xs
xsm
sm
md
lg

ความเป็นไทยที่สวนทางกับความเป็นธรรม (1)

เผยแพร่:   โดย: ทับทิม พญาไท

<b>พิธีเปิดสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงเยรูซาเล็ม</b>
ต้องถือเป็นเรื่องที่ทำให้คนไทยจำนวนไม่น้อย ออกจะมึนซ์ซ์ซ์ๆ งงง์ง์ง์ๆ อยู่พอสมควรเหมือนกัน สำหรับการที่ประเทศไทยแลนด์ แดนสยาม ของหมู่เฮา ตัดสินใจส่งตัวแทนไปร่วมพิธีเปิดสถานทูตอเมริกาแห่งใหม่ หรือการย้ายสถานทูตจากกรุงเทล อาวีฟ ไปอยู่ที่กรุงเยรูซาเล็ม อันอาจถือเป็นพิธีประกาศรับรองกรุงเยรูซาเล็มให้เป็น “เมืองหลวง” ของอิสราเอล ตามแนวนโยบายของคุณพ่ออเมริกาก็ย่อมได้ ถึงขั้นอดีตรัฐมนตรีคลังอย่าง “คุณธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล” ต้องออกมาโพสต์ มาตั้งคำถามไว้ในเฟซบุ๊กของท่านว่า “ทำไมไทยจึงไปร่วมทำไมจึงเลือกข้างแบบออกนอกหน้าในยามหน้าสิ่ว หน้าขวาน ผมไม่เข้าใจ???”...

คือในจำนวนประเทศประมาณ 86 ประเทศ...ที่ได้รับเทียบเชิญให้เข้าร่วมพิธีกรรมครั้งนี้ กว่าครึ่งหนึ่งหรือ 53 ประเทศเขาไม่คิดจะเอาด้วย หรือ “ไม่เห็นควรด้วย” โดยมีอยู่แค่ 33 ประเทศเท่านั้น ที่พร้อมจะ “ด้วน” ไปกับคุณพ่ออเมริกา ซึ่งหนึ่งในนั้น ก็เผอิญว่า...คือไทยแลนด์ แดนสยาม ของหมู่เฮานี่เอง ตามด้วยเวียดนาม ฟิลิปปินส์ และพม่า ส่วนประเทศในภูมิภาคเอเชียรายอื่นๆ ไม่ว่าจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ไปจนถึงอินโดฯ มาเลย์ ฯลฯ ต่างไม่ปรากฏอยู่บัญชีรายชื่อแขกที่ยอมรับเชิญ แม้แต่ประเทศเดียว สำหรับภูมิภาคแอฟริกา...ก็ออกจะหนักไปทางประเทศจนๆ ซะเป็นหลัก ไม่ว่าเอธิโอเปีย ซูดาน แทนซาเนีย รวันดา คองโก แซมเบีย ฯลฯ อะไรประมาณนั้น ส่วนในภูมิภาคละตินอเมริกา นอกจากกัวเตมาลา ปานามา ที่ “ยอมด้วน” ถึงขนาดยอมย้ายสถานทูตตามอเมริกาไปอยู่ที่กรุงเยรูซาเล็มแล้ว ก็มีแต่ประเทศที่ไม่ถึงกับสลักสำคัญอะไรมากมาย เช่น โดมินิกัน เปรู ปารากวัย ฯลฯ เป็นต้น...

