xs
xsm
sm
md
lg

เปิดงานวิจัย โภชนาการแบบไหนมีโอกาสขยายอายุขัยผู้ป่วยมะเร็งได้ ?

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

ปัญหาประการหนึ่งอันสำคัญของผู้ป่วยโรคมะเร็งคือ “ความสับสนเรื่องอาหาร” เพราะในโลกของความเป็นจริงแล้ว มีข้อมูลที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงระหว่างแพทย์แผนปัจจุบัน กับ ภูมิปัญญาแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก และส่วนใหญ่การถกเถียงขัดแย้งกันเหล่านั้นก็ล้วนแล้วแต่เป็นการแสดง “ความคิดเห็น” ที่มาจากประสบการณ์ที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าจริงหรือไม่?

ข้อดีประการหนึ่งของคนในยุคข้อมูลข่าวสารไร้พรมแดน คือสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้มากขึ้น ทำให้สามารถค้นหาเรียนรู้ด้านสุขภาพได้เองอย่างไร้ขีดจำกัด

แต่ข้อเสียที่มาคู่กันก็คือข้อมูลอันมากมายมหาศาลเหล่านั้นปะปนไปด้วยความจริงและความเท็จ โดยเฉพาะอย่างย่ิงข้อมูลในยูทูป เฟสบุ๊ค และไลน์ที่ส่งต่อๆกันไปนั้น สามารถที่จะสร้างความสับสนให้กับผู้ป่วยและคนในครอบครัวมากย่ิงขึ้น

ความทุกข์ของผู้ป่วยโรคมะเร็งนั้นไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะข้อมูลข่าวสารยุคใหม่เท่านั้น แต่ยังมาจากความคิดเห็นของหมอและผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพที่ผู้ป่วยไปแสวงหาเหล่านั้นยังอาจจะแตกต่างกันอย่างสุดขั้วเลยก็ได้ และถ้าจะเลือกเชื่อทุกท่านหมดก็คงไม่เหลือเมนูอาหารให้รับประทานได้เลยในท้ายที่สุด

หมอจำนวนหนึ่งบอกว่าให้กินเนื้อนมไข่เต็มที่ บางคนบอกว่าแค่กินมังสวิรัติก็ใช้ได้แล้ว บางคนบอกว่าห้ามกินเนื้อนมไข่ด้วย แต่บางคนบอกว่าห้ามกินน้ำตาล บางคนบอกว่าห้ามกินแป้งและน้ำตาล บางคนบอกให้กินน้ำมันมะพร้าวได้ บางคนบอกห้ามกินน้ำมันมะพร้าวเด็ดขาด แต่บางคนบอกให้กินน้ำมะพร้าวอย่างเดียว บางคนบอกให้กินอาหารฤทธิ์ร้อนแต่บางคนบอกให้กินฤทธิ์เย็น บางคนบอกห้ามกินอาหารหมักดอง แต่บางคนสนับสนุนให้กินโยเกิร์ตทั้งๆที่มาจากการหมัก บางคนบอกห้ามกินเห็ด แต่บางคนกลับบอกว่าให้กินเห็ดบางชนิดได้และกินดีด้วย บางคนบอกกินผลไม้ได้ บางคนบอกว่าห้ามกินผลไม้ด้วย บางคนบอกให้เดินสายกลางฯลฯ

คำถามมีอยู่ว่าเมื่อเกิดความสับสนได้มากขนาดนี้ ผู้ป่วยและครอบครัวผู้ป่วยควรจะเชื่อใครดี?

