xs
xsm
sm
md
lg

เรื่องน่ารู้ของฟุตบอลโลกที่ผ่านมา

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

"ฝั่งขวาเจ้าพระยา"
"โชกุน"

การขังขันฟุตบอลโลกครั้งที่ 22 ที่รัสเซียเป็นเจ้าภาพได้เริ่มขึ้นแล้ว ตั้งแต่วันที่ 14 มิถุนายน ไปจนถึงวันที่ 16 กรกฎาคม กินเวลาหนึ่งเดือนเต็ม ที่แฟนบอลทั่วโลกจะจดจ่ออยู่กับมหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก

ฟุตบอลโลกแข่งขัน 4 ปีครั้ง แข่งกันมา 21 ครั้งแล้ว มีสถิติในเรื่องต่างๆ มากมายเกินกว่าจดจำได้หมด สำนักข่าวบีบีซีของอังกฤษเลือกเรื่องใหญ่ 4-5 เรื่องมาเล่าสู่กันฟัง

บราซิลเป็นแชมป์ฟุตบอลโลกมากที่สุด คือ 5 ครั้ง ครั้งสุดท้ายคือ ฟุตบอลโลกครั้งที่ 17 ปี 2002 หรือพ.ศ. 2545 ที่เกาหลีใต้ และญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพร่วม โดยชนะเยอรมนีในรอบชิงชนะเลิศ 2 ต่อ 0

ฟุตบอลโลกครั้งล่าสุดเมื่อ 4 ปีที่แล้ว บราซิลเป็นเจ้าภาพ แต่ไปไม่ถึงดวงดาว ถูกเยอรมนีถล่มอย่างยับเยิน 7 ประตูต่อ 1 ในรอบรองชนะเลิศ

ประเทศที่ได้แชมป์รองลงมามีสองประเทศคือ เยอรมนีได้แชมป์ 4 ครั้ง รวมทั้งครั้งล่าสุดที่ถล่มบราซิลคาบ้านแล้วไปเอาชนะอาร์เจนตินาในรอบชิง 1 ประตูต่อ 0 อีกประเทศหนึ่งคือ อิตาลี แต่ฟุตบอลโลกที่รัสเซียครั้งนี้ไม่มีอิตาลี เพราะตกรอบคัดเลือก

อาร์เจนตินา และอุรุกวัยครองแชมป์ชาติละ 2 ครั้ง สเปน ฝรั่งเศส และอังกฤษ ชาติละครั้งเดียว

ทีมจากทวีปยุโรปคว้าถ้วยฟุตบอลโลกไปครองรวม 11 ครั้ง ในขณะที่ทีมจากอเมริกาใต้ครองถ้วยน้อยกว่าคือ 9 ครั้ง

มิโรสลาฟ โคลเซ กองหน้าทีมเยอรมนีเป็นดาวซัลโวสูงสุดในฟุตบอลโลกทุกครั้งรวมกันคือ ยิงได้ 16 ประตู จากฟุตบอลโลก 4 ครั้ง เขาแขวนสตั๊ดเมื่อสองปีก่อน และร่วมฟุตบอลโลกหนนี้ ในฐานะสต๊าฟของเยอรมนี

โรนัลโด ดาวยิงแซมบ้า รั้งตำแหน่งที่สองยิงได้รวม 15 ประตูจากฟุตบอลโลก 3 ครั้ง กว่าครึ่งหนึ่ง คือ 8 ประตูเกิดขึ้นในฟุตบอลโลก 2002 ทำให้บราซิลครองแชมป์ เป็นสมัยที่ 5 และหลังจากนั้นไม่ได้เป็นแชมป์อีกเลยจนถึงปัจจุบัน

ไอ้หมูดินระเบิด เกิร์ต มุลเลอร์ ศูนย์หน้าทีมเยอรมนียิงได้ 14 ประตูจากฟุตบอลโลก 1970 ที่เม็กซิโก ซึ่งเขาเป็นดาวซัลโวสูงสุด 10 ประตู และอีก 4 ประตูในเวิลด์คัพ 1974 ที่เยอรมนีเป็นเจ้าภาพ และเป็นแชมป์ หลังจากมุลเลอร์ ยิงประตูชัยให้เยอรมนีชนะเนเธอร์แลนด์ 2 ต่อ 1 ในรอบชิงชนะเลิศคว้าถ้วยไปครองเป็นสมัยที่ 2

สำหรับเปเล่ตำนานคู่บอลโลกยิงได้รวม 12 ประตูจากฟุตบอลโลก 4 ครั้ง

นักเตะที่ยิงประตูรวมได้เกิน 10 ประตูขึ้นไป ที่ยังคงเตะในฟุตบอลโลกครั้งนี้คือ โธมัส มุลเลอร์ จากทีมอินทรีเหล็ก ฟุตบอลโลกที่ผ่านมา 2 ครั้ง เขายิงได้ครั้งละ 5 ประตู ถ้าครั้งนี้เขาทำได้มากกว่า 2 ครั้งที่ผ่านมา ก็จะทาบรัศมีดาวซัลโวตลอดกาลรุ่นพี่ มิโรสลาฟ โคลเซ ได้สำเร็จ

