่ว่าจะโดยรัสเซีย หรือโดยจีน ไม่รู้กี่ร้อยกี่พันเท่า เรียกว่า...เล่นกันแบบดื้อๆ ทื่อๆ มีหลักฐาน ข้อพิสูจน์ มีคลิปวิดีโอที่สามารถเอามายืนยันได้อย่างชัดเจน แม้แต่คำพูดแต่ละวรรค แต่ละประโยค เช่น... “เรา (อเมริกา)กำลังจะเล่นงานรัฐบาลเวเนซุเอลา จนกว่ามาดูโรจะออกไป และเราต้องการเสียงดังๆ ของพวกคุณ โดยฉันจะบอกให้ว่า...เสียงของรัฐบาลอเมริกันกำลังจะดังยิ่งๆ ขึ้นไปกว่านี้”...
ตามด้วยรองประธานาธิบดี “ไมค์ เพนซ์” (Mike Pence) ที่ออกมา “ทวิต” ข้อความ สนับสนุน ยืนยันการกระทำของ “นางนิกกี้ ฮาเลย์” ด้วยคำพูดที่ว่า “เรากำลังดำเนินการชำระบัญชีกับระบอบปกครองเวเนซุเอลา จนกว่าประชาธิปไตยจะได้รับการฟื้นฟู” แต่ที่ชัดเจนยิ่งกว่าก็คือคำพูดของประธานาธิบดี “ทรัมป์บ้า” ระหว่างช่วงการพบปะกับประธานาธิบดีชิลี ณ กรุงวอชิงตัน เมื่อช่วงวันศุกร์ (28 ก.ย.) ที่ผ่านมา นั่นก็คือคำพูดที่ว่า... “เวเนซุเอลา...ก็คือความเละเทะ โดยสถานที่แห่งนี้กำลังต้องการการชำระล้าง และประชาชนต้องได้รับการดูแล” ซึ่ง “การชำระล้าง” ที่ง่ายที่สุดและรวดเร็วที่สุด ผู้นำอเมริการายนี้ก็ได้เอ่ยเป็นนัยๆ เอาไว้ก่อนหน้านั้นไม่นานว่า... “พูดตรงๆ แล้ว...ระบอบการปกครองเช่นนี้ สามารถถูกโค่นลงไปได้อย่างรวดเร็ว ด้วยกรรมวิธีทางทหารโดยเฉพาะถ้าหากเราตัดสินใจเช่นนั้น แม้ว่าขณะนี้พูดได้แต่เพียงว่า...ทุกๆ กรรมวิธียังคงวางเอาไว้บนโต๊ะ...”
ซึ่งอันที่จริงแล้ว...การใช้ “กรรมวิธีทางทหาร” เล่นงานรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประธานาธิบดี “มาดูโร” ก็เคยเป็นสิ่งที่ถูกพูด ถูกปูดเอาไว้ตั้งแต่ช่วงสองสัปดาห์ที่แล้ว โดย “นายหลุยส์ อัลมาโกร” (Luis Almagro) เลขาธิการองค์กร “OAS” หรือ “Organization of American State” องค์กรที่ถูกจัดตั้งขึ้นตั้งแต่ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เพื่อสร้างความเป็นเอกภาพให้กับบรรดาประเทศต่างๆ ในทวีปอเมริกา แต่เผอิญว่าในช่วงหลังๆ องค์กรที่ว่านี้มักถูกกล่าวหาว่าเป็น “เครื่องมือของอเมริกา” ในการครอบงำบรรดาประเทศละตินทั้งหลาย ประเทศที่เป็นไม้เบื่อ-ไม้เมากับอเมริกามาโดยตลอด อย่างเวเนซุเอลา ก็เลยประกาศถอนตัวจากการเป็นสมาชิกขององค์กรแห่งนี้ไปในปี ค.ศ. 2017 หรือในยุคของประธานาธิบดี “มาดูโร” นี่เอง ที่เป็นผู้ตั้งข้อกล่าวหาตัวเลขาธิการองค์กร “OAS” อย่าง “นายหลุยส์ อัลมาโกร” เอาไว้ถึงขั้นว่า เป็น “เอเย่นต์ CIA” และเป็นผู้ที่นำเอาองค์กรแห่งนี้ไป “จำนำ” ไว้กับรัฐบาลสหรัฐฯ...