คำตอบคืออย่าเชื่อใครง่ายๆ!!!! อย่าเชื่อว่าเพราะเขาเล่าว่าหรือเขาบอกว่า ไม่ว่าจะเป็นหมอหรือผู้เชี่ยวชาญคนใด อย่าเชื่อโพสต์ใดหรือบทความใดง่ายๆ ตั้งสติให้ดีและค้นหาความจริง เพราะในยุคนี้ข้อมูลและข้อเท็จจริงส่วนใหญ่สามารถที่จะค้นหาและเข้าถึงได้แล้วด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ

ดังนั้นแม้อ่านบทความนี้แล้วก็จะเพิ่งปักใจเชื่อ ต้องค้นคว้าด้วยตนเองต่อว่าสิ่งที่จะเขียนและอ้างอิงต่อไปนี้เป็นความจริงหรือไม่?


โรคมะเร็งนั้นมีหลากหลายชนิดและเกิดขึ้นในหลายอวัยวะที่แตกต่างกัน และต้นเหตุที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งก็มีหลายสาเหตุขึ้นอยู่กับเป็นมะเร็งชนิดไหน ซึ่งสำนักงานวิจัยระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยมะเร็ง (International Agent for Research on Cancer) ขององค์การอนามัยโลกเองก็พยายามอย่างยิ่งที่จะหาสารก่อมะเร็งว่ามีอะไรบ้าง ด้วยการรวบรวมวิจัยในหลอดทดลอง สัตว์ทดลอง มนุษย์ และระบาดวิทยา เพื่อให้มีข้อสรุปให้ทันในยุคนี้ว่าสิ่งใดเพิ่มความเสี่ยงโรคมะเร็งมากขึ้น

ยกตัวอย่างจากบัญชีรายชื่อของสารก่อมะเร็งในมนุษย์ที่มีข้อมูลอย่างเพียงพอ เช่น การดื่มแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่ รังสีเอกซ์ และรังสีแกมม่า สามารถเป็นสารก่อมะเร็งได้หลายอวัยวะ เช่น มะเร็งลำไส้และมะเร็งทวารหนัก, มะเร็งหลอดอาหาร ฯลฯ

ดังนั้นถ้าคนรู้และใส่ใจข้อมูลเหล่านี้ก็ควรจะต้องหยุดดื่มแอลกอฮอล์ หยุดสูบบุหรี่ และหลีกเลี่ยงการทำซีทีสแกนถ้าไม่จำเป็น เพราะต้องการทำซีทีสแกนต้องใช้รังสีเอ็กซ์ในปริมาณที่มากกว่าการเอ๊กซ์เรย์อย่างมาก

ในขณะเดียวกันก็ยังพบว่ายาคุมกำเนิด และอาหารหรือยาที่เกี่ยวกับฮอร์โมนเพศหญิงทำให้เพิ่มความเสี่ยงโรคมะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่ และมะเร็งตับ นอกจากนั้นอาหารที่มาจากเนื้อแปรรูป (ลูกชิ้น, เบคอน, ไส้กรอก, แฮม ฯลฯ)เพิ่มความเสี่ยงโรคมะเร็งลำไส้ โรคไวรัสเอชพีวีทำให้เป็นโรคมะเร็งปากมดลูก ฯลฯ [1]

นอกเหนือจากสารก่อมะเร็งแล้ว เราก็ยังควรสนใจอีกกลุ่มหนึ่งด้วย นั่นคือกลุ่มที่ “น่าจะเป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์” แต่ยังไม่ถึงขั้นจะฟันธงได้ว่าเป็นสารก่อมะเร็งเพราะปรากฏหลักฐานอย่างจำกัดในมนุษย์ แต่ก็อาจจะยกระดับเป็นสารก่อมะเร็งเมื่อมีข้อมูลที่ชัดเจนมากขึ้นในอนาคตก็ได้ เช่น เนื้อแดง (เนื้อหมู เนื้อวัว)เพิ่มความเสี่ยงโรคมะเร็งลำไส้ , การดื่มเครื่องดื่มร้อนจัดเกิน 65 องศาเซลเซียสเพิ่มความเสี่ยงโรคมะเร็งหลอดอาหาร [1]