ดาวยิงอันดับสองที่ยังคงลงเตะในฟุตบอลโลกหนนี้คือ เจมส์ โรดริเกวซ ศูนย์หน้าทีมชาติโคลอมเบีย ซึ่งเป็นดาวซัลโวสูงสุดในฟุตบอลโลก 2014 ยิงได้ 6 ประตู อันดับ 3 มี 4 คนยิงได้ 5 ประตูเท่ากัน คือ เมสซี่ และฮิกัวอิน จากอาร์เจนตินา ซัวเรส จากอุรุกวัย และทิม เคฮิลล์ ของออสเตรเลีย ซึ่งผ่านสังเวียนบอลโลกติดต่อกัน 3 สมัยมากกว่าคนอื่นๆ 1 ครั้ง

ส่วนคริสเตียโน โรนัลโด ซูเปอร์สตาร์ รองเท้าทองคำจากเรียล แมดริด เล่นให้ทีมชาติโปรตุเกสในฟุตบอลโลก 2006, 2010 และ 2014 ยิงได้ครั้งละประตูเดียวเท่านั้น รวมทั้งหมด 3 ครั้ง 3 ประตู

อังกฤษเป็นแชมป์ฟุตบอลโลกเมื่อปี 1966 ครั้งเดียว และหลังจากนั้น ผลงานดีที่สุด คือ เข้าถึงรอบรองชนะเลิศเพียงครั้งเดียว แต่บรรดานักเตะที่มาประลองแข้งบอลโลกที่รัสเซียคราวนี้ เป็นนักเตะที่ค้าแข้งอยู่ในพรีเมียร์ลีกของอังกฤษมากที่สุด

จากนักเตะทั้งหมด 736 คน (32 ทีมๆ ละ 23 คน) เป็นนักเตะจากสโมสรในอังกฤษ 130 คน รองลงมาคือจากสโมสรสเปน 81 คน เยอรมนี 67 คน

ทีมชาติที่ไม่มีผู้เล่นจากสโมสรในอังกฤษอยู่เลยคือ อุรุกวัย ปานามา ซาอุดีอาระเบีย และรัสเซีย

ทีมชาติอังกฤษ ยังเป็นทีมเดียวที่มีผู้เล่นทั้ง 23 คน มาจากสโมรสรฟุตบอลในพรีเมียร์ลีก ในขณะที่สวีเดน และเซเนกัล ไม่มีนักเตะที่ค้าแข้งอยู่ในบ้านร่วมทีมแม้แต่คนเดียว

ความตื่นเต้นเร้าใจประการหนึ่งของเกมฟุตบอลโลกคือ การยิงลูกโทษตัดสินผลแพ้ชนะ หลังจากทั้งสองทีมเสมอกันในเกมปกติ 90 นาที และเกมต่อเวลา 30 นาที

ทีมที่ไม่เคยพลาดจะเรียกว่า มีโชคก็ได้ในการยิงลูกโทษ คือ เยอรมนีที่ต้องชี้ชะตาว่าจะได้ไปต่อหรือไม่ โดยการดวลลูกโทษ 4 ครั้ง นักเตะทีมอินทรีเหล็ก ไม่เคยพลาดแม้แต่ครั้งเดียว ยิงเข้าประตู 15 ลูกจากโควตาทั้งหมด 20 ลูก

อังกฤษเป็นทีมที่ไม่มีดวงในการดวลลูกโทษยิง 3 เกมแพ้หมด

ทีมที่มีเดิมพันสูงสุดในการดวลลูกโทษเพื่อตัดสินผลแพ้ชนะ ไม่มีใครเกิน อิตาลีซึ่งลงดวลลูกโทษ 4 ครั้ง แพ้ 3 ชนะ 1 โดยที่ 2 ใน 4 เกมดวลลูกโทษเป็นการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ

ฟุตบอลโลกปี 1994 อิตาลีเข้าชิงกับบราซิล เกม 90 นาทีเสมอกัน 0-0 ต่อเวลา ครึ่งชั่วโมงก็ยังยิงประตูกันไม่ได้ ต้องตัดสินด้วยจุดโทษ 4 ลูกผ่านไป บราซิลนำอยู่ 3 ต่อ 2 โรแบร์โต บักจิโอ ยิงลูกที่ 5 ข้ามคานไปแบบไม่มีลุ้น ทำให้บราซิลคว้าถ้วยไปครอง

โชคร้ายไม่ได้ตกอยู่กับอิตาลีเสมอไป อีก 12 ปีต่อมาในรอบชิงฟุตบอลโลก 2006 ที่เยอรมนี อิตาลีเข้าชิงกับฝรั่งเศส ผลการแข่งขันในเวลาเสมอกัน 1-1 ต่อเวลาแล้วก็ยังไม่มีผลแพ้ชนะ ต้องตัดสินด้วยลูกโทษ ทีมอัสซูรี่ล้างอาถรรพ์การยิงจุดโทษ 3 ครั้งที่ผ่านมา แพ้หมด คราวนี้ยิงเข้าทั้ง 5 ประตู ฝรั่งเศสยิงได้แค่ 3 อิตาลีได้เป็นแชมป์ และเป็นแชมป์ฟุตบอลโลกครั้งที่ 4