และในช่วงที่ “นายหลุยส์ อัลมาโกร” ได้เดินทางไปเยี่ยมเยือนผู้อพยพจากเวเนซุเอลาบริเวณชายแดนโคลอมเบีย เมื่อวันที่ 14 กันยายนที่ผ่านมานี่เอง เลขาธิการองค์กร “OAS” รายนี้นี่แหละ ที่เริ่มปูด เริ่มพูดถึงการอาศัยกรรมวิธีทางทหาร จัดการกับรัฐบาลของประธานาธิบดี “มาดูโร” อันเป็นการปูด การพูด ขณะที่ประธานาธิบดีเวเนซุเอลากำลังอยู่ในกำหนดการเดินทางไปเยือนประเทศจีน ตามคำเชิญของประธานาธิบดี “สี จิ้นผิง” แบบพอดิบ พอดีความพยายามดิ้นรนหาทางออกจากความเสื่อมทรุดทางเศรษฐกิจ อันเนื่องมาจากการ “แซงชั่น” ของอเมริกาจนทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ เหลือติดกระเป๋าอยู่เพียงแค่ประมาณ 8.3 พันล้านดอลลาร์ ไม่พอที่จะเอาไปใช้จ่ายซื้อสินค้า หรือชำระหนี้สินต่างประเทศ จนทำให้ค่าเงิน “โบลิวาร์” (Bolivar) ของเวเนซุเอลา ตกจากหอคอย่น ภาวะเงินเฟ้อพุ่งกระฉูดไปถึงระดับ 1 ล้านเปอร์เซ็นต์ การบ่ายหน้าไปเลื้อย ไปพันกับมังกรจีน จึงถือเป็นทางออก ทางรอด เท่าที่ยังพอหลงเหลืออยู่ของผู้นำรายนี้...
ซึ่งโดยอากัปกิริยาท่าทางของมังกรจีน...ก็ดูจะพร้อมให้เวเนซุเอลาเข้าไปเลื้อย เข้าไปพันอยู่แล้วแน่ๆ เพราะไม่เพียงแต่การเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของเวเนซุเอลา ที่สามารถตอบสนองความมั่นคงทางพลังงานของจีนได้เพิ่มเติมเท่านั้น ภายใต้ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ในโครงการ “Belt and Road” ของจีนนั้น ยังหวังที่จะให้เวเนซุเอลาเป็นสะพานเชื่อมทอดยาวเข้าไปจ่อตูด หรือเข้าไปยัง “สวนหลังบ้าน” ของคุณพ่ออเมริกาอีกด้วยต่างหาก ด้วยเหตุนี้...ไม่เพียงแต่จีนเคยควักเงินในเก๊ะจำนวนถึง 50,000 ล้านดอลลาร์ให้เวเนซุเอลากู้ไปแล้วก่อนหน้านี้ ในการเดินทางไปเยือนจีนของประธานาธิบดี “มาดูโร” เมื่อช่วงวันพฤหัสที่ 13 กันยายนที่ผ่านมา รัฐบาลจีนยังตัดสินใจ “ขยายเครดิต” เพิ่มเติมให้กับเวเนซุเอลาอีก 5,000 ล้านดอลลาร์ โดยยินดีให้ชำระคืนด้วยเงินสด หรือด้วยผลผลิตน้ำมันก็แล้วแต่ แถมยังเซ็นสัญญาเข้าไปลงทุนทำเหมืองทองคำในเวเนซุเอลา หลังจากที่เคยเข้าไปลงทุนทำบ้านจัดสรร ร่วมผลิตอุตสาหกรรมยานยนต์ โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ ฯลฯ มาก่อนหน้านี้...
ด้วยเหตุที่ประธานาธิบดี “มาดูโร” ท่านหนีไม่พ้นต้องหันไปรัด ไปเลื้อย ไปพัน มังกรจีนยิ่งขึ้นเรื่อยๆ นี่เอง...การรอคอยให้ประชาชนชาวเวเนซุเอลาออกมาประท้วง จนรัฐบาล “มาดูโร” ต้องพังไปเอง มันจึงอาจไม่ทันท่วงที หรือไม่ทันเวลา กับการสร้างความปลอดภัยให้กับ “สวนหลังบ้าน” ของตัวเอง สู้หันไปใช้วิธีแอบเอาเครื่องบินโดรนบรรทุกระเบิดเข้าไปลอบสังหารตัวประธานาธิบดีกันถึงที่มันจึงอาจจะ “เข้าท่า” กว่า เหมือนอย่างที่เคยปรากฏให้เห็นเมื่อช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา และในเมื่อวิธีดังกล่าวดันล้มเหลวไปซะอีก ก็คงเหลือแต่การอาศัย “กรรมวิธีทางทหาร” แบบดื้อๆ ทื่อๆ ดังที่รัฐบาลอเมริกันเคยกระทำต่อบรรดาประเทศละตินอเมริกามาโดยตลอดนั่นเอง ส่วน “กรรมวิธีทางการทูต” นั้น...ก็เลยต้องอาศัย “การทูตแบบโทรโข่ง” หรือ “Megaphone Diplomacy” อย่างที่ “นางนิกกี้ ฮาเลย์” ได้แสดงให้เห็นเป็นตัวอย่างนั่นแล คือทั้งๆ ที่ตัวเองเป็น “ทูตสหรัฐฯ” แถมประจำอยู่ ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ อันเป็นองค์กรที่ต้องยึดถือความเป็นกลางเอาไว้อีกต่างหาก แต่ดันตัดสินใจฉวยโทรโข่งปลุกระดมชาวเวเนซุเอลา ต่อหน้า ต่อตาชาวโลก อย่างไม่ต้องเสียเวลาหาหลักฐานพยาน ว่าด้วยการแทรกแซงรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งใดๆ เอาเลยแม้แต่น้อย...