ทั้งนี้จากข้อมูลของสำนักยุทธศาสตร์และวางแผน กระทรวงสาธารณสุข ได้รายงานสถิติสาเหตุการเสียชีวิตของคนไทย ในปี พ.ศ. 2559 พบว่าคนไทยเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งมากที่สุดถึง 77,566 คน

ในจำนวนนี้คนไทยเสียชีวิตจากโรคมะเร็งตับและมะเร็งท่อน้ำดีในตับมากที่สุด คือประมาณ 17,070 คน แบ่งเป็นเพศชายส่วนใหญ่ประมาณ 12,086 คน แบ่งเป็นเพศหญิง 4,984 คน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้ชายเสี่ยงชีวิตด้วยโรคมะเร็งตับมากกว่าผู้หญิงมาก ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งน่าจะมากจากพฤติกรรมของผู้ชายไทยมีพฤติกรรมดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ และการบริโภคมีความเสี่ยงมากกว่าผู้หญิง [2]

แม้โรคมะเร็งตับจะเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น ไวรัสตับอักเสบชนิดบี การดื่มแอลกอฮฮล์ สูบบุหรี่ การบริโภคน้ำตาลมาก ฯลฯ [3]

แต่งานวิจัยเมื่อปี พ.ศ. 2551 ได้พบว่าการเกิดโรคมะเร็งตับของคนไทยส่วนใหญ่เกิดขึ้นมากที่สุดในภาคอีสาน (โดยเฉพาะที่จังหวัดอุดรธานี และจังหวัดขอนแก่น) รองลงมาคือภาคเหนือ ในขณะที่ภาคกลาง โดยเฉพาะภาคใต้เกิดโรคมะเร็งตับน้อยมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเกิดโรคมะเร็งในตับและท่อน้ำดีในตับของคนไทยในภาคอีสานและภาคเหนือเกินกว่า 60% เกิดจากพยาธิใบไม้ที่มีชื่อว่า Opisthorchis viverrin ซึ่งพบมากในผู้ป่วยมะเร็งตับในประเทศไทย [4]

ที่กล่าวมาข้างต้นเพื่อแสดงให้เห็นว่าสารก่อมะเร็งมีหลายชนิด และแต่ละชนิดก็มีผลต่อการเกิดโรคมะเร็งในแต่ละอวัยวะไม่เหมือนกัน ดังนั้นไม่ว่าจะมีวิธีการรักษาโรคมะเร็งหรือรับประทานอาหารอย่างไรก็ตาม ตราบใดที่ผู้ป่วยคนนั้นยังคงรับสารก่อมะเร็งเหล่านั้นอยู่ ก็ยากที่จะหายจากโรคมะเร็งได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพฤติกรรม อาหาร และสิ่งแวดล้อมของคนในยุคปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไปจากอดีตอย่างมาก


สำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งนั้นน่าจะรับรู้ด้วยว่ากระบวนการทางชีวเคมีที่เซลล์มะเร็งเจริญเติบโตขึ้นได้นั้น ได้อาศัยแหล่งพลังงานจาก 2 แหล่งสำคัญคือ ”น้ำตาลกลูโคส” และกรดอะมิโนอันจำเป็นที่ชื่อ “กลูตามีน” ซึ่งสำหรับคนปกติแล้วทั้งกลูโคสและกลูตามีนต่างมีความจำเป็นต่อร่างกายมนุษย์ทั้งสิ้น

นักวิทยาศาสตร์จำนวนมากที่มีความสนใจในเรื่องเซลล์มะเร็งได้ค้นคว้าเรื่องการใช้พลังงานและการหายใจระดับเซลล์ ซึ่งพบว่าเซลล์มะเร็งนั้นมีความผิดปกติในเรื่องกลไกการเผาผลาญอาหารเป็นพลังงาน ส่งผลทำให้กลไกการเผาผลาญเพื่อให้ได้พลังงานจาก “กลูโคสและกลูตามีน” เกิด “แลคเตท”จำนวนมาก[5] ก่อให้เกิดของเสียคั่งอยู่ภายในไมโตรคอนเดรีย ดังปรากฏตามภาพประกอบที่ 1. [6] ซึ่งกลไกความผิดปกติของเซลล์มะเร็งทำให้ไม่สามารถกำจัดแลคเตทได้กลายเป็นของเสียอยู่ในเซลล์

