xs
xsm
sm
md
lg

ก็แค่พูดว่า ‘จะ’ คลายล็อก...เท่านั้น

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


"โสภณ องค์การณ์"

เป็นนักการเมือง นักซื้อเสียง นักเลือกตั้งในสยามเมืองยิ้มต้องทำใจ มียุครุ่งเมื่อได้กุมอำนาจรัฐเต็มที่ ทำอะไรได้โดยไม่เกรงใจประชาชน ใช้งบประมาณไม่หนำใจ ได้เงินจากภาษีน้อย ก็หาช่องทางกู้สร้างหนี้ นำไปสู่การโกงกินมโหฬารผยองอำนาจวาสนา

เมื่อชาวบ้านอดรนทนไม่ได้ ก็รวมตัวประท้วงการทุจริต ประพฤติมิชอบ นำไปสู่ยุคอับเฉาเมื่อผู้นำกองทัพทำรัฐประหารขับไล่นักการเมืองให้พ้นอำนาจ ตรวจสอบหาช่องทางเอาผิดหรือไม่ขึ้นอยู่กับความใจถึงของหัวหน้าคณะรัฐประหาร

จากนั้น นักการเมืองและเครือข่ายจะต้องอยู่แบบเจียมตัว บางพวกอดอยากปากแห้งถ้าไม่มีอาชีพรองรับ เว้นแต่จะมีนายใหญ่ทุนหนาส่งน้ำเลี้ยงผ่านท่อ รอจังหวะหวนคืนสู่อำนาจ คณะรัฐประหารจะได้ใจชาวบ้านในช่วงแรก สำแดงพลังเล่นงานพวกโกงกิน

เวลาผ่านไป ชาวบ้านเริ่มเอะใจ จากสงสัยนำไปสู่ความแน่ใจว่า “หนีเสือปะจระเข้” เพราะผู้มาใหม่เร่งแก้ปัญหาความอดอยากส่วนตัวและพวกพ้อง สร้างเครือข่ายการเขมือบใหม่ ชาวบ้านได้แต่ทำตาปริบๆ สุดท้ายโทษเวรกรรมของบ้านเมืองไม่สิ้นสุด

สยามเมืองยิ้มไม่เคยมีรัฐบาลโดยประชาชน เพื่อประชาชน อย่างแท้จริง มีแต่นักการเมืองและนักรัฐประหาร ยังไม่เคยมีคณะใดปลอดจากคำครหากรณีเขมือบคำโต มีเพียงคณะเดียวที่อาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์เป็นนายกรัฐมนตรีที่ไม่ถูกคำครหาว่าทุจริต

แต่เป็นรัฐบาลที่เผชิญแรงกดดันทุกด้านในยุคประชาธิปไตยเบ่งบาน มีเดินขบวนเรียกร้องทุกวันโดยกลุ่มนักศึกษา ผู้ใช้แรงงาน กลุ่มพลังการเมือง กลุ่มสารพัด ต่างเรียกร้องสิทธิเสรีภาพเต็มที่หลังจากอยู่ภายใต้ท็อปบู๊ตเผด็จการทหารนานกว่า 10 ปี

คณะปัจจุบันธรรมดาซะที่ไหน มีคำครหาเรื่องการทุจริตโดยตลอด เพียงแต่ไม่ส่งเสียงดังแม้โดนทวงถามหาหลักฐานใบเสร็จ บทพิสูจน์ประเด็นนี้ต้องรอวาระที่อำนาจเปลี่ยนมือ คณะผู้ใหญ่ผู้โตทั้งหลายจะมีชะตากรรมอย่างไร ถ้าพลาดการสืบทอดอำนาจ

ทุกวันนี้ยังเสียงดัง วางมาดมั่น คำรามตะคอกผู้สื่อข่าว ตวาดใส่ชาวบ้านผู้เรียกร้องให้แก้ปัญหา คงมั่นใจว่าอำนาจนั้นจีรังยั่งยืน ประวัติศาสตร์ได้พิสูจน์ให้เห็นชัดแล้วว่าผู้สื่อข่าวอยู่ได้นานกว่าผู้นำทุกรัฐบาล ต่อให้เป็นเผด็จการมาดเข้มกำมะลอก็ตาม

ผู้สื่อข่าวมีโอกาสเสมอได้รับรู้การเข้าสู่อำนาจ ความผยองยโสโอหังในอำนาจ และวันที่ตกจากอำนาจ มีทั้งหนีกระเซอะกระเซิงไปอยู่ต่างประเทศ และหลบลี้หนีหน้าสังคมอยู่ในดินแดนบ้านเกิด ความองอาจมาดเข้มไม่เหลือ ถ้าอยู่นอกคุกได้ก็ถือว่าเป็นบุญเก่า

หรือว่าเป็นความล้มเหลวในระบบคุณโทษ ไม่จริงจัง เป็น “สากล” เหมือนประเทศอื่นๆ ที่ไม่ยอมให้ใครอยู่เหนือกฎหมาย ไม่มีระบบเพื่อนพ้องน้องพี่ช่วยเหลือหยวนๆ เกี้ยเซียะ ซูเอี๋ย สยามเมืองยิ้มแห้งๆ ไม่อยู่ภายไต้ระบบนี้ จึงติดจมอยู่ในสภาพเน่าไร้คุณค่า

การเมืองสยามเมืองยิ้มแห้งๆ เหมือนจำอวด ละครลิง เล่นหลอกแหกตาชาวบ้านยื้อซื้อเวลาไปวันๆ แต่คุยฟุ้งว่าจะมีเลือกตั้งแน่ คนรู้ทันมองว่าผู้ใหญ่ผู้โตกุมอำนาจไม่กล้าลงจากหลังเสือ มีแผลกลิ่นเลือดเย้ายวนเตะจมูกเสือ รอวาระพลั้งพลาดเพื่อเขมือบ