ส่วนในยุโรป...ไม่ว่าอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี ที่ถือเป็นแกนหลัก นอกจากไม่คิดจะด้วนตามอเมริกาไปด้วย ยังออกมาประณาม ตำหนิติติงคุณพ่ออเมริกาหนักบ้าง เบาบ้างไปตามสภาพ ที่ยอมด้วนๆ ตามอเมริกาก็แค่ประเทศเล็กๆ น้อยๆ อย่าง เซอร์เบีย โรมาเนีย ยูเครน จอร์เจีย อัลบาเนีย มาซิโดเนีย ฯลฯ เป็นต้น ซึ่งจะด้วยความเล็ก ความจน หรือความที่เป็นประเทศซึ่งไม่ได้สลักสำคัญอะไรมากมาย หรือไม่ อย่างไร ก็มิอาจสรุปได้ เลยทำให้บรรดาประเทศเหล่านี้ อาจคิดว่าคงไม่มีใครถือสาหาความกันซักเท่าไหร่ การยอมด้วนหรือยอมตามก้นอเมริกา จึงถือเป็นการ “เอาตัวรอด”หรือ “รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี” อะไรทำนองนั้นเหมือนเมื่อครั้งประเทศไทยแลนด์ แดนสยาม ของหมู่เฮา ตัดสินใจโดดเข้าร่วมเวทีประชุมเพื่อรวมตัวเป็น “พันธมิตรทางทหาร” ในการยกระดับการกดดันเกาหลีเหนือ ณ ประเทศแคนาดา เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมานั่นเอง โดยตัวแทนประเทศไทย อย่างท่าน “ทูตแสบ” หรือ “คุณวีรชัย พลาศรัย” สวมบทเป็น “ทูตแอบ” คือพยายามแอบๆ ไม่คิดจะโผล่หน้า โผล่ตาระหว่างต้องปรากฏตัวบนเวที เพื่อร่วมประกาศยืนยันความเป็น “พันธมิตรทางทหาร” อันเป็นสิ่งที่ประเทศใหญ่ๆ ยักษ์ๆ อย่างจีนและรัสเซีย เขาออกอาการไม่เห็นควรด้วยแบบเต็มเม็ด เต็มสูบ...

อย่างไรก็ตาม...แม้ว่าการ “เอาตัวรอด” หรือ “รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี” อาจถือเป็น “วิเทโศบาย” ของกระทรวงการต่างประเทศไทยมาแต่อ้อน แต่ออก ชนิดอาจถือเป็นภาพสะท้อน “ความเป็นไทย” เอาเลยก็ว่าได้ แต่สำหรับการตัดสินใจเข้าร่วมพิธีที่ไม่ต่างไปจาก “การประกาศรับรองกรุงเยรูซาเล็มให้เป็นเมืองหลวงของอิสราเอล”คราวนี้ มันคงไม่ถึงกับไหลลื่นแบบปลาไหลใส่สเกตได้มากมายซักเท่าไหร่ เพราะกรณีดังกล่าว นับวันมันกำลังก่อให้เกิดแรงเสียดสี เสียดทานหนักหนาสาหัสยิ่งขึ้นทุกที คือถือเป็นการแสดงออกที่ออกจะสวนทางกับมติของสหประชาชาติ ซึ่งยืนหยัด ยืนยันมาตั้งแต่ยุคพระเจ้าเหายังใส่กางเกงหูรูด หรือตั้งแต่ปี ค.ศ. 1947 มาแล้วว่า “เยรูซาเล็มถือเป็นเมืองหลวงของนานาชาติ” อันเนื่องมาจาก “ความซับซ้อนทางประวัติศาสตร์” ที่ยุ่งยากเกินกว่าจะปล่อยให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ชาติใดชาติหนึ่ง หยิบยกมาอ้างไปตามผลประโยชน์ หรือตามความปรารถนาต้องการของฝ่ายใคร-ฝ่ายมัน...

หรืออย่างที่รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย “นายเซอร์เกย์ ลาฟรอฟ” (Sergey Lavrov) ท่านออกมาให้ข้อสรุปไว้เมื่อไม่กี่วันมานี้นั่นแหละว่า... “ทางออกของประชาคมนานาชาติ ได้แจ้งเอาไว้ถึงสถานะของกรุงเยรูซาเล็ม ว่าเป็นประเด็นสำคัญเอามากๆ ต่อกระบวนการสันติภาพทั้งหมด และจะต้องหาทางออกด้วยการเจรจาระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์ ภายใต้การยอมรับจากทั้งสองฝ่าย” ดังนั้น...แม้แต่ประเทศที่ถือเป็นพันธมิตรเคียงบ่าเคียงไหล่กับคุณพ่ออเมริกา อย่างอังกฤษ เมื่อช่วงวันสองวันที่ผ่านมา โฆษกนายกรัฐมนตรีอังกฤษ ยังเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องออกมายืนยันว่า... “อังกฤษยังคงยึดถือข้อตกลงที่จะให้กรุงเยรูซาเล็มเป็นเมืองหลวงร่วมกันของทั้งยิวและปาเลสไตน์ รวมทั้งขอเรียกร้องให้ฝ่ายต่างๆ ยับยั้งและหลีกเลี่ยงการทำลายกระบวนการสันติภาพ” พูดง่ายๆ ว่า...การยอมด้วน หรือยอมเดินตามก้นอเมริกาในกรณีดังกล่าว แทบไม่ต่างอะไรไปจากการร่วมกระทำการที่ขัดกับมติสหประชาชาติ ขัดกับหลักกฎหมายระหว่างประเทศ หรือแม้แต่หลักสิทธิมนุษยชนอีกด้วยต่างหาก...