และในโมเลกุลน้ำตาลที่เท่ากันเซลล์มะเร็งสามารถทำให้เกิดพลังงานได้น้อยกว่าเซลล์ปกติอย่างมาก [7]

ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้เองทำให้เซลล์มะเร็งต้องใช้ปริมาณน้ำตาลที่มากกว่าเซลล์ปกติหลายเท่าตัวเพื่อให้ได้พลังงานที่เท่ากัน ดังนั้นการตรวจด้วยการใช้เทคนิกซีทีสแกนเพื่อหาเซลล์มะเร็งจึงมีการใช้อนุพันธ์น้ำตาลให้กับผู้ป่วยรับประทานเพื่อหาว่าเซลล์ที่ต้องสงสัยเพราะมีการใช้นำ้ตาลในปริมาณที่มากผิดปกติ [8]

จากเหตุผลดังกล่าวข้างต้นจึงทำให้ผู้ป่วยและคนในครอบครัวควรจะต้องตระหนักหรือไม่ว่า น้ำตาลหรือแป้งทุกชนิดที่จะกลายเป็นน้ำตาล (ข้าว, ข้าวต้ม, ก๋วยเตี๋ยว, น้ำตาลที่เกิดจากแลคโตสในนม) ย่อมที่จะเป็นอาหารให้กับการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งหรือไม่ ?

การทดลองของดร.โธมัส เซย์ฟรายด์และคณะ ในกรณีเซลล์มะเร็งสมองชนิด Astrocytoma ผลปรากฏอย่างชัดเจนว่าปริมาณกลูโคสที่เพิ่มขึ้นมีความสัมพันธ์กับการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งสมองเพิ่มมากขึ้นอย่างชัดเจน!!! [9]

นอกจากนั้นเมื่อน้ำตาลกลูโคสเพิ่มสูงขึ้นยังทำให้ปริมาณฮอร์โมนไอจีเอฟ -1 (Insulin Like Growth Factor -1) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่เร่งการเจริญเติบโตของเซลล์และเซลล์มะเร็งเพิ่มสูงขึ้น [9]

และการเจริญเติบโตของฮอร์โมนไอจีเอฟ -1 ที่เพิ่มสูงขึ้นก็ทำให้อัตราการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งเพิ่มสูงขึ้นด้วย ดูภาพประกอบที่ 2. [9]

ตัวอย่างข้างต้นนั้นยังสอดคล้องกับงานวิจัยอีกหลายชิ้นที่พบว่าน้ำตาลมีความสัมพันธ์ทำให้เร่งการเจริญเติบโตของเนื้องอกในสมองมากย่ิงขึ้น [10] -[14]

จากเหตุผลข้างต้นก็ย่อมแสดงให้เห็นว่าถ้าผู้ป่วยมะเร็งต้องการที่จะลดการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง ก็ควรจะต้อง “งด” น้ำตาลและแป้งที่จะถูกย่อยกลายเป็นน้ำตาลทั้งหมด

อีกส่วนหนึ่งก็คือฮอร์โมนไอจีเอฟ-1 แม้จะลดลงไปเมื่อผู้ป่วยงดน้ำตาลแล้ว แต่ก็ยังมีแหล่งอาหารจากภายนอกที่ยังมีฮอร์โมนในการสร้างการเจริญเติบโตให้กับเซลล์เนื้องอกได้ด้วย แม้จะมีฮอร์โมนดังกล่าวในเนื้อสัตว์แต่ฮอร์โมนไอจีเอฟ-1 จะเพิ่มสูงขึ้นมากเมื่อบริโภคนมวัวและผลิตภัณฑ์จากนมวัว