อ้างว่าเลือกตั้งเร็วที่สุดคือวันที่ 24 กุมภาพันธ์ รู้ดีกว่านักการเมือง นักเลือกตั้งด้วยว่ามีเวลาพอสำหรับนักการเมืองจัดการพิธีกรรมต่างๆ ทั้งๆ ที่ปากก็อ้างว่า “ผมไม่ใช่นักการเมือง” นักกฎหมาย สุดยอดของนักร่างกฎหมายก็เจื้อยแจ้วแต่ละวัน อ้างนั่นนี่โน่น

พุทโธ่! เกือบตลอดชีวิตของการเป็นนักกฎหมาย บทบาทที่ชาวบ้านได้รับรู้เห็นมาโดยตลอด สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น คือการร่างกฎหมายเพื่อรับใช้นักรัฐประหาร นักเผด็จการ ประกาศต่างๆ ของนักรัฐประหารเพื่อลิดรอน จำกัดสิทธิผลประโยชน์ของประชาชน

ร่างกฎหมายมีแต่ข้อครหาเรื่องหมกเม็ด เปิดช่องรูหมาลอด วางกับดัก เงื่อนปม สร้างปัญหาให้บ้านเมือง เพียงเพื่อเอาใจ รับใช้คณะเผด็จการและคนกุมอำนาจรัฐที่ใช้เผด็จการทางรัฐสภาเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง สร้างความมั่งคั่งให้พี่น้องพวกพ้อง

นักกฎหมายประเภทนี้หรือที่ประชาชนควรไว้ใจว่าปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน ดังนั้นเรื่องการดึงเกมซ่อนกล วางกลไกกับดัก เงื่อนไขทางกฎหมายจึงเป็นภารกิจหลัก เพื่อให้ “การคลายล็อก” ล่าช้าออกไปก่อน “การปลดล็อก” ไม่เต็มบ้อง

อ้างเหตุผลความมั่นคง ใช้ได้ทุกสถานการณ์ แต่ไม่กล้าบอกว่าความมั่นคงของใคร ทั้งๆ ที่ชาวบ้านรู้ว่าเป็นความมั่นคงของอำนาจของผู้ใหญ่ผู้โตที่หวาดเสียวกับสภาวะ “ขาลอย” และรอวัน “ขาหลุด” ซึ่งจะนำไปสู่ความไม่แน่นอนในชะตากรรมและอิสรภาพ

ที่น่าหวาดเสียวไม่น้อยคือ “เสือเหลี่ยม” ที่คำรามอยู่ต่างแดน มั่นใจว่าจะทวงคืนอำนาจได้ ถ้ามีการเลือกตั้ง ทั้งปรามาสว่าพวกก๊วน 3 มิตรและเครือข่ายเป็นพวกไร้ราคา สอบตกแน่เพราะชาวบ้านเบื่อหน่ายคณะปัจจุบันเต็มทน บ้านเมืองดูไร้อนาคตสดใส

น่าแปลก อ้างว่าเป็นทหาร นักรบ นั่นนี่โน่น แต่ปล่อยเสือเหลี่ยมเข้าป่า ผิดหลักการรบ นอกจากนั้นยังปล่อยให้น้องสาวเสือเหลี่ยมไปร่วมกันส่งเสียงเจื้อยแจ้ว แซวให้ระลึกถึงความหลังที่เคยเดินเคียงคู่กันชี้โบ๊ชี้เบ๊ตรวจน้ำท่วม หน้าตายิ้มแย้มหยาดเยิ้ม

ไม่ต้องให้บอกว่าเสือเหลี่ยมคั่งแค้นขนาดไหน ยิ่งกว่าไฟนรกสุมหัวอก รอการเช็คบัญชีถ้ามีโอกาสชนะเลือกตั้ง ผู้ใหญ่ผู้โตก็อ้างว่าอยากแสดงมุทิตาการุณย์ ไม่อยากตีหมาให้จนตรอก แล้ววันนี้หมาได้กลายเป็นเสือ จากความล้มเหลวของนักรัฐประหาร

จากนี้ไปนักการเมือง นักเลือกตั้ง นักซื้อเสียงต้องรอ “ขั้นตอน” และ “คั่นและตอน” จนกว่าจะมีการ “คลายล็อก” และ “ปลดล็อกไม่เต็มร้อย” อ้างความมั่นคง ไม่อยากให้มีการหาเสียงโจมตีกันระหว่างพรรคการเมือง โดยแกล้ง แสร้งไม่เข้าใจธรรมเนียมปฏิบัติ

การหาเสียงทางการเมืองคือแต่ละฝ่ายต้องหาจุดอ่อน ความชั่วร้ายของคู่แข่งมาบอกให้ชาวบ้านได้รับรู้ การเปิดเผยข้อมูลไม่ใช่การโจมตี แต่ทำให้ชาวบ้านได้พิจารณาว่าควรเลือกใคร การหาเสียงไม่ใช่การยอวาทีหรือชื่นชมยกก้นคู่แข่ง ไม่แช่งด่าก็ถือว่าดีแล้ว

ชาวบ้านรู้แล้วด้วยซ้ำว่าจะต้องเจอสภาวะ “หนีเสือปะจระเข้” อีกรอบ เป็นวงจรอุบาทว์ของสังคมการเมืองน้ำเน่าด้อยพัฒนา เสือหิว เสือโหยหมุนเวียนกันเข้ามาเขมือบ

บอกหน่อยเถอะ! ที่อ้างย้ำๆ ว่า “จะมีเลือกตั้ง” นั้น เชื่อคำพูดของตัวเองหรือเปล่า?




กำลังโหลดความคิดเห็น...