xs
xsm
sm
md
lg

ทวงลาภมิควรได้จาก สปสช. และNGO ตระกูล ส เพื่อมารักษาชีวิตประชาชนผู้ใช้สิทธิบัตรทอง

เผยแพร่:   โดย: ผศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์
ผู้อำนวยการหลักสูตร Ph.D. และ M.Sc. (Business Analytics and Data Science)
สาขาวิชาวิทยาการประกันภัยและการบริหารความเสี่ยง
คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์


เงินสนับสนุนกิจกรรมภาครัฐจากองค์การเภสัชกรรมมายัง สปสช แทนที่จะนำไปรักษาชีวิตประชาชน เกิดในสมัยที่นายแพทย์วิชัย โชควิวัฒน เป็นประธานบอร์ดองค์การเภสัชกรรมและเป็นกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ทางองค์การเภสัชกรรมต้องการให้หน่วยราชการจ่ายเงินไวมากขึ้นเลยให้ cash discount หรือส่วนลดเงินสด

สปสช. ก็ไปซื้อยาโดยที่ พระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ไม่อนุญาตให้ซื้อยาแทนโรงพยาบาลที่เป็นหน่วยบริการสุขภาพแต่อย่างใด แต่เดิมไม่ได้ใช้ชื่อนี้ แล้วคลี่คลายแปลงกายมาใช้ชื่อนี้ อย่างไรก็ตามการไปจัดซื้อยาของ สปสช. นั้นผิดกฎหมาย ทำไม่ได้ ดังนี้ รองเลขาธิการ สปสช. นายแพทย์ ชูชัย ศรชำนิ ได้ไปสารภาพกลางที่ประชุมใหญ่เภสัชกรรมสมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ในปีที่แล้วที่ไบเทค บางนา ว่าสิ่งที่ สปสช. ทำในเรื่องการจัดซื้อยานั้นเป็นการออฟไซด์ ล้ำเส้น

ปัญหาหนักคือเป็นการทำในสิ่งที่กฎหมายห้ามไม่ให้ทำ แล้วยังมีผลประโยชน์คือมีเงิน kick back ในชื่อของเงินสนับสนุนกิจกรรมภาครัฐ ให้ สปสช. และ NGO ตระกูล ส ไปขอเงินไปใช้ทำโครงการต่าง ๆ ทั้งที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้องกับการรักษาพยาบาลดูแลชีวิตประชาชน

สปสช. ซื้อยาต่าง ๆ และน้ำยาล้างไต เฉพาะน้ำยาล้างไต CAPD first ก็ซื้อปีละเกือบ 4 พันล้านแล้ว การซื้อยาเองโดยไม่ได้เป็นหน่วยบริการนี้ใช้งบบัตรทองปีละประมาณหนึ่งหมื่นล้านและน่าจะได้เงิน kick back เมื่อไปขอในนามของเงินสนับสนุนกิจกรรมภาครัฐร้อยละห้าของเงินยอดซื้อยาดังกล่าว หรือคร่าว ๆ อาจจะถึงปีละ 500 ล้านบาท ถ้าเป็นแบบนี้มาสิบปีก็น่าจะมีเงินสนับสนุนกิจกรรมภาครัฐไปแล้วเกือบ 5 พันล้าน เท่ากับพี่ตูนวิ่งห้าครั้ง และลุงตู่อนุมัติงบกลางมาแก้ปัญหาโรงพยาบาลขาดทุนหนึ่งครั้ง

เรื่องนี้องค์การเภสัชกรรมเคยอนุมัติเงินสนับสนุนกิจกรรมภาครัฐมาให้สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข 75 ล้านบาท ทางปลัดกระทรวงสาธารณสุขในสมัยนั้นคือ นายแพทย์ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ไม่กล้ารับเงินดังกล่าวมาเป็นของสำนักปลัดกระทรวงสาธารณสุข ก็เลยหารือไปยังสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน และ/หรือ กฤษฎีกา ซึ่งตีความลงมาว่าสำนักปลัดกระทรวงไม่ใช่หน่วยบริการ ไม่ได้มีหน้าที่รักษาพยาบาลประชาชนรับเงินดังกล่าวไม่ได้ ทางสำนักปลัดกระทรวงก็ไม่รับ

ถ้าหาก สปสช. และ NGO ตระกูล ส คืนเงินลาภมิควรได้ก้อนนี้ที่ทำผิดกฏหมายต่อเนื่องมากว่าสิบปี ก็จะได้เงินคืนมารักษาประชาชนน่าจะมากถึงห้าพันล้าน