อีกทั้งต้องไม่ลืมว่าเนื้อสัตว์เป็นแหล่งอาหารที่มีโปรตีนสูงย่อมสามารถสร้างกลูตามีน ยังมีคอเลสเตอรอลเป็นส่วนสำคัญของผนังหุ้มเซลล์มะเร็งอีกด้วย ดังนั้น โดยตรรกะนี้ถ้าจะลดฮอร์โมนไอจีเอฟ-1 ก็ต้องหยุดแหล่งโปรตีนและฮอร์โมนจากสัตว์ทุกชนิดด้วย จริงไหม?

โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากงานวิจัยที่สำรวจประชากร 6,381 คนต่อเนื่องเป็นเวลา 18 ปี พบว่าหากประชากรที่มีอายุช่วง 50-65 ปี บริโภคโปรตีนในปริมาณที่มาก จะเพิ่มความอัตราความเสี่ยงเสียชีวิตโดยรวมเพิ่มขึ้น 75% และจะเพิ่มความเสี่ยงเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งและเบาหวานเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่าตัว [15]

อย่างไรก็ตาม ปกติแล้วร่างกายเราจะไม่สามารถลดน้ำตาลในกระเลือดได้ตามอำเภอใจ เพราะมีกลไกในร่างกายที่จะรักษาระดับน้ำตาลเอาไว้ได้ เว้นเสียแต่ว่าร่างกายจะมีการบริโภคไขมันได้มากพอ จนตับผลิตสารคีโตนขึ้นมาในกระแสเลือดเป็นแหล่งพลังงานแทนน้ำตาลได้ ถึงเวลานั้นน้ำตาลกลูโคสในกระแสเลือดจึงจะลดลง ถ้าถึงจุดนั้นได้เมื่อใดก็จะมีโอกาสที่จะควบคุมการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งได้ ดูภาพประกอบที่ 3. [16]

อาหารที่ไขมันสูงย่อมทำให้สัดส่วนคาร์โบไฮเดรต น้ำตาล และโปรตีนลดลงไปโดยปริยาย และส่งผลทำให้แหล่งพลังงานกลูโคสและกลูตามีนของเซลล์มะเร็งลดลงไปด้วย ซึ่งอาหารประเภทนี้หากปราศจากฮอร์โมนจากสัตว์ด้วยจะเรียกว่า “Vegan Ketogenic diet”

ซึ่งแหล่งพลังงานไขมันสูงจากพืชเป็นหลัก ได้แก่ น้ำมันมะพร้าว กะทิ น้ำมันมะกอก อะโวคาโด ไขมันโอเมก้า 3 (จากพืช) ฯลฯ หากยังไม่สามารถหาแหล่งอาหารที่เป็นไขมันได้มากพอ อย่างน้อยก็ควรจะทำให้กลูโคสและกลูตามีนเกิดขึ้นให้น้อยที่สุด นั่นก็คือการเสริมด้วยอาหารที่มีไฟเบอร์สูง

ตัวอย่างงานวิจัยในหนูทดลองได้ปรากฏว่ากลุ่มหนูทดลองที่กินอาหารไขมันสูงและกินคาร์โบไฮเดรตและโปรตีนต่ำ เมื่อผนวกกับการใช้เครื่องแรงดันบรรยากาศสูงเพื่อให้หนูนำออกซิเจนไปใช้ได้มากขึ้น ปรากฏว่าเซลล์มะเร็งเจริญเติบโตได้น้อยที่สุดเมื่อเทียบกับหนูทดลองกลุ่มอื่นๆ ปรากฏตามภาพประกอบที่ 4. [17]