โดยเฉพาะเมื่อกรณีดังกล่าว...มันได้ก่อให้เกิด “การสังหารหมู่อันน่าสยองขวัญ” (Terrible massacre) ตามคำเรียกของรัฐบาลปาเลสไตน์ อุบัติขึ้นมาในช่วงวันจันทร์ที่ 14 พฤษภาคมที่ผ่านมา อันตรงกับวันพิธีเปิดสถานทูตแห่งใหม่ของสหรัฐฯ และตรงกับวันประกาศอิสรภาพของอิสราเอล รวมทั้งตรงกับวันรำลึกถึงโศกนาฏกรรมของชาวปาเลสไตน์ ที่เรียกกันว่า “Nakba Day” หรือ “Day of Catastrophe” หรือ “วันแห่งหายนะ” อะไรทำนองนั้น คือตรงกับวันที่ชาวปาเลสไตน์กว่า 700,000 คน ถูกขับไล่ออกจากถิ่นที่อยู่ ที่อาศัยดั้งเดิมของตัวเอง ต้องกลายเป็นผู้อพยพลี้ภัยกระจัดกระจายอยู่ในดินแดนประเทศจอร์แดน เลบานอน ซีเรีย พื้นที่เขตเวสต์แบงก์ และฉนวนกาซา ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1948 อันเนื่องมาจากถูกอิสราเอลยึดครองดินแดน ในช่วง “สงครามปาเลสไตน์” (Palestine War) นั่นเอง...

ภายใต้ความคับแค้นแน่นอกตลอดช่วงระยะเวลา 70 ปี เมื่อต้องมาเจอกับการประกาศยกกรุงเยรูซาเล็มให้เป็นเมืองหลวงของชาวยิว โดยคุณพ่ออเมริกาซะเฉยเลย บรรดาชาวปาเลสไตน์จำนวนกว่า 35,000 คน จึงได้แห่ออกมาประท้วงร่วมชุมนุมกัน ณ บริเวณรั้วเส้นกั้นพรมแดนแบ่งอิสราเอลและปาเลสไตน์ออกจากกัน โดยขณะที่พิธีเฉลิมฉลองสถานทูตแห่งใหม่ของอเมริกากำลังเริ่มต้นขึ้น โดยมี “ตัวแทนประเทศไทย” เข้าร่วมด้วยช่วยด้วน อย่างชื่นมื่น ชื่นสะดือ ทหารอิสราเอลก็ตัดสินใจสาดกระสุนเข้าใส่บรรดาผู้ชุมนุมประท้วง ชนิดสนั่นลั่นโลก ส่งผลให้ผู้ประท้วงสิ้นชีพตักษัยไปถึง 59 ราย บาดเจ็บอีกไม่น้อยไปกว่า 2,771 ราย ก่อให้เกิดโศกนาฏกรรมระดับโลก จนไม่ว่าใครก็ตามที่มีส่วนร่วม หรือมีส่วนเห็นดีเห็นงามกับโศกนาฏกรรมเหล่านี้ ย่อมหนีไม่พ้นต้องเสียหน้า เสีย(หมา)สุนัขตามไปด้วยอย่างช่วยไม่ได้ แม้แต่ประเทศที่เชี่ยวชาญในการ “รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี” อย่างไทยแลนด์ แดนสยาม ของเราก็เถอะ ซึ่งจะออกมาในแนวไหน อย่างไรนั้น คงต้องไปว่ากันต่อวันพรุ่งนี้อีกสักวัน...


กำลังโหลดความคิดเห็น...