ซึ่งตามรายงานของ DSI หรือกรมสอบสวนคดีพิเศษพบว่าเฉพาะ สปสช. ได้รับเงินสนับสนุนกิจกรรมภาครัฐไปดังนี้

มาลองดูตัวอย่างกันว่า สปสช. นำเงินซึ่งต้องนำกลับไปรักษาประชาชนไปทำอะไรที่ไร้สาระและไม่ได้เป็นการรักษาสุขภาพของประชาชนกันบ้าง

ในปี 53 ใช้เงินทำบุญผ้าป่าไป 255,000 บาท ดูงานมิตรภาพบำบัด มูลนิธิที่ นพ. วิชัย โชควิวัฒน เป็นกรรมการ สามล้านบาท จัดหารถตู้สำหรับ สปสช. ใช้ 5,735,000 บาท

มีการขอเงินไปดูงานต่าง ๆ ในต่างประเทศเป็นจำนวนมาก เอามาจัดรถสวัสดิการรับส่งบุคลากร สปสช. เอามาให้รางวัลสรรหาบุคลากรดีเด่น เอามาทำสื่อมวลชนสัญจร เลี้ยงดูปูเสื่อนักข่าว

เอามาจัดรถรับส่งพนักงาน สปสช. ในปี 54 ไปเกือบเจ็ดล้าน เอามาตรวจสุขภาพพนักงาน สปสช. เอามาใช้อบรมภาษาอังกฤษพนักงาน สปสช. ให้ทุนพนักงาน สปสช. ไปศึกษาต่อต่างประเทศ เอามาให้พนักงาน สปสช. เล่นโยคะ ขอมาพิมพ์หนังสืองานศพ ศ.นพ.เสม พริ้งพวงแก้ว ห้าแสนบาท ซึ่งคนดีมากอย่างท่านหากได้ทราบคงทุกข์ใจอย่างยิ่งที่มีการเอาเงินที่ควรนำไปรักษาประชาชนมาทำหนังสืองานศพให้

เอามาจัดรถรับส่งพนักงาน สปสช. ในปี 54 ไปเกือบเจ็ดล้าน เอามาตรวจสุขภาพพนักงาน สปสช. เอามาใช้อบรมภาษาอังกฤษพนักงาน สปสช. ให้ทุนพนักงาน สปสช. ไปศึกษาต่อต่างประเทศ เอามาให้พนักงาน สปสช. เล่นโยคะ ขอมาพิมพ์หนังสืองานศพ ศ.นพ.เสม พริ้งพวงแก้ว ห้าแสนบาท ซึ่งคนดีมากอย่างท่านหากได้ทราบคงทุกข์ใจอย่างยิ่งที่มีการเอาเงินที่ควรนำไปรักษาประชาชนมาทำหนังสืองานศพให้

เอามาจัดซื้อเครื่องแบบพนักงาน เครื่องแบบสำนักงาน ให้ทุนพนักงาน สปสช. เรียนต่อปริญญาโท

เรื่องนี้สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน สำนักคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตีความ ทักท้วงและห้ามแล้วมาโดยตลอด

มติบอร์ด สปสช. ลงมาแล้วว่าเงินสนับสนุนกิจกรรมภาครัฐ หัวคิวหรือส่วนลดจากการซื้อยาโดย สปสช. ร้อยละ 5 ได้จากองค์การเภสัชกรรม ไปใช้กันผิด ๆ มานับสิบปี แทนที่จะเอาไปรักษาชีวิตประชาชน เป็นสิ่งที่ทำไม่ได้ และต้องไม่ทำ เพราะผิดกฎหมาย จะยื้อทำต่อไปก็มีคุก!!!!