งานวิจัยที่ตีพิมพ์เมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2560 ได้ปรากฏจากการศึกษาในสัตว์ทดลองจำนวน 29 ชิ้น พบว่าแนวทางการบริโภคไขมันสูงว่า 72% ให้ผลในการต้านมะเร็งหลายอวัยวะ [18] แม้ว่าการทดลองในมนุษย์ยังไม่มากพอและมีอยู่อย่างจำกัด แต่อย่างน้อยก็แสดงให้เห็นจาการทดลองในสัตว์ทดลอง ถึงความชอบธรรมที่จะวิจัยเพื่อหาแนวทางโภชนาการในมนุษย์เพิ่มเติมที่อาจช่วยผู้ป่วยโรคมะเร็งให้ขยายอายุขัยต่อไปได้

หากท่านใดสนใจในเรื่ององค์ความรู้ดังกล่าวข้างต้น หรือเรียนรู้ที่จะค้นคว้าข้อมูลด้วยตนเอง สามารถสมัครเรียนได้ในหลักสูตร “วิถีชีวาเวชศาสตร์” หรือ Lifestyle Medicine ซึ่งเป็นหลักสูตรที่เปิดให้ประชาชนธรรมดา ที่ไม่จำกัดอายุและวุฒิการศึกษาให้ได้มีโอกาสเข้ามาเรียนการป้องกันและรักษาด้วยวิถีการดำเนินชีวิตประจำวันกับแพทย์หลากสาขา และผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพในหลายมิติที่มีประสบการณ์ตรงในการปรับวิถีชีวิตของผู้ป่วยจนสามารถหายป่วยมาแล้วทั้งสิ้น เพื่อทำให้ผู้เข้าเรียนสามารถพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น ลดการใช้ยา ลดการไปหาหมอในโรงพยาบาล

วิชาที่จะเรียนได้แก่ การเรียงลำดับการกินอาหารเพื่อสุขภาพ, โภชนาการบำบัดจากภูมิปัญญาของแพทย์แผนไทย-อายุรเวทจนถึงงานวิจัยยุคใหม่, การใช้สมุนไพรในบ้าน, การลงมือทำตัวอย่างผลิตภัณฑ์สมุนไพร, การกดจุดแก้อาการและฟื้นฟูสุขภาพในบ้านในแนวทางแพทย์แผนไทยประยุกต์, การฝังเข็มและการแมะสำหรับบางอาการสำหรับการดูแลตนเองของแพทย์แผนจีน, ธรรมานามัย, การบูรณาการล้างพิษ, การบริหารระบบภูมิคุ้มกัน, การค้นคว้าและการอ่านงานวิจัยด้านสุขภาพ, การแพทย์ฉุกเฉินในบ้าน, การออกกำลังกายเพื่อการชะลอวัย, การเลือกใช้วิตามินและอาหารเสริม, การแพทย์ทางเลือกในยุคปัจจุบัน ฯลฯ

หลักสูตรดังกล่าวนี้รับจำนวนจำกัด โดยเริ่มรับสมัครเรียนแล้วตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2561 และเริ่มเรียนทุกวันเสาร์และอาทิตย์ทั้งเช้าและบ่าย ยกเว้นวันหยุดตามที่กำหนด โดยเริ่มเรียนวันเสาร์ที่ 2 มิถุนายน - 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2561 ที่มหาวิทยาลัยรังสิต รวมประมาณ 84 ชั่วโมง

สามารถสมัครได้โดยไม่จำกัดวัยและวุฒิการศึกษา โดยผู้ที่จบหลักสูตรจะได้รับประกาศนียบัตรจากสถาบันแพทย์แผนบูรณาการและเวชศาสตร์ชะลอวัย มหาวิทยาลัยรังสิต สนใจสมัครเรียนด่วนก่อนเต็ม ได้ที่สถาบันรังสิตวิชชาลัย มหาวิทยาลัยรังสิต หมายเลขโทรศัพท์ 02-791-5681, 02-791-5683, 02-791-5684


ด้วยความปรารถนาดี

อ.ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์
คณบดีสถาบันแพทย์แผนบูรณาการและเวชศาสตร์ชะลอวัย
มหาวิทยาลัยรังสิต


อ้างอิง
[1] International Agent for Research on Cancer, World Health Organisation, List of Classifications by cancer sites with sufficient or limited evidence in humans, Volumes 1 to 121 a
http://monographs.iarc.fr/ENG/Classification/Table4.pdf

[2] กองยุทธศาสตร์และแผนงาน กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข , สถิติสาธารณสุข พ.ศ. 2559 หน้า 79-80, 87 ISSN 0857-3093

[3] Global Agricultural Information Network, 2014 0857-3093

[4] Sripa B, Pairojkul C. Cholangiocarcinoma: Lessons from Thailand. Current opinion in gastroenterology. 2008;24(3):349-356. doi:10.1097/MOG.0b013e3282fbf9b3

[5] Gillies RJ, Gatenby RA. Adaptive landscapes and emergent phenotypes: why do cancers have high glycolysis? J Bioenerg Biomembr. 2007;39:251–7.”

[6] Allen NJ, Karadottir R, Attwell D. A preferential role for glycolysis in preventing the anoxic depolarization of rat hippocampal area CA1 pyramidal cells. J Neurosci. 2005;25:848–59.

[7] Vander Heiden MG, Cantley LC, Thompson CB. Understanding the Warburg Effect: The Metabolic Requirements of Cell Proliferation. Science (New York, NY). 2009;324(5930):1029-1033. doi:10.1126/science.1160809.

[8] Griffeth LK. Use of PET/CT scanning in cancer patients: technical and practical considerations. Proceedings (Baylor University Medical Center). 2005;18(4):321-330.

[9] Seyfried TN, Sanderson TM, El-Abbadi MM, McGowan R, Mukherjee P. Role of glucose and ketone bodies in the metabolic control of experimental brain cancer. Br J Cancer. 2003;89:1375–82.

[10] Wittig R, Coy JF. The role of glucose metabolism and glucose-associated signaling in cancer. Persp Med Chem. 2007;1:64–82.

[11] Lopez-Lazaro M. A new view of carcinogenesis and an alternative approach to cancer therapy. Mol Med. 2010;16:144–53.

[12] Shaw RJ. Glucose metabolism and cancer. Curr Opin Cell Biol. 2006;18:598–608.

[13] Derr RL, Ye X, Islas MU, Desideri S, Saudek CD, Grossman SA. Association between hyperglycemia and survival in patients with newly diagnosed glioblastoma. J Clin Oncol. 2009;27:1082–6.

[14] McGirt MJ, Chaichana KL, Gathinji M, Attenello F, Than K, Ruiz AJ, et al. Persistent outpatient hyperglycemia is independently associated with decreased survival after primary resection of malignant brain astrocytomas. Neurosurgery. 2008;63:286–91. discussion 91.

[15] Levine ME, Suarez JA, Brandhorst S, et al. Low Protein Intake is Associated with a Major Reduction in IGF-1, Cancer, and Overall Mortality in the 65 and Younger but Not Older Population. Cell metabolism. 2014;19(3):407-417. doi:10.1016/j.cmet.2014.02.006.

[16] Seyfried TN, Kiebish M, Mukherjee P, Marsh J. Targeting energy metabolism in brain cancer with calorically restricted ketogenic diets. Epilepsia. 2008;49 (Suppl 8):114–6.

[17] Poff AM, Ari C, Seyfried TN, D’Agostino DP. The Ketogenic Diet and Hyperbaric Oxygen Therapy Prolong Survival in Mice with Systemic Metastatic Cancer. Tang C-H, ed. PLoS ONE. 2013;8(6):e65522. doi:10.1371/journal.pone.0065522.

[18] Klement RJ, Beneficial effects of ketogenic diets for cancer patients: a realist review with focus on evidence and confirmation., Med Oncol. 2017 Aug;34(8):132. doi: 10.1007/s12032-017-0991-5. Epub 2017 Jun 26.


กำลังโหลดความคิดเห็น...