แล้วที่ทำผิดมาตลอดนับสิบปี เงินหลวงที่หายไปใช้แบบผิด ๆ เป็นร้อย ๆ ล้าน พัน ๆ ล้านใครรับผิดชอบ? ยังไงก็ต้องมีคนรับผิดชอบ

เงินที่ได้ส่วนลดจากการซื้อยาจาก องค์การเภสัชกรรม เรียกว่าเงินสนับสนุนกิจกรรมภาครัฐ สปสช. เอาไปใช้ซื้อ Uniform ให้พนักงาน เอาไปเช่ารถตู้รับส่งพนักงาน เอาไปแจก NGO เอาไปส่งคนตระกูล ส เรียนต่อ ให้ในนามทุนวิจัยอะไรต่าง ๆ ใช้ผิด ๆ นั่นมัน 5% ของเงินซื้อยาหรือปีละเกือบหมื่นล้านบาท หรือเป็นเงินสนับสนุนกิจกรรมภาครัฐ ร้อยละห้าของยอดซื้อยาเชียวนะครับพี่น้องประชาชน

แล้วมี NGO ที่เป็นบอร์ด สปสช. เอง ไปขอเงินนี้จากองค์การเภสัชกรรมด้วย เอากะเขาสิ ทำไมช่างกล้าทำเช่นนี้ เป็น conflict of interest อย่างแรง ลองไปถามนายนิมิตร เทียนอุดม มูลนิธิเข้าถึงเอดส์ดูก็จะดีครับ

บอร์ดหลักประกันสุขภาพ รู้ว่ายื้อต่อไม่ไหว เพราะว่าตามกฎหมาย เงินสนับสนุนกิจกรรมภาครัฐนี่ต้องเอาเข้ากองทุนบัตรทองตามมาตรา 39(7) ถือว่าเป็นเงินหรือทรัพย์สินใด ๆ ที่กองทุนได้รับมาในกิจการของกองทุน ต้องนำกลับมาใช้เพื่อใน“กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ” มีวัตถุประสงค์เพื่อเป์นค่าใช้จ่าย สนับสนุน และส่งเสริมการจัดบริการสาธารณสุขของหน่วยบริการ

พูดง่าย ๆ ไม่ใช่ให้เงินเหล่านี้ไปใช้จ่ายกันตามอำเภอใจ สปสช. ซึ่งล้ำเส้น off side ไม่มีหน้าที่ซื้อยามารักษาคนไข้เลยซื้อมากมายเพื่อให้ได้เงินสนับสนุนกิจกรรมภาครัฐเอาไปใช้ตามอำเภอใจผิดกฎหมาย ผิดวัตถุประสงค์หรือไม่

เงินที่เอาไปแจก NGO แจกพนักงาน สปสช. ทางกฎหมายคือละเมิด เป็นลาภมิควรได้ ใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ แทนที่จะนำเงินไปซื้อยารักษาชีวิตประชาชน กลับไปสร้างความสะดวกสบายให้ NGO และพนักงาน สปสช

ชีวิตประชาชน สำคัญน้อยกว่าความสะดวกสบายหรือสวัสดิการพนักงาน สปสช. และปากท้องของ NGO หรือไร?

การที่บอร์ด สปสช. ลงมติว่า เงินสนับสนุนกิจกรรมภาครัฐ ให้ยุติการอนุมัติโครงการและการใช้จ่ายเงินสนับสนุนกิจกรรมภาครัฐ และแจ้งผลการหารือของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ไปยังประธานอนุกรรมการสอบหาข้อเท็จจริง เพื่อประกอบการพิจารณาดังนี้ แปลว่าให้เลิกทำแบบนี้ และให้นำเงินกลับเข้ากองทุนเพื่อนำไปรักษาประชาชน

คำถามคือที่ทำมาแล้วเป็นสิบปี ปีหนึ่งเงินสนับสนุนกิจกรรมภาครัฐน่าจะมากถึง 500 ล้าน เกิดความเสียหายแก่ชีวิตประชาชนและคุณภาพการรักษาพยาบาลของโรงพยาบาลของรัฐ ใครจะรับผิดชอบ สปสช จะรับผิดชอบหรือไม่ จะเรียกเงินคืนจาก สปสช พนักงาน สปสช และ NGO ได้อย่างไร

เงินหลวงตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ เงินที่ต้องเอาไปใช้รักษาชีวิตประชาชน ต้องได้คืนกลับมา ถึงจะถูกต้อง ต้องไม่ทำตัวเป็นนายหน้าค้าความจน นายหน้าค้าความตายแบบนี้ มันทุเรศและอำมหิตมาก

ในนามของประชาชน ขอถามหาความรับผิดชอบและถามหาผู้กระทำความผิด เพื่อสิทธิ์ของประชาชน เพื่อชีวิตของประชาชน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำที่เจ้าหน้าที่ของรัฐเอาเปรียบและเป็นอภิสิทธิ์ชนเหนือประชาชน


กำลังโหลดความคิดเห